 | ขอเชิญร่วมสร้างมัสยิด |
|
มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลาม
ขอเชิญท่านบริจาคสมทบทุน
โครงการก่อสร้างอาคาร
มัสยิดอนุรักษ์

โดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร
ชื่อบัญชี
มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลาม
ธนาคาร
กรุงไทย สาขาย่อยประเวศ
ประเภท
กระแสรายวัน
เลขที่
188 6 00316 5
>>>..ร่วมบริจาคคลิ๊ก!..<<<
ญะซากุมุ้ลลอฮุคอยร็อน
|
|
|
 | เมนูหลัก |
| |
|
 | สาระวิชาการ |
| |
|
 | ดาวน์โหลด |
| |
|
 | หนังสือใหม่ |
| ผลงานล่าสุด
ของ อ.ฟารีด เฟ็นดี้
รู้ทันชีอะฮ์

เผยกลลวงของชีอะห์ในการดึงมุสลิมออกจากอิสลาม ตอบโต้ข้อกล่าวหา,ใส่ร้าย,ประณามศอฮาบะห์
ติดต่อและสั่งซื้อได้ที่
คุณยะอ์กู๊บ น้อยนงค์เยาว์
084 0004619
|
|
|
 | ข่าวสาร |
| |
|
 | บทความเรื่อง ฟิร๊อก กลุ่มแนวคิดบิดเบือน |
| |
|
|  |
 | อัลอาม ( العام ) |
|
العام อัลอาม
คำนิยาม ของคำว่า อัลอาม ( العام ) ตามภาษาของ นักนิติศาสตร์ อิสลาม คือ
ทุกๆ คำที่บ่งชี้ถึง สิ่งหนึ่งสิ่งใด โดยมิได้ เจาะจง หรือจำกัด ซึ่งหมายความว่า จะไม่มีประโยคหนึ่งประโยคใด หรือความหมายอันหนึ่งอันใด
ตัวอย่างเช่น الرجال ชายกลุ่มหนึ่ง
นอกจากนี้ความหมายของความว่า อัลอาม ( العام ) ตามหลักของนักนิติศาสตร์อิสลาม ได้วางกฎ พื้นฐาน กฎหมายอิสลามไว้ว่า
الأصل في كل أمر من الأمور يفيد الوجوب เดิมแล้วคำสั่งใช้ อันหนึ่งอันใด ในศาสนา หรือข้อสั่งใช้ใดๆ หมายถึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามนั้น
นั้นหมายถึงการ ไม่อนุญาต ให้กระทำ หรือ ปฏิบัติตาม ตัวบทท่อนหนึ่ง ท่อนใด ที่หมายถึงเป็นคำสั่งใช้ โดย ทั่วๆไป ตราบใดที่เรายังไม่ได้ รับการยืนยัน ว่าชาว สลัฟ ได้ปฏิบัติในสิ่งดังกล่าว เอาไว้ หรือไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงจำเป็นที่เรา จะต้องยึด และ ปฏิบัติตามตัวบท ที่บ่งหรือชี้เอาไว้ โดยมิได้มีการเจาะจง เว้นแต่ กรณีที่จะมี دليل หลักฐาน อันหนึ่ง อันใดมาจำกัด หรือเจาะจงเอาไว้ ซึ่ง دليل นั้นๆ อาจมาจากตัวของท่าน รอซูลุ้ลลอฮเอง เช่น จากคำพูด หรือการ ปฏิบัติของท่าน หรือจากคนหนึ่งคนใดจากมวล ศอฮาบะห์
ยกตัวอย่างเช่น
قال الله تعالى وَالسَّارِقُ وَالسَّارِقَةُ فَاقْطَعُوا أَيْدِيَهُمَا
อัลลอฮ ทรงตรัสว่า ชายที่ขโมยและหญิงที่ขโมย จงตัดมือของเขาทั้งสอง(คน)
จากอายะห์ ข้างต้นนี้ เรียกว่า อาม เพราะ อัลลอฮ พระองค์ มิได้ทรง เจาะจงว่าเป็นผู้ใด ที่ให้ตัดมือ เช่น จงตัดมือชาย คนนี้ คือ นาย อามีน เป็นต้น
อีกหนึ่งตัวอย่าง
อย่างเช่น หออาซาน ตามที่เราทราบว่าในยุคของท่านนบานั้นถูกกล่าวว่าเอาไว้หรือไม่ หรือการจัดงานเมาลิด การอุตริดังกล่าวข้างต้นไม่มีปรากฏในหลักฐาน แต่อย่างใด ในศาสนาเมื่อเป็นเช่นนั้นเรานำเอาการกระทำ บิดอะห์ ดังกล่าวมาจากไหน!!
จึงสรุปได้ว่า เดิมแล้วตัวบททุกๆตัวบทที่บ่งบอกเอาไว้โดยมิได้เจาะจง เอาไว้ในเรื่องหนึ่งเรื่องใด อันนี้เป็ว วาญิบ ให้ปฏิบัติ ตามตัวบทนั้นทันทีว่า เว้นแต่ เราขออ้างถึงว่า ในกรณีที่ตัวบทที่ไม่ได้มีการเจาะจง มีการยืนยัน อย่างชัดเจนว่า มวลบรรดา อัสสะละฟุสศอลิห ซึ่งพวกเขา เข้าใจ และ ปราศเปรื่อง ในเรื่องศาสนา พวกเขามิได้ เข้าใจไปตามนั้น !!
อันนี้ให้ถือว่า จำเป็นที่จะต้อง ปฏิบัติ ตามตัวบท ที่บ่งชี้ถึง เรื่องหนึ่งโดยทั่วไป
مكتبة أهل الحديث والاثار
ห้องสมุด อะฮลุ้ลหะดีษ วัลอาษาร
|
| ผู้บันทึก gismad เมื่อ เสาร์ 05 มี.ค. 11 @ 22:40 (4307 คนอ่าน) (มีต่อ... | จำนวน: 4.5) |
|
|
 | จุดกำเนิดวิชา อุซูลุ้ลฟิกฮฺ |
|

โดย....kolis_mala
อุซูลุ้ลฟิกฮ์เป็นวิชาด้านกฎหมายอิสลามที่มากมายไปด้วยคุณค่าและยิ่งใหญ่ในด้านประโยชน์ซึ่งนักปราชญ์ในแขนงต่างๆไม่ว่าในแขนงตัฟซีรหรืออัลฮะดีษหรือฟิกฮ์จะไม่สามารถออกกฎหมายแห่งบัญญัติอิสลามได้ เว้นแต่ต้องรู้ในวิชานี้ อุซูลุลฟิกฮ์จึงเป็นวิชาหลักของการวินิจฉัยกฎหมายอิสลามซึ่งจะขาดเสียมิได้
ก่อนจะมาเป็นวิชาอุซูลุลฟิกฮ์
ในสมัยท่านร่อซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลฯ อัลกุรอานได้ถูกประทานลงมา เพื่อจะบรรยายถึงสิ่งที่เกิด ขึ้นหรือเพื่อที่จะตอบคำถามเหล่าซอฮาบะห์ ร่อฎิยัลลอฮุอันฮุม จึงไม่มีความจำเป็นในเรื่องของการวินิจฉัยกฏหมาย เพราะท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลฯ ขณะอยู่กับพวกเขาเป็นผู้คอยให้คำชี้ขาดในปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ในสมัยนั้นแหล่งที่มาของบัญญัติอิสลามจึงมีเพียงแค่อัลกุรอาน และอัลฮะดีษที่มาชี้แจงและอธิบายสิ่งที่อัลกุรอานบอกให้อย่างสรุป
อนึ่ง สำหรับการวินิจฉัยในสมัยท่านศาสดานั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จึงไม่นับว่าเป็นแหล่งที่มาของบัญญัติอิสลาม เพราะว่าการวินิจฉัยเมื่อมาจากนบีก็คือ วิวรณ์ที่ถูกประทานลงมาแก่ท่าน เพื่อที่จะยืนยันการวินิจฉัยอันนั้นหรือเพื่อที่จะแก้ไขและอธิบายสิ่งที่พลั้งพลาดในการวินิจฉัยเช่นกรณีสงครามบัดร์ซึ่งมีสองความคิดเห็นในเรื่องการจัดการกับเชลย คือ
1. ให้ทำการไถ่ตัวได้
2. ให้ฆ่าสถานเดียว เนื่องจากพวกตั้งภาคีเคยกระทำกับมุอ์มินอย่างโหดเหี้ยมทารุณ แต่ท่านนบีก็เอนเอียงไปยังความเห็นแรก และได้ตัดสินตามนั้น อัลกุรอานจึงถูกประทานลงมาติเตียนท่านนบี
( مَاكَانَ ِلنَبِيٍّ أَنْ يَكُوْنَ لَهُ أَسْرَىحَتَّىيُثْخِنُ فِىاْلأَرْضِ تُرِيْدُوْنَ عَرَضَ الدُّنْيَاوَاللهُ يُرِيْدُاْلآخِرَةَ وَاللهِ عَزِبْزٌحَكِيْمٌ )
ซึ่งมีใจความว่า ﴾ ไม่บังควรแก่ศาสดาคนใดเลยที่จะมีเชลยไว้ ( เพื่อเรียกค่าไถ่ในขณะที่ฝ่ายตนยังอ่อนแออยู่ )จนกว่าเขาจะทำการสู้รบจนชนะในแผ่นดิน พวกเจ้าปรารถนา ( ค่าไถ่เชลยอันเป็น ) ผลประ โยชน์ ( เพียงเล็กน้อย )ของโลกนี้ แต่อัลลอฮ์ทรงปรารถนาโลกหน้า และอัลลอฮ์ทรงอำนาจยิ่ง อีกทั้งทรงปรีชาญาณยิ่ง ﴿ ซูเราะห์อัลอันฟาล อายะห์ที่ 67
และการวินิจฉัยของซอฮาบะห์นั้นมีเพียงเล็กน้อยเช่นกัน ดังกล่าวนั้นจะเป็นเรื่องของปัญหาที่จะล่าช้าเสียมิได้และพวกเขาอยู่ในเมืองที่ห่างไกล ยากต่อการกลับมาให้นบีชี้ขาด และอีกตอนหนึ่งขณะที่ท่านนบีได้ประสงค์ที่จะแต่งตั้งมุอาซ บุตร ญะบัลไปเมืองยะมัน ท่านนบี ศ็อลฯ ได้กล่าวแก่เขาว่า
“ ท่านจะตัดสินอย่างไรเมื่อมีปัญหาถูกเสนอแก่ท่าน เขากล่าวว่า ข้าพเจ้าจะตัดสินด้วยคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ท่านนบีได้กล่าวว่า ถ้าหากท่านไม่พบว่ามีในคัมภีร์แห่งอัลลอฮ์ เขากล่าวว่า จะตัดสินด้วยแนวทางของร่อซูลุลลอฮ์ ท่านนบีได้กล่าวอีกว่า ถ้าหากท่านไม่พบว่ามีในคัมภีร์และแนวทางของท่านร่อซู้ล ศ็อลฯ เขากล่าวว่า ข้าพเจ้าจะวินิจฉัยด้วยความคิดเห็นของข้าพเจ้า และจะไม่เลินเล่อต่อคำตัดสิน ” ท่านนบี ศ็อลฯ ตบอกเขาและกล่าวว่า การสรรเสริญเป็นสิทธิแห่งอัลลอฮ์ผู้ทรงให้ความเห็นชอบแก่ทูตของศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์ในสิ่งที่ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์พึงพอใจ ”
จากนั้นท่านนบี ศ็อลฯ ก็จะยืนยันการวินิจฉัยของพวกเขา ถ้าหากว่าไม่ถูกต้อง ท่านนบีก็จะอธิบายถึงแนวทางที่ถูกต้องของการวินิจฉัย และท่านได้อนุญาตให้ส่วนหนึ่งจากซ่อฮาบะห์ทำการวินิจฉัยปัญหา โดยที่ท่านเองก็อยู่ด้วย เพื่อที่จะฝึกฝนพวกเขาในการวินิจฉัยปัญหาต่างๆ ต่อจากท่าน
สาเหตุที่ผลักดันให้ทำการรวบรวมบันทึกวิชาอุซูลุลฟิกฮ์และผู้ที่ริเริ่มกำหนดวิชานี้เป็นส่วนหนึ่งจากศาสตร์ของศาสนา
หลังจากนบีเสียชีวิตไปแล้ว ซ่อฮาบะห์มีความจำเป็นอย่างยิ่งในเรื่องของการวินิจฉัย และพวกเขากระทำการดังกล่าวได้อย่างดีเยี่ยมด้วยสติปัญญาที่หลักแหลมและบริสุทธิ์ใจและพวกเขาเป็นผู้ที่รู้ดีที่สุดในเรื่องซุนนะห์และมูลเหตุแห่งการพระราชทานอัลกุรอาน
เมื่อถึงยุคบรรดาตาบิอีนและตาบิอิตตาบิอีน แหล่งที่มาของบัญญัติศาสนาก็ยังคงเหมือนกับยุคของซอฮาบะห์คือ คัมภีร์อัลกุรอาน, ซุนนะห์ท่านร่อซู้ล และกิยาส และได้เพิ่มไปถึงการตัดสินชี้ขาดของซอฮาบะห์(فَتَاوَىالصَّحَابَةِ ) ซึ่งทั้งซอฮาบะห์และตาบิอีนค้นคว้าและวิจัยถึงเหตุผลของกฏหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบที่มาเป็นตัวบทหรือถูกวินิจฉัยมาแล้วก็ตาม เพื่อที่จะนำไปเปรียบเทียบต่อสิ่งที่ไม่มีตัวบทบ่งบอกเอาไว้
หลักการวิชาอุซูลุลฟิกฮ์จึงเริ่มปรากฏชัดในยุคของซอฮาบะห์ ถึงแม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยก็ตาม แต่มันก็ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงยุคของอิหม่ามทั้งสี่
และผู้ที่ริเริ่มรวบรวมวิชานี้เป็นคนแรกคือ อิหม่ามมุฮำมัดบินอิดรีสอัชชาฟิอี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮ์ ซึ่งท่านเสียชีวิตในฮิจเราะห์ศักราชที่ 204 ท่านมีความคิดเห็นที่จะรวบรวมวิชานี้ จากหลายสาเหตุด้วยกัน
1. การมีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างสำนักอัลฮะดีษที่มะดีนะห์และสำนักความคิดที่แบกแดด โดยที่สำนักแรกนั้น เพียงพอด้วยตัวบทกฏหมายที่แน่นอน และปัญหาใหม่ๆก็เกิดขึ้นน้อยมาก สำหรับสำนักที่สองนั้น มีปัญหาใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย พวกเขาจึงใช้ความคิดในการตัดสินปัญหาจนเป็นที่กว้างขวางในเรื่องนี้ กระทั่งเป็นที่เลื่องลือว่าเป็นสถาบันการใช้ความคิดเห็น
2. เกิดปัญหาใหม่ๆ มากมายในแต่ละวัน และปัญหาเหล่านั้นจำเป็นต้องมีการตัดสิน นักวินิจฉัยต้องพิจารณาในปัญหานั้น เมื่อพบว่าระหว่างปัญหาใหม่กับปัญหาที่มีตัวบทอยู่แล้วคล้ายคลึงกัน และมีสาเหตุ ( อิลละห์) ของฮุกุ่มในปัญหาที่มีตัวบทมีอยู่ในปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ ก็ให้กฏหมายจากตัวบทเดิมใช้กับปัญหาในแขนงนั้นได้
3. อ่อนในหลักภาษาอาหรับ อันเป็นผลเนื่องมาจากการปะปนกันของภาษาอาหรับกับภาษาอื่น
4. ไกลยุคกันระหว่างท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลฯ กับยุคของท่านอิหม่ามอัชชาฟิอี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮ์ ท่านอิหม่ามตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า ถึงเวลาแล้ว และสติปัญญาเต็มเปี่ยมแล้ว ท่านจึงบันทึกหนังสือ الرِّسَالَةُ ของท่านที่เป็นที่เลื่องลือต่อมาในภายหลัง ท่านเริ่มแต่งหนังสือเล่มนี้ที่กรุงแบกแดด หลังจากนั้น กลับมาปรับปรุงอีกครั้งที่อียิปต์ และได้บอกหลักการต่างๆไว้อย่างมากมายที่จำเป็นต่อนักวินิจฉัย (มุจตะฮิด) ในการที่จะรู้ถึงแก่นของอุซูลุลฟิกฮ์ ด้วยเหตุนี้เอง เราสามารถพูดได้ว่า ผู้ที่ได้วางหลักวิชานี้เป็นคนแรกคือท่านอิหม่ามชาฟิอี ร่อฎิยัลลอฮุอันฮ์
นิยามของอุซูลุ้ลฟิกฮ์
อุซูลุ้ลฟิกฮ์คือวิชาที่ว่าด้วยหลักการต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การวินิจฉัยกฏหมายด้านฟิกฮ์จากหลักฐานแบบขยายความ วิชานี้จะค้นคว้า วิจัยจากหลักฐานแบบสรุปก่อน นั่นก็คือ อัลกุรอาน ซุนนะห์ที่อธิบายอัลกุรอาน อิจญมาอ์ กิยาส และอื่นๆ
เช่นเดียวกัน วิชานี้จะค้นคว้าถึงประเภทของหลักฐานดังกล่าว เช่น บัญญัติใช้ บัญญัติห้าม สิ่งที่ครอบคลุมทั่วไปจากคัมภีร์อัลกุรอานและอัซซุนนะห์ และเช่นเดียวกันการลงมติแบบออกเสียง ( إِجْمَاعٌ قَوْلِيٌّ ) และลงมติแบบไม่ออกเสียง ( إِجْمَاعٌ سَكُوْتِيٌّ ) และการเทียบเหตุผลจากตัวบทและจากการวินิจฉัย ตลอดจนประเภทอื่นๆของหลักฐาน
เนื้อหาของวิชาอุซูลุลฟิกฮ์
ปราชญ์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่าเนื้อหาของวิชานี้คือ หลักฐานต่างๆ แบบสรุปที่จะนำไปสู่กฎหมายโดยใช้การวินิจฉัย และการให้น้ำหนักในกรณีที่กฏหมายขัดแย้งกันเอง
ประโยชน์ของอุซูลุลฟิกฮ์
สำหรับวิชาอุซุลุลฟิกฮ์นั้นมีประโยชน์อยู่ 2 ประการด้วยกัน
1. ประโยชน์กลับไปสู่นักวินิจฉัยกฏหมายเอง คือเขาสามารถที่จะทำการวินิจฉัยกฏหมายด้านฟิกฮ์จากหลักฐานแบบขยายความ เพราะผู้ที่ไม่มีความรู้ความชำนาญในหลักการของอุซูลุลฟิกฮ์ จะไม่สามารถออกกฏหมายจากหลักฐานได้
2. ประโยชน์แก่ผู้ตามคำวินิจฉัย ในกฏหมายของฟิกฮ์คือสามารถที่จะเปรียบเทียบระหว่างหลักฐานของผู้นำมัซฮับที่เขาสังกัดอยู่กับหลักฐานของผู้นำมัซฮับอื่นๆ เพื่อเขาจะได้มั่นใจในสิ่งที่เขาตาม
|
| ผู้บันทึก gismad เมื่อ จันทร์ 31 ม.ค. 11 @ 21:39 (12056 คนอ่าน) (มีต่อ... | จำนวน: 5) |
|
|
|  |  | อายะฮฺ..อัลกุรอาน.. |
| |
|
|
|
 | คุณมีแล้วหรือยัง? |
| ศูนย์หนังสือ นัฟฟาซี่
..รวบรวมคำบรรยายของ..
อ.ฟารีด เฟ็นดี้

สนใจสั่งซื้อ และเป็นตัวแทนจำหน่าย
..ติดต่อ.. คุณ ยูนุส พุฒเพ็ง
09 - 6700615 01 - 8258438 หนังสือดี มีค่า น่าอ่าน
|
|
|
 | รวมสกุ๊ปพิเศษ |
| |
|
 | ครัวอนุรักษ์ |
| |
|
 | นานาสาระ |
| |
|
 | อนุรักษ์ทัวร์ทั่วไทย |
| |
|
 | บทความพิเศษ |
| |
|
 | Link |
| |
|
|