ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
ขอเชิญร่วมสร้างมัสยิด
มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลาม
ขอเชิญท่านบริจาคสมทบทุน
โครงการก่อสร้างอาคาร
มัสยิดอนุรักษ์



โดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร

ชื่อบัญชี
มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลาม
ธนาคาร
กรุงไทย สาขาย่อยประเวศ
ประเภท กระแสรายวัน
เลขที่ 188 – 6 – 00316 – 5

>>>..ร่วมบริจาคคลิ๊ก!..<<<

ญะซากุมุ้ลลอฮุคอยร็อน


เมนูหลัก
 หน้าแรก(ข่าวสาร) :
 หน้าแรก
 ค้นหา
 หัวข้อเรื่องที่น่าสนใจ
 สำหรับสมาชิก :
 รายนามสมาชิก
 เข้าสู่ระบบ(สมัครสมาชิก!)
 ร่วมด้วยช่วยกัน :
 แนะนำบอกต่อ
 กระดานเสวนา
 
 สถิติของผู้เข้าชม :
 ยอดฮิตติดอันดับ
 แบบสำรวจ
 คู่มือและเอกสาร :
 ถาม-ตอบ
 วารสารประจำเวบ
 บริการอื่นๆ :
 ติดต่อลงโฆษณา
 ติดต่อเรา
 ห้องแสดงภาพ
 ดาวน์โหลด
 Mozaks_News

 เมนูทั่วไป :
เนตคุณแรงแค่ไหน!
ล้อเลียนการเมือง
เพิ่มเว็บนี้ใน Favourites !
เมล์ด่วนสายตรง
02:42:39
วัน : 20-11-2017
GMT : +0700

สาระวิชาการ
วิชาการ :
ศรัทธาและยึดมั่น
อัลฮะดีษ
จริยธรรมอิสลาม
ประเพณีและความเชื่อ
ประวัติศาสตร์อิสลาม
เหตุแห่งการประทานอัลกุรอาน
อุลูมุ้ลฮะดีษ
ตัฟซีรอัลกุรอาน
คอลัมน์ประจำ :
บทความทั่วไป
ตรรกวิทยา

ดาวน์โหลด

  1: ถาม-ตอบ
ดาวน์โหลด 265 ครั้ง

  2: ขุดโคตรชีอะ
ดาวน์โหลด 171 ครั้ง

  3: การทำแทน
ดาวน์โหลด 96 ครั้ง

  4: ศรัทธาแบบอิสลาม
ดาวน์โหลด 180 ครั้ง

  5: สัญญาณวันสิ้นโลก
ดาวน์โหลด 221 ครั้ง

  6: หลักยึดมั่น
ดาวน์โหลด 134 ครั้ง

..ดูทั้งหมด..

เว็บไซต์อนุรักษ์ซุนนะห์

เผยข้อเท็จจริงลัทธิชีอะห์:





แนวร่วมต่อต้านรอฟิเฏาะ

ภาษาอาหรับ

www.d-sunnah.net
www.fnoor.com
www.albrhan.com
www.wylsh.com
www.khominy.com
http://dhr12.com
www.albainah.net
www.ansar.org
www.almanhaj.com
www.almhdi.com

ภาษาอังกฤษ

www.ahlelbayt.com


หนังสือใหม่
ผลงานล่าสุด
ของ อ.ฟารีด เฟ็นดี้


รู้ทันชีอะฮ์



เผยกลลวงของชีอะห์ในการดึงมุสลิมออกจากอิสลาม
ตอบโต้ข้อกล่าวหา,ใส่ร้าย,ประณามศอฮาบะห์
ติดต่อและสั่งซื้อได้ที่
คุณยะอ์กู๊บ น้อยนงค์เยาว์
084 0004619


ข่าวสาร
หนังสือพิมพ์ไทย :
ไทยรัฐ
เดลินิวส์
กรุงเทพธุรกิจ
ข่าวสด
ผู้จัดการออนไลน์
มติชน
ประชาไทย
ไทยนิวส์
ศูนย์ข่าวอิศรา
หนังสือพิมพ์อาหรับ :
الاهرام
الجمهورية
الوطن
القبس
البيان
الاتحاد
الرأي العام
الشرق الأوسط
السياسة
دار الخليج
ตำราศาสนาภาษาอาหรับ :
almeshkat
almaktba
kribani
sahab
internet radio
จส.100
คลื่นประชาธิปไตย


บทความเรื่อง ฟิร๊อก กลุ่มแนวคิดบิดเบือน
ตอนชีอะห์อิหม่ามสิบสอง

อย่าให้กะลิมะห์ชะฮาดะห์ของผู้ใดมาล่อลวงเรา
อิสลามไม่มีนิกาย
ข้อแตกต่างด้านโครงสร้างศาสนาของซุนนะห์กับชีอะฮ์
อัลกุรอานและฮะดีษตามความเชื่อของชีอะฮ์
อายะห์อัลกุรอานที่ขาดหาย
"อะฮ์ลุ้ลบัยต์" ครอบครัวและวงศ์วานของท่านนบี
ภรรยาของนบีคือ"อะฮ์ลุ้ลบัยต์"
ฮะดีษซะก่อลัยน์ สิ่งหนักทั้งสอง
ใครคือ"อะฮ์ลุ้ลบัยต์" ที่ระบุในซูเราะห์อัลอะห์ซาบ อายะห์ที่ 33
ฮะดีษกิซาอ์
ท่านอาลีและครอบครัว จากซูเราะห์อัซชุอะรออ์ อายะห์ที่ 23
"อิมามะห์"การศรัทธาต่ออิหม่าม
คำสั่งแต่งตั้งอิหม่าม
หลักฐานแต่งตั้งอิหม่าม จากซูเราะห์อัลมาอิดะห์ อายะห์ 55
อายะห์"อัตตับลีฆ" ซูเราะห์อัลมาอิดะห์ อายะห์ 67
มุบาฮะละห์
ฮะดีษ "มันซีละห์" เปรียบท่านนบีกับอาลีดั่งมูซากับฮารูณ
ละครฉากนี้ที่ "ฆ่อดีรคุม"
คำตอบจากท่านอาลี
อาลีช่วยด้วย !!
อาลี หรือ เยซู
นครแห่งความรู้
ฮุเซนมาจากฉันและฉันก็มาจากฮุเซน
ศอฮาบะห์ในมุมมองของชีอะห์
"อัศฮาบีย์" ประชาชาติของฉัน
ชีอะห์ใส่ร้ายศอฮาบะห์ว่าเป็นมุนาฟิก
พฤหัสบดีวิปโยค
จุดยืนของท่านอาลีที่มีต่อท่านอบูบักร์และท่านอุมัร
เมื่อท่านอาลีประณามและสาปแช่งชีอะฮ์

รายงานความคืบหน้าการนัดสนทนาระหว่างซุนนะห์กับชีอะฮ์


 ศูนย์หนังสือนัฟฟาซี่: พลิกฟื้นคืนแผ่นดิน

ศูนย์หนังสือนัฟฟาซี่
โดย อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้

จักรวาล


“โลกที่เราอาศัยอยู่นี้เป็นดาวดวงหนึ่งในห้วงเวหา ที่มีลักษณะเป็นทรงกลมแป้นคล้ายผลส้ม และเป็นบริวารของดวงอาทิตย์โดยหมุนรอบตัวเอง และหมุนรอบดวงอาทิตย์ การที่โลกหมุนรอบตัวเองทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน และโลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ทำให้เกิดฤดูกาลต่างๆ”




ทฤษฎีข้างต้นนี้เป็นที่กล่าวขาน และเรียนรู้สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน แต่มุสลิมได้เรียนรู้เรื่องราวของโลกและจักรวาลมาก่อนหน้านี้เนิ่นนาน
เป็นระยะเวลา 1400 กว่าปี ที่มุสลิมได้ศึกษาเรื่องราวของโลกและจักรวาลจากคัมภีร์อัลกุรอาน แม้ว่ามุสลิมในยุคต้นจะยังไม่สามารถสืบพบและประจักษ์ได้ด้วยตัวเอง แต่พวกเขาก็มีความมั่นใจ โดยเชื่อและศรัทธาไปตามนั้น เพราะสิ่งที่บอกเรื่องราวที่ไกลตัวแก่พวกเขานี้คือ “อัลกุรอาน” คัมภีร์ของพระเจ้า

ฟ้าดุนยา

เมื่อเราแหงนหน้ามองฟ้า เราจะได้เห็นความกว้างใหญ่ไพศาล ที่เราไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้น หรือจะสิ้นสุดที่ตรงไหน เพราะกว้างใหญ่เกินกว่าสายตาและสติปัญญาของมนุษย์จะไปถึง เราไม่เคยเห็นแม้แต่เสาสักต้นหนึ่งที่จะค้ำฟ้าไว้ เพื่อมิให้มันพังทลายลงมา แล้วมันล่องลอยอยู่เหนือเราได้อย่างไร
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

“พระองค์ได้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายโดยไม่มีเสาที่พวกเจ้าจะมองเห็น” ซูเราะห์ลุกมานอายะห์ที่ 10

แม้พระองค์อัลลอฮ์จะทรงบอกว่าได้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายโดยไม่มีเสา แต่ฟ้าที่เราเห็นนี้ก็เป็นเพียงฟ้าชั้นแรกเท่านั้น ซึ่งถูกเรียกว่า “ฟ้าดุนยา” และยังมีฟากฟ้าอีก 6 ชั้น ที่สายตาของเรามองไม่เห็นเช่นเดียวกัน แต่เรารู้ได้จาก อัลกุรอาน คัมภีร์ของพระเจ้าที่บอกแก่เราไว้
พระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงกล่าวว่า

“พระองค์ผู้สร้างเจ็ดชั้นฟ้า เจ้าจะไม่เห็นความบกพร่องในการสร้างของพระเจ้าผู้ทรงเมตตา” ซูเราะห์อัลมุลก์ อายะห์ที่ 3

“ดังนั้นพระองค์ได้ทรงสร้างมันเสร็จสมบูรณ์เป็นฟ้าทั้งเจ็ดภายในสองวัน และได้ทรงบัญชาให้แก่ทุกชั้นฟ้าซึ่งหน้าที่ของมัน” ซูเราะห์ฟุศิลัต อายะห์ที่ 12

“หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงมุ่งสู่ฟากฟ้าโดยทำให้มันสมบูรณ์ขึ้นเป็นเจ็ดชั้นฟ้า” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 29

มีหลายคนที่พยายามจะบิดเบือนเจตนารมณ์แห่งคัมภีร์อัลกุรอาน โดยตีความไปว่า เจ็ดชั้นฟ้าในที่นี้หมายถึงเจ็ดชั้นบรรยากาศ ที่เป็นเช่นนี้เพราะยังมีมนุษย์บางกลุ่มที่ปฏิเสธสิ่งที่สายตาของตัวเองมองไม่เห็น,สมองปัญญาของเขาไม่สามารถสัมผัสได้

ความจริงแล้ว..อย่าว่าแต่ฟ้าอีก 6 ชั้นที่มนุษย์มองไม่เห็นเลย แม้ว่าฟ้าดุนยาที่มนุษย์ได้มองเห็นอยู่นี้ ก็ยังไม่สามารถที่จะสัมผัสและรับรู้ได้ทั้งหมด แล้วเราจะเอาปัญญาอันน้อยนิดของเราไปตีความสิ่งที่เราไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร

ฉะนั้นเราจึงเชื่อว่า คือเจ็ดชั้นฟ้าจริงๆ ตามที่อัลกุรอานได้บอก ไม่ใช่เจ็ดชั้นบรรยากาศตามที่ปัญญาของมนุษย์คิด ระหว่างคัมภีร์ของพระเจ้ากับปัญญาของมนุษย์ เราเลือกที่จะยึดถือคัมภีร์ของพระเจ้า
พระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงกล่าวว่า

“และแน่นอนเราได้ประดับฟากฟ้าดุนยานี้ด้วยกับดาวมีแสงทั้งหลาย” ซูเราะห์ อัลมุลก์ อายะห์ที่ 5

“แท้จริงเราได้ประดับฟากฟ้าดุนยาให้สวยงามด้วยดวงดาวทั้งหลาย” ซูเราะห์อัศศอ็ฟฟาต อายะห์ที่ 6

ดาวเคราะห์และดาวนพเคราะห์

ดวงดาวในท้องฟ้ามีจำนวนมหาศาลเกินกว่าที่จะนับ มนุษย์รู้จักแต่พียงผิวเผินเท่าที่สำรวจได้เท่านั้น แต่มนุษย์ก็รู้ว่าในบรรดาดวงดาวเหล่านั้นมีทั้งดาวที่มีแสงในตัวเอง,ดาวที่มีแสงสะท้อน และดาวที่ทึบแสง
พระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงกล่าวว่า

“และเรา (อัลลอฮ์) ได้ทำให้ดวงอาทิตย์นั้นลุกโชนอยู่ตลอดเวลา” ซูเราะห์อัลนะบะ อายะห์ที่ 13

“ความจำเริญยิ่งแด่ผู้ซึ่งได้ทำให้ฟากฟ้านั้นมีหมู่ดาวน้อยใหญ่ และทรงทำให้ฟากฟ้ามีดวงอาทิตย์ที่ลุกโชน และดวงจันทร์ที่เรืองแสง” ซูเราะห์อัลฟุรกอน อายะห์ที่ 61

“พระองค์ผู้ซึ่งทำให้ดวงอาทิตย์มีแสงในตัวเอง และทำให้ดวงจันทร์มีแสงสะท้อน” ซูเราะห์ยูนุส อายะห์ที่ 5

เราได้รับทราบจากคัมภีร์อัลกุรอานว่า ดวงอาทิตย์นั้นมีแสงสว่างในตัวเองด้วยเปลวไฟที่ถูกจุดให้ลุกโชนอยู่ตลอดเวลา ส่วนดวงจันทร์นั้นก็มีแสง ซึ่งไม่ใช่แสงจากตัวเอง แต่เป็นแสงสะท้อนที่เป็นดังรัศมี และโลกของเราก็จัดอยู่ในกลุ่มดาวที่เรืองแสงเช่นเดียวกัน

การที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงทำให้ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์มีแสงนั้น นับเป็นคุณประโยชน์แก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอย่างใหญ่หลวง เพราะนอกจากจะให้ความอบอุ่นในการดำรงชีวิตแล้ว ยังเป็นแหล่งพลังงานที่ยิ่งใหญ่ให้แก่จักรวาลอีกด้วย

ปัจจุบันได้มีการสำรวจพบว่า แสงและพลังความร้อนของดวงอาทิตย์เกิดจากการระเบิดบนพื้นผิวทุกๆวินาที จึงทำให้เกิดประกายเพลิงและความร้อนอยู่ไม่ขาดระยะ และส่งความร้อนกับแสงสว่างนี้ไปยังดาวบริวารดวงอื่นๆ รวมถึงโลกของเราด้วย แต่ขณะเดียวกันก็ได้สำรวจพบว่า บนพื้นผิวบางส่วนของดวงอาทิตย์นั้นมีจุดบอดที่ไม่เกิดการระเบิด หรือที่เรียกว่าจุดดำ และยิ่งเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมนุษย์หวั่นวิตกว่า ดวงอาทิตย์จะต้องอยู่ในสภาพที่อับแสงสักวันหนึ่ง และขุมพลังที่มนุษย์เคยได้รับจากดวงอาทิตย์ก็กำลังจะหมดไป

ปัจจุบันสภาพความแปรปรวนของดวงอาทิตย์เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้บรรยากาศในโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปด้วย และมีผลกระทบต่อระบบอิเลคโทรนิค ทำให้เครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์โทรคมนาคมอื่นๆ ผิดเพี้ยนหรือส่งข้อความผิดพลาดบ่อยครั้ง

ส่วนดวงจันทร์นั้น แม้ว่าจะไม่มีแสงสว่างด้วยตัวเอง เป็นเพียงรัศมีหรือแสงสะท้อนก็ตาม ก็ยังมีอิทธิพลกับโลกของเรา ซึ่งแรงดึงดูดทำให้เกิดน้ำขึ้น,น้ำลง
นอกเหนือจากนั้นมนุษย์ยังได้อาศัยแสงสว่างจากดวงอาทิตย์,ดวงจันทร์ และดาวเรืองแสงทั้งหลาย ในการนำทาง
พระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงกล่าวว่า

“และพระองค์ผู้ทรงทำดวงดาวทั้งหลายแก่พวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้อาศัยมันนำทางท่ามกลางความมืดทั้งบนบกและท้องทะเล” ซูเราะห์อัลอันอาม อายะห์ที่ 97

แสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่ได้ส่องสว่างอยู่บนโลกนี้ทำให้มนุษย์และสัตว์สามารถที่จะมองเห็นสิ่งต่างๆได้ หากปราศจากแสงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์แล้ว โลกของเราคงจะมืดสนิท นอกจากนั้นบรรดาดาวเรืองแสงทั้งหลายบนท้องฟ้ายังเป็นแผนที่นำทางท่ามกลางความมืด โดยมนุษย์ได้อาศัยสังเกตดวงดาวเหล่านี้ในการเดินทาง

ท่องเวหา

ในสุริยจักรวาลแห่งฟ้าดุนยา หรือในห้วงเวหานี้ โลกที่เราได้อาศัยอยู่ก็เป็นดาวดวงหนึ่งที่โคจรไปพร้อมกับดาวดวงอื่นๆ
พระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงกล่าวว่า

“ ทุกสิ่งในห้วงเวหาต่างก็โคจร” ซูเราะห์ อัลอัมบิยาอ์ อายะห์ที่ 33

ไม่ใช่เฉพาะโลกของเราเท่านั้น ที่ล่องลอยและโคจรอยู่ในห้วงเวหา หากแต่ดาวน้อยใหญ่อื่นๆต่างก็โคจรเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็น ดวงอาทิตย์,ดวงจันทร์, ดวงดาวอื่นๆ ทั้งที่เป็นดาวเคราะห์ และดาวนพเคราะห์ ทั้งที่มนุษย์รู้จักและไม่รู้จัก ต่างก็ท่องไปในจักรวาล

น่าแปลก.....
ทั้งที่โลกและดาวดวงอื่นๆ ต่างก็โคจร แต่ก็ไม่เคยจะหมุนมาชนกัน หากแต่ยังคงโคจรอย่างสม่ำเสมอและเป็นระเบียบ ในวิถีของใครของมัน หากมีดาวดวงใดดวงหนึ่งหลุดวงโคจรหมุนเข้าสู่วิถีของดาวดวงอื่นก็คงจะชนกันจนพินาศย่อยยับไปนานแล้ว
พระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงกล่าวว่า

“ดังนั้นพระองค์จึงได้กำหนดวิถีโคจรให้แก่มัน” ซูเราะห์ยูนุส อายะห์ที่ 5

หากจะถามว่าในห้วงเวหานี้มีดวงดาวจำนวนเท่าไหร่ คงไม่มีผู้ใดให้คำตอบได้ เพราะมากมายเกินกว่าที่จะนับ

กำเนิดโลก

ในอดีตที่ผ่านมา......
ชาวโลกได้รับทราบทฤษฎีที่ว่า “โลกของเราคือสะเก็ดดาวที่แตกตัวมาจากดาวดวงอื่น” ความเชื่อเช่นนี้ฝังรากลึกในความรู้สึกของมนุษย์หลายชั่วอายุคน แต่ในที่สุดทฤษฎีดังกล่าวนี้ต้องถูกลบออกไป เพราะสมมติฐานที่กล่าวมาเป็นไปไม่ได้ อันเนื่องมาจาก

หากโลกของเราเป็นสะเก็ดดาวที่แตกออกมาจากดาวดวงอื่นจริงตามข้ออ้าง ก็จะถูกเสียดสีในชั้นบรรยากาศจนกระทั่งเป็นผุยผง และจะไม่คงสภาพเป็นโลก อย่างที่เราอาศัยอยู่ ดังในกรณี “ดาวตก” หรือ“ผีพุ่งใต้” ที่เรารู้จักกัน ซึ่งก็เป็นสะเก็ดดาวที่ถูกเสียดสีในชั้นบรรยากาศ แล้วก็สลายไปในห้วงเวหา

มนุษย์พยายามที่จะคิดค้นความเป็นมาเป็นไปของโลกอยู่ตลอดระยะเวลา แต่ก็เป็นได้เพียงสมมติฐานที่ลอยลม เพราะอันเนื่องมาจากไม่มีหลักฐานใดๆที่แน่ชัด ที่บ่งชี้ว่า การคาดคะเนของมนุษย์นั้นถูกต้อง
อัลกุรอาน คัมภีร์ของพระเจ้าได้บอกแก่เราไว้ดังนี้

“หลังจากนั้นพระองค์ได้ทรงมุ่งสู่ฟากฟ้าซึ่งมันยังอยู่ในสภาพเป็นหมอก โดยที่พระองค์ทรงกล่าวแก่ฟ้าและแผ่นดินว่า เจ้าทั้งสองจงมาอย่างเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม แล้วทั้งสองกล่าวว่า ข้ามาอย่างเต็มใจยิ่ง” ซูเราะห์ฟุศิลัต อายะห์ที่ 11

เราได้ทราบจากคัมภีร์อัลกุรอานว่า โลกของเราถูกสร้างมาในระยะเริ่มแรกนั้นอยู่ในสภาพที่เป็นหมอก มิได้แตกตัวมาจากดาวดวงอื่นตามที่มีการตั้งสมมติฐานกัน

ถิ่นอาศัยของมนุษย์

แต่เดิม......
มนุษย์มิได้อาศัยอยู่บนโลกใบนี้ หากแต่บรรพบุรุษของมนุษย์ (อาดัมและฮาวา) ได้เคย อาศัยอยู่ในสวนสวรรค์ พระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงกล่าวว่า

“และเราได้กล่าวว่า โอ้อาดัมเอย เจ้าและคู่ครองของเจ้าจงพำนักอยู่ในสวนสวรรค์” ซูเราะห์ อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 35

น่าภูมิใจที่บรรพบุรุษของมนุษย์ชาติเป็นชาวสวรรค์ แต่เราก็มิอาจทราบได้ว่า สวรรค์ที่นบีอาดัมและท่านหญิงฮาวาได้อาศัยอยู่ในช่วงแรก ตามที่อัลกุรอานได้กล่าวถึงนี้ อยู่ ณ.ที่ใด
อาจจะมีคำถามตามมาว่า..แล้วเพราะเหตุใดนะบีอาดัมและคู่ครองจึงได้มาสืบเผ่าพันธ์มนุษย์อยู่บนโลกใบนี้ เรื่องนี้เราได้รับคำตอบจากคัมภีร์อัลกุรอานว่า

“ซัยตอนได้ล่อลวงทั้งสองจนเป็นเหตุทำให้ทั้งสองออกจากถิ่นที่เคยพำนักอยู่ และเราได้กล่าวว่า พวกเจ้าจงออกไปจากสวนสวรรค์ โดยที่บางส่วนของพวกเจ้าต่างเป็นศัตรูกัน และสำหรับพวกเจ้าในแผ่นดินนี้มีที่พำนักและสิ่งอำนวยประโยชน์ชั่วระยะเวลาหนึ่ง” ซูเราะห์ อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 36

โลกและสิ่งอำนวยประโยชน์สำหรับมนุษย์

เมื่อพระองค์อัลลอฮ์ ได้ทรงให้มนุษย์มาพำนักอยู่บนโลกใบนี้เพื่อสืบเผ่าพันธ์มนุษยชาติ โดยที่พระองค์มิได้ทรงปล่อยให้มนุษย์อยู่กันอย่างเคว้งคว้าง แต่พระองค์ได้ทรงทำให้โลกใบนี้มีความสมดุล และมีสิ่งอำนวยประโยชน์ต่อมนุษย์ในการดำรงชีพ
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

“พระองค์คือผู้ทรงสร้างสิ่งที่มีในแผ่นดินทั้งหมดเพื่อพวกเจ้า” ซูเราะห์อัลบะกอเราะฮ์ อายะห์ที่ 29

“และแผ่นดินนั้นเราได้แผ่มันออกและเราได้ทำให้ขุนเขาเป็นที่มั่นอย่างมั่นคง และเราได้ให้ทุกสิ่งงอกเงยออกจากแผ่นดินอย่างสมดุล” ซูเราะห์อัลฮิจร์ อายะห์ที่ 19

นับเป็นความเมตตาของพระเจ้าผู้ทรงสร้างอย่างใหญ่หลวงที่ให้มนุษย์ได้มีที่อาศัยและสิ่งอำนวยประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตอย่างครบครัน แม้ว่าสิ่งถูกสร้างบางชนิดมนุษย์อาจจะมองไม่เห็นถึงคุณประโยชน์ก็ตาม แต่หากพระองค์ได้ทรงยืนยันว่า ได้สร้างไว้เพื่อมนุษย์ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

“พระองค์ผู้ทรงทำให้แผ่นดินราบเรียบและทรงทำให้ฟ้าเป็นดั่งโดมเพื่อพวกเจ้า และทรงทำให้น้ำฝนหลั่งลงมาจากฟากฟ้า และทำให้พืชพันธ์งอกเงยด้วยกับน้ำฝนนั้นเพื่อเป็นปัจจัยชีพแก่พวกเจ้า” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 22

“แท้จริงในการสร้างฟ้าและแผ่นดิน และการหมุนเวียนของกลางคืนและกลางวัน และเรือที่แล่นอยู่ในท้องทะเล เป็นสิ่งอำนวยประโยชน์ให้แก่มนุษย์ อีกทั้งการที่อัลลอฮ์ให้น้ำฝนหลั่งลงมาจากฟากฟ้านั้น มันทำให้แผ่นดินชุ่มชื้นหลังจากที่แห้งแล้ง และให้สัตว์สารพัดชนิดกระจายอยู่บนพื้นแผ่นดิน อีกทั้งให้ลมเปลี่ยนทิศ และเมฆที่ลอยล่องอยู่ระหว่างฟ้าและแผ่นดิน ทั้งหมดนั้นเป็นสัญญาณแก่กลุ่มชนที่ตรึกตรอง” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 164

สิ่งที่เราได้รับรู้จากคัมภีร์อัลกุรอาน ล้วนแต่เป็นการสร้างของพระเจ้าที่ให้ประโยชน์แก่มนุษย์ แต่จะมีสักกี่คนที่ใคร่ครวญและเกิดศรัทธาต่อผู้สร้างอย่างแท้จริง นอกจากมนุษย์จะคิดว่ามันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเป็นการสร้างของธรรมชาติ

ความจริง ธรรมชาติ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการสรรสร้างแต่อย่างใด เพราะธรรมชาติคือกฎเกณฑ์แห่งความสมดุลที่ถูกกำหนดไว้คู่กับสิ่งต่างๆ เช่นธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อไม่กินก็หิว เมื่อกินก็อิ่ม และฯลฯ หรือธรรมชาติของไฟที่เรารู้ว่ามันมีความร้อนโดยที่ไม่ต้องรอพิสูจน์ หรือธรรมชาติของเกลือที่เรารู้ว่ามันอยู่คู่กับความเค็ม หรือธรรมชาติของดวงอาทิตย์ที่เรารู้ว่ามันมีแสงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เราน่าจะคิดและทบทวนก็คือใครเป็นผู้ให้ความร้อนคู่กับไฟ ใครให้ความเค็มคู่กับเกลือ ใครเป็นผู้ให้ดวงอาทิตย์มีแสงโชนโดยไม่ดับ ใครเป็นผู้ให้โลกหมุนอยู่ตลอดเวลาโดยไม่มีวันหยุด ใครเป็นผู้กำหนดธรรมชาติของสิ่งต่างๆ เหล่านี้

กลางวันและกลางคืน

โลกของเราเป็นหนึ่งในหมู่ดาวที่ล่องลอยอยู่ในห้วงเวหา และเป็นบริวาลของดวงอาทิตย์เหมือนกับดาวดวงอื่นๆ อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ในระยะ 93 ล้านไมล์โดยประมาณ และหมุนรอบตัวเองโดยใช้ระยะเวลา 1 รอบเท่ากับ 1 วัน ขณะเดียวกันโลกของเราก็หมุนรอบดวงอาทิตย์อีกด้วย
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

“และพระองค์ผู้ทรงสร้างกลางคืนและกลางวัน,ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ทุกสิ่งในห้วงเวหาต่างก็โคจร”ซูเราะห์อัลอัมบิยาอ์ อายะห์ที่ 33

การที่โลกหมุนรอบตัวเองนี้ทำให้เกิดกลางวันและกลางคืน กล่าวคือ เมื่อพื้นผิวของโลกส่วนใดหมุนเข้าหาดวงอาทิตย์ก็จะทำให้พื้นผิวนั้นได้รับความส่วาง เมื่อส่วนใดเริ่มหมุนเข้าหาก็จะเริ่มส่วางขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งขณะที่เราอยู่บนโลกใบนี้ ความรู้สึกของเราจะบอกว่า ตะวันกำลังขึ้นหรือดวงอาทิตย์กำลังขึ้น ซึ่งเป็นการอธิบายตามที่เห็นด้วยสายตา แต่ความจริงก็คือ โลกได้หมุนเข้าหาดวงอาทิตย์ต่างหาก

และเมื่อพื้นผิวของโลกหมุนหนีออกจากดวงอาทิตย์ ทำให้พื้นผิวนั้นเริ่มอับแสง เริ่มเข้าสู่เวลาบ่าย,เวลาเย็นและมืดไปในที่สุด ภาษาชาวบ้านมักจะพูดว่า ตะวันตกหรือดวงอาทิตย์ตก
พระองค์อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงกล่าวว่า

“พระองค์ได้ทรงทำให้กลางคืนคืบคลานเข้าสู่กลางวันและทำให้กลางวันคืบคลานเข้าสู่กลางคืน” ซูเราะห์ อาลาอิมรอน อายะห์ที่ 27

กลางวันและกลางคืนได้สืบทอดกันอย่างสม่ำเสมอ โดยไม่เคยจะหยุดพักเลยแม้สักเสี้ยววินาที นั่นแสดงว่า โลกของเรายังคงหมุนรอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา และก็หมุนไปในทิศทางเดียวเสียด้วย คือหมุนรอบตัวเองในลักษณะทวนเข็มนาฬิกา และหากโลกของเราขาดความสมดุลก็คงจะหมุนบ้าง หยุดบ้าง หรือหมุนกลับข้างกันเป็นแน่
ความสมดุลหรือแรงถ่วงของโลกนี้เราได้รับทราบจากคัมภีร์อัลกุรอานว่า

“และเราให้ภูเขาเป็นหลักตรึงไว้” ซูเราะห์อัลนะบะ อายะห์ที่ 7

“และเราได้ทำให้ขุนเขามีความมั่นคงในแผ่นดินเพื่อมันจะได้ไม่เอนไปกับพวกเขา” ซูเราะห์อัลอัมบิยาอ์ อายะห์ที่ 31

โลกของเรามีพื้นผิวที่เป็นท้องน้ำจำนวน 3 ใน 4 ส่วน ที่เหลือเป็นพื้นดินทีมีทั้งที่ลุ่ม,ที่ราบ,ที่ดอน พื้นที่บางส่วนเป็นอ่าว บางส่วนเป็นแหลม บางส่วนเป็นหุบเหว และบางส่วนก็สูงเสียดฟ้าเป็นภูเขา

พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงทำให้ภูเขาตรึงแผ่นดินไว้เพื่อให้เกิดความสมดุล มิเช่นนั้นแล้วโลกของเราคงจะหมุนในลักษณะแก่วงเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา แล้วก็หยุดลงในที่สุด และนี่คือกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงให้แก่โลกใบนี้

แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจ....... ตรงกันข้าม มนุษย์กลับทำลายความสมดุลในการหมุนของโลกด้วยการระเบิดภูเขา ใกล้เวลาแล้วที่โลกของเราจะหยุดหมุนเป็นระยะๆ แล้วก็จะหมุนกลับข้าง ก่อนที่จะระเบิดแตกสลายไปในที่สุด
ท่านนะบีมูฮัมหมัด ศอ็ลลอ็ลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

“สี่สิบวัน (ในช่วงที่ดัจญาลปรากฎ) หนึ่งวันเท่ากับหนึ่งปี ต่อมาหนึ่งวันจะเท่ากับหนึ่งเดือน และหนึ่งวันจะเท่ากับหนึ่งสัปดาห์ ส่วนวันที่เหลือจะเท่ากับวันที่พวกเจ้าอยู่ในขณะนี้ พวกเรา (บรรดาศอฮาบะห์) ถามว่า โอ้ท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ ในวันที่เท่ากับหนึ่งปีนั้น พวกเราจะยังคงละหมาดเหมือนกับในวันปกติหรือ ท่านตอบว่า ไม่หรอก พวกเจ้าต้องกะเกณฑ์เวลาละหมาดเอาเอง” รายงานโดย อัลเนาวาส บุตรของซัมอาน บันทึกโดยอิหม่ามมุสลิม ฮะดีษที่ 5228

เมื่อเราได้ฟังคำของศาสนทูตแล้ว ทำให้เข้าใจได้ว่าในช่วงสุดท้ายที่เกิดความโกลาหลจากการปรากฏตัวของ อัลดัจญาล นั้น โลกของเราจะหยุดหมุนเป็นระยะทำให้กลางวันและกลางคืนยาวนานกว่าปกติ และจะค่อยๆกลับคืนสู่สภาพเดิมอีกระยะหนึ่งก่อนที่โลกจะหมุนกลับทิศทาง
ท่านนะบีมูฮัมหมัด ศอ็ลลอ็ลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า

“กาลอวสานจะยังไม่เกิดขึ้นจนกว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นจากทางทิศตะวันตก และเมื่อมันปรากฏขึ้นเมื่อใดแล้วผู้คนได้เห็นก็จะหันมาศรัทธากันทั้งหมด แต่ในขณะนั้นการหันมาศรัทธาของผู้ใดก็จะไม่เกิดประโยชน์แก่เขาแล้ว” รายงานโดยอะบีฮุรอยเราะห์ บันทึกโดยอิหม่ามบุคคอรี ฮะดีษที่ 4270

ท่านศาสนทูตได้บอกให้เรารู้ด้วยภาษาที่ผู้คนทั่วไปเข้าใจว่า ดวงอาทิตย์จะขึ้นจากทางทิศตะวันตก นั่นหมายความว่า โลกของเราที่เคยหมุนทวนเข็มนาฬิกามาอย่างต่อเนื่องนั้น ได้หมุนกลับทิศทางจนกระทั่งทิศที่ตะวันขึ้นกลายเป็นทิศตะวันตก และทิศตะวันตกกลับกลายเป็นทิศตะวันออก

โลกของเราได้เสียความสมดุลแล้ว ณ.เวลานั้นจะไม่มีประโยชน์อันใดเลยที่เราจะมานั่งทบทวนคำเตือนจากพระผู้เป็นเจ้าและคำสอนจากศาสนทูตของพระองค์ และนั่นคือ สัญญาณแห่งโลกาวินาศ

น้ำกับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต

พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

“และเราได้ทำให้ทุกสิ่งมีชีวิตจากน้ำ” ซูเราะห์อัลอัมบิยาอ์ อายะห์ที่ 30

“และอัลลอฮ์ได้ทรงสร้างสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมาจากน้ำ บางชนิดเดินด้วยท้อง,บางชนิดเดินด้วยสองขาและบางชนิดก็เดินด้วยสี่ขา” ซูเราะห์อัลนูร อายะห์ที่ 45

น้ำ นับว่าเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้สิ่งมีชีวิตดำรงชีพอยู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์,สัตว์ หรือพืชก็ตาม หรือแม้แต่สิ่งที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็นบางอย่าง ยังต้องอาศัยความชุ่มชื้นในการดำรงอยู่ น้ำ จึงเป็นแหล่งที่มาของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด นอกเหนือจากนั้น น้ำยังได้ให้ความสมดุลแก่โลกและสิ่งที่อาศัยอยู่บนโลกใบนี้อีกด้วย
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

“และพระองค์อัลลอฮ์ ได้ทรงทำให้น้ำฝนหลั่งลงมาจากฟากฟ้า จึงทำให้แผ่นดินชุ่มชื้นหลังจากที่มันแห้งแล้ง” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 164

พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงทำให้น้ำฝนหลั่งลงมาเพื่อปรับความสมดุลแก่แผ่นดิน ทำให้แผ่นดินเกิดความชุ่มชื้น เพื่อให้สิ่งมีชีวิตดำรงชีพอยู่ได้บนหน้าแผ่นดินต่อไป และให้แผ่นดินเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์แก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิต
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

“และพระองค์ได้ทรงทำให้ฝนหลั่งลงมาจากฟ้า จึงทำให้พืชผลงอกเงยด้วยกับน้ำนั้นเพื่อเป็นปัจจัยชีพแก่พวกเจ้า” ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 22

“พระองค์ผู้ทรงทำให้น้ำฝนหลั่งลงมาจากฟ้าเพื่อพวกเจ้า ส่วนหนึ่งเป็นเครื่องบริโภค อีกส่วนหนึ่งสำหรับพืช สำหรับปศุสัตว์ ด้วยกับน้ำนี่เองพืชผลต่างๆ และมะกอก,อินทผลัม,องุ่น และผลไม้นานาชนิดได้เจริญเติบโต” ซูเราะห์อัลนะฮ์ล อายะห์ที่ 10 – 11

นอกจากมนุษย์และสัตว์จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากน้ำในการใช้บริโภคแล้ว มนุษย์ยังได้ประโยชน์ในทางออ้ม เพราะน้ำได้ก่อให้เกิดแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์แก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอีกด้วย

น่าแปลก....ที่ดินเหมือนกัน,น้ำก็เหมือนกัน จากแหล่งเดียวกัน แต่พืชพันธ์ได้งอกเงยออกดอกออกผลต่างกัน สีสรรและรสชาติก็ต่างกันไปด้วย
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

“เจ้ามิได้พิจารณาหรือว่า อัลลอฮ์นั้นได้ทรงทำให้น้ำฝนหลั่งลงมาจากฟ้าจึงทำให้พืชผลงอกเงยด้วยกับน้ำนั้นโดยสีสรรของมันแตกต่างกันไป” ซูเราะห์ฟาฎิร อายะห์ที่ 27

แม้มนุษย์จะได้รับรู้ความสำคัญของน้ำก็จริงอยู่ แต่มนุษย์ก็ไม่ใส่ใจที่จะรักษาแหล่งน้ำ ตรงกันข้ามมนุษย์กลับทำให้สภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ทำลายความสมดุล จนสิ่งมีชีวิตที่เคยอาศัยอยู่ในน้ำสลายพันธ์ไปหลายชนิด มนุษย์กำลังทุบหม้อข้าวหม้อแกงของตัวเอง กำลังทำลายแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของตัวเอง
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

“เพื่อให้เมล็ดพืชและผักงอกเงยด้วยกับน้ำ อีกทั้งป่าที่หนาทึบ” ซูเราะห์อัลนะบะอ์ อายะห์ที่ 15-16

น้ำทำให้เกิดป่า และป่าก็ทำให้เกิดฝน เป็นวัฎจักรที่เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกันมาโดยตลอด และป่านี่เองที่เป็นแหล่งซึมซับน้ำเอาไว้ และเป็นที่มาของต้นน้ำลำธาร แต่วันนี้มนุษย์ทำลายป่า ซึ่งเท่ากับมนุษย์ทำลายแหล่งน้ำของตัวเองและสิ่งมีชีวิตทั้งหมด
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

“เจ้ามิเห็นหรือว่า อัลลอฮ์นั้นได้ทรงทำให้น้ำฝนหลั่งลงมาจากฟ้า แล้วทรงทำให้มันซึมลงไปในแผ่นดินแล้วให้มันออกมาเป็นตาน้ำ” ซูเราะห์อัซซุมัร อายะห์ที่ 21

แม้ว่าใต้ดินจะเป็นแหล่งกักเก็บน้ำของมนุษย์อีกแห่งหนึ่งก็ตาม แต่ใต้แผ่นดินนั้นมิได้ผลิตน้ำได้ด้วยตัวเอง ยังต้องรับน้ำจากหน้าดินอีกทีหนึ่ง

ความหายนะเกิดขึ้นด้วยน้ำมือมนุษย์

ในขณะที่อัลลอฮ์ได้ให้โลกใบนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยแก่มนุษย์ และให้ปัจจัยในการดำรงชีพมาอย่างครบครัน โดยทรงกำหนดกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติให้มีความสัมพันธ์กันอยู่ตลอดเวลา เพื่ออำนวยประโยชน์แก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิต แต่มนุษย์ก็ทำลายกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ ทำให้วัฎจักรแปรเปลี่ยนไป ทำให้โลกใบนี้พบกับความหายนะเร็วขึ้น

ขณะที่มนุษย์เป็นผู้ทำลายแต่กลับโยนความผิดไปให้สิ่งอื่น บางคนกล่าวว่า พระเจ้าแกล้งบ้าง หรือธรรมชาติกลั่นแกล้งบ้าง โดยมนุษย์ไม่ยอมคิดทบทวนผลงานของตัวเอง หากมนุษย์ได้ย้อนมองสักนิดก็คงจะชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง แล้วกล่าวว่า นี่แหละคือผู้ทำลาย
พระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวว่า

“ความหายนะที่เกิดขึ้นทั้งทางบกและท้องทะเลด้วยกับน้ำมือของมนุษย์ที่ขวนขวายไว้” ซูเราะห์อัรรูม อายะห์ที่ 41

วันนี้....หากมนุษย์ได้ศึกษาเรื่องราวของโลกและจักรวาลจากคัมภีร์ของพระเจ้าแล้ว ก็คงจะทำให้หลายคนได้มีสติ หันมาช่วยกันกอบกู้โลกของเราไม่ให้ทรุดโทรมไปมากกว่านี้

ช่วยกัน...พลิกฟื้นคืนแผ่นดิน ให้โลกของเราเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอย่างอุดมสมบูรณ์สืบต่อไป


ขอบคุณศูนย์หนังสือ นัฟฟาซี่ หนังสือดี มีค่า น่าอ่าน



 
ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
· ข้อมูลเพิ่มเติม ศูนย์หนังสือนัฟฟาซี่
· เสนอข่าวโดย วิทยากร


เรื่องที่นิยมอ่านมากสุด ศูนย์หนังสือนัฟฟาซี่:
ที่สุดของชีวิต


คะแนนของบทความ
คะแนนเฉลี่ย: 4.7
จำนวนผู้ลงคะแนน: 10


โปรดสละเวลาให้คะแนนสำหรับบทความนี้:

สุดยอด
ดีมาก
ดี
ธรรมดา
แย่


ส่วนเพิ่ม

 หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์ หน้าเอกสารสำหรับเครื่องพิมพ์


News ©







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.17 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004