ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
ขอเชิญร่วมสร้างมัสยิด
มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลาม
ขอเชิญท่านบริจาคสมทบทุน
โครงการก่อสร้างอาคาร
มัสยิดอนุรักษ์



โดยโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร

ชื่อบัญชี
มูลนิธิอนุรักษ์มรดกอิสลาม
ธนาคาร
กรุงไทย สาขาย่อยประเวศ
ประเภท กระแสรายวัน
เลขที่ 188 – 6 – 00316 – 5

>>>..ร่วมบริจาคคลิ๊ก!..<<<

ญะซากุมุ้ลลอฮุคอยร็อน


เมนูหลัก
 หน้าแรก(ข่าวสาร) :
 หน้าแรก
 ค้นหา
 หัวข้อเรื่องที่น่าสนใจ
 สำหรับสมาชิก :
 รายนามสมาชิก
 เข้าสู่ระบบ(สมัครสมาชิก!)
 ร่วมด้วยช่วยกัน :
 แนะนำบอกต่อ
 กระดานเสวนา
 
 สถิติของผู้เข้าชม :
 ยอดฮิตติดอันดับ
 แบบสำรวจ
 คู่มือและเอกสาร :
 ถาม-ตอบ
 วารสารประจำเวบ
 บริการอื่นๆ :
 ติดต่อลงโฆษณา
 ติดต่อเรา
 ห้องแสดงภาพ
 ดาวน์โหลด
 Mozaks_News

 เมนูทั่วไป :
เนตคุณแรงแค่ไหน!
ล้อเลียนการเมือง
เพิ่มเว็บนี้ใน Favourites !
เมล์ด่วนสายตรง
23:59:36
วัน : 13-12-2017
GMT : +0700

สาระวิชาการ
วิชาการ :
ศรัทธาและยึดมั่น
อัลฮะดีษ
จริยธรรมอิสลาม
ประเพณีและความเชื่อ
ประวัติศาสตร์อิสลาม
เหตุแห่งการประทานอัลกุรอาน
อุลูมุ้ลฮะดีษ
ตัฟซีรอัลกุรอาน
คอลัมน์ประจำ :
บทความทั่วไป
ตรรกวิทยา

ดาวน์โหลด

  1: ถาม-ตอบ
ดาวน์โหลด 265 ครั้ง

  2: ขุดโคตรชีอะ
ดาวน์โหลด 171 ครั้ง

  3: การทำแทน
ดาวน์โหลด 96 ครั้ง

  4: ศรัทธาแบบอิสลาม
ดาวน์โหลด 180 ครั้ง

  5: สัญญาณวันสิ้นโลก
ดาวน์โหลด 222 ครั้ง

  6: หลักยึดมั่น
ดาวน์โหลด 134 ครั้ง

..ดูทั้งหมด..

เว็บไซต์อนุรักษ์ซุนนะห์

เผยข้อเท็จจริงลัทธิชีอะห์:





แนวร่วมต่อต้านรอฟิเฏาะ

ภาษาอาหรับ

www.d-sunnah.net
www.fnoor.com
www.albrhan.com
www.wylsh.com
www.khominy.com
http://dhr12.com
www.albainah.net
www.ansar.org
www.almanhaj.com
www.almhdi.com

ภาษาอังกฤษ

www.ahlelbayt.com


หนังสือใหม่
ผลงานล่าสุด
ของ อ.ฟารีด เฟ็นดี้


รู้ทันชีอะฮ์



เผยกลลวงของชีอะห์ในการดึงมุสลิมออกจากอิสลาม
ตอบโต้ข้อกล่าวหา,ใส่ร้าย,ประณามศอฮาบะห์
ติดต่อและสั่งซื้อได้ที่
คุณยะอ์กู๊บ น้อยนงค์เยาว์
084 0004619


ข่าวสาร
หนังสือพิมพ์ไทย :
ไทยรัฐ
เดลินิวส์
กรุงเทพธุรกิจ
ข่าวสด
ผู้จัดการออนไลน์
มติชน
ประชาไทย
ไทยนิวส์
ศูนย์ข่าวอิศรา
หนังสือพิมพ์อาหรับ :
الاهرام
الجمهورية
الوطن
القبس
البيان
الاتحاد
الرأي العام
الشرق الأوسط
السياسة
دار الخليج
ตำราศาสนาภาษาอาหรับ :
almeshkat
almaktba
kribani
sahab
internet radio
จส.100
คลื่นประชาธิปไตย


บทความเรื่อง ฟิร๊อก กลุ่มแนวคิดบิดเบือน
ตอนชีอะห์อิหม่ามสิบสอง

อย่าให้กะลิมะห์ชะฮาดะห์ของผู้ใดมาล่อลวงเรา
อิสลามไม่มีนิกาย
ข้อแตกต่างด้านโครงสร้างศาสนาของซุนนะห์กับชีอะฮ์
อัลกุรอานและฮะดีษตามความเชื่อของชีอะฮ์
อายะห์อัลกุรอานที่ขาดหาย
"อะฮ์ลุ้ลบัยต์" ครอบครัวและวงศ์วานของท่านนบี
ภรรยาของนบีคือ"อะฮ์ลุ้ลบัยต์"
ฮะดีษซะก่อลัยน์ สิ่งหนักทั้งสอง
ใครคือ"อะฮ์ลุ้ลบัยต์" ที่ระบุในซูเราะห์อัลอะห์ซาบ อายะห์ที่ 33
ฮะดีษกิซาอ์
ท่านอาลีและครอบครัว จากซูเราะห์อัซชุอะรออ์ อายะห์ที่ 23
"อิมามะห์"การศรัทธาต่ออิหม่าม
คำสั่งแต่งตั้งอิหม่าม
หลักฐานแต่งตั้งอิหม่าม จากซูเราะห์อัลมาอิดะห์ อายะห์ 55
อายะห์"อัตตับลีฆ" ซูเราะห์อัลมาอิดะห์ อายะห์ 67
มุบาฮะละห์
ฮะดีษ "มันซีละห์" เปรียบท่านนบีกับอาลีดั่งมูซากับฮารูณ
ละครฉากนี้ที่ "ฆ่อดีรคุม"
คำตอบจากท่านอาลี
อาลีช่วยด้วย !!
อาลี หรือ เยซู
นครแห่งความรู้
ฮุเซนมาจากฉันและฉันก็มาจากฮุเซน
ศอฮาบะห์ในมุมมองของชีอะห์
"อัศฮาบีย์" ประชาชาติของฉัน
ชีอะห์ใส่ร้ายศอฮาบะห์ว่าเป็นมุนาฟิก
พฤหัสบดีวิปโยค
จุดยืนของท่านอาลีที่มีต่อท่านอบูบักร์และท่านอุมัร
เมื่อท่านอาลีประณามและสาปแช่งชีอะฮ์

รายงานความคืบหน้าการนัดสนทนาระหว่างซุนนะห์กับชีอะฮ์


Moradokislam.org: ห้องสมุดอะฮลุ้ลหะดีษ

ค้นหาในหัวข้อนี้:   
[ กลับไปที่หน้าแรก | กรุณาเลือกหัวข้อใหม่ ]

 ความประเสริฐของ 10 วันแรกเดือนฮัจญ์

ห้องสมุดอะฮลุ้ลหะดีษبسم الله الرحمن الرحيم

فضل ايام عشر دي الحجة والأعمال الواردة فيها
ความประเสริฐของ 10 วันแรกเดือนฮัจญ์ รวมทั้งข้อปฎิบัติต่างๆ

ความประเสริฐของ 10 วันแรกเดือนฮัจญ์
فضل عشر دي الحجة

روى البخاري – رحمه الله – عن ابن عباس – رضي الله عنهما- أن النبي – صلى الله عليه وسلم قال : "ما من أيام العمل الصالح فيها أحب إلى الله من هذه الأيام يعني أيام العشر قالوا: يا رسول الله ولا الجهاد في سبيل الله؟ قال ولا الجهاد في سبيل الله إلا رجل خرج بنفسه وماله ثم لم يرجع من ذلك بشيء "
ได้รายงานจากบันทึกหะดีษของอิหม่ามบุคคอรีย์(รอฮิมะฮุ้ลลอฮ) จากท่านอิบนิอับบาส รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านรซูล กล่าวว่า :
“ ไม่มีวันใดที่การทำความดี จะเป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮ์ มากไปกว่าการทำความดีในสิบวันนี้” ศอฮาบะห์ก็ถามว่า “ ไม่มีแม้กระทั่งการทำญิฮาดเพื่ออัลลอฮ์กระนั้นหรือ?” ท่านรซูล กล่าวว่า “ ไม่มีแม้กระทั่งการทำญิฮาดเพื่ออัลลอฮ์ นอกเสียจากชายคนหนึ่งที่ได้พาตัวเองและทรัพย์สินออกไปทำญิฮาดและไม่เหลือ อะไรกลับเลย” บันทึกโดยอัลบุคอรี , 2/457 (หะดีษ มัรฟูอ์เล่ารงจากท่านนบี)

นอกจากนี้ อิหม่ามอะห์หมัด(รอฮิมะฮุ้ลลอฮ์)ได้บันทึกหะดีษในมุสนัดของท่าน เล่าจากอิบนุอุมัร (รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา) จากท่านนบี กล่าว่า

وروى الإمام أحمد – رحمه الله – عن ابن عمر – رضي الله عنهما – عن النبي – صلى الله عليه وسلم – قال : " ما من أيام أعظم ولا أحب إلى الله العمل فيهن من هذه الأيام العشر فأكثروا فيهن من التهليل والتكبير والتحميد "
ไม่มีวันไหนที่จะยิ่งใหญ่ สูงสุดและเป็นที่รักชอบ ณ พระองค์ เท่ากับ สิบ วันแรกเดือน ฮัจญ์(ซุ้ลฮิจญะฮ์) ฉะนั้นพวกท่าน ทั้งหลายจงกล่าว ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ อัลลอฮุอักบัร และอัลฮัมดุลิ้ลลาห์ ให้มากๆในวันวันเหล่านี้อิหม่ามอิบนุฮิบบาน(รอฮิมะฮุลลอฮ) ได้บันทึกไว้ใน ศอเหี๊ยะของท่าน เล่าโดยท่าน ญาบีร(รอฎิยัลลอฮุอันฮุ) จากท่านนบีกล่าวว่า
" وروى ابن حبان – رحمه الله – في صحيحه عن جابر- رضي الله عنه - عن النبي – صلى الله عليه وسلم – قال : " أفضل الأيام يوم عرفة
วันที่ประเสริฐคือ วันอะรอฟะฮ์ (วันที่บรรดาผู้ที่ประกอบพิธีฮัจญ์มารวมตัวกันที่ทุ่งอะรอฟะฮ์ ณ นครมักกะฮ์)

ข้อควร ปฎิบัติ ช่วงสิบวันแรก เดือนฮัจญ์ أنواع العمل في هذه العشر
1. การประกอบพิธีฮัจญ์หรือ อุมเราะห์ ท่านนบีกล่าวถึงความประเสริฐของเรื่องนี้ว่า
قوله – صلى الله عليه وسلم - :" العمرة إلى العمرة كفارة لما بينهما والحج المبرور ليس له جزاء إلا الجنة "
จากอุมเราะห์หนึ่งไปอีกอุมเราะห์หนึ่ง เป็นการล้างปาบที่กระทำมา และการทำฮัจญ์ที่สมบูรณ์ ถูกต้อง ผลตอบแทนของมันคือ สววรค์เท่านั้น
2. ควรถือศีลอดให้มากๆ หากสะดวกวันไหนก็ได้อยู่ในช่วง สิบวันแรกของเดือนฮัจญ์ ให้เลือกถือศีลอด โดยเฉพราะวัน อะรอฟะฮ์ เพราะการถือ ศีลอดเป็นอิบาดะห์ ชนิดเดี่ยวที่พระองค์อัลลอฮ จะตอบแทนด้วนตัวของพระองค์เอง จากท่านอบู สะอิ๊ด อัลคุดรีย์(รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ท่านนบีกล่าวว่า
وعن أبي سعيد الخدري- رضي الله عنه – قال : قال رسول الله – صلى الله عليه وسلم- : " ما من عبد يصوم يوماً في سبيل الله إلا باعد الله بذلك اليوم وجهه عن النار سبعين خريفاً" متفق عليه
ไม่มีบ่าวผู้ใดที่ถือศีลอด วันหนึ่งเพื่อหวังในหนทางของอัลลอฮ นอกเสียจากว่าพระองค์อัลลอฮ จะทรงให้ใบหน้าของเขา ออกห่างจากไฟนรก ถึง 70 ปี(โดยบุคคอรี และ มุสลิม)
อีกหะดีษหนึ่ง บันทึกโดยอีหม่ามมุสลิม จากท่าน กอตาดะห์ ท่านนบีกล่าวว่า
وروى مسلم – رحمه الله – عن أبي قتادة عن النبي – صلى الله عليه وسلم – قال : " صيام يوم عرفة احتسب على الله أن يكفر السنة التي قبله والتي بعده"
การถือศีลอดในวันอารอฟะห์ ฉันหวังต่ออัลลอฮ์ในการที่พระองค์จะลบล้าางความผิดบาปในปีก่อนหน้านี้และปีหลังจากนี้
3. ควรตักบีรให้มากๆในช่วง สิบวันแรก ซุ้ลฮิจญะห์ อัลลอฮ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ตรัสว่า
لقوله – تعالى- :" ويذكروا اسم الله في أيام معلومات "
และให้พวกเขารำลึกถึง พระนามของอัลลอฮไว้ให้มากๆในวันดังกล่าวนักวิชาการให้ความหมายดังกล่าว คือช่วง สิบวันแรก เดือน ซุลฮิจญะห์ โดยนำหลักฐานยืนยันจาก หะดีษ ของท่าน อิบนุ อุมัร บันทึก โดยอิหม่ามอะห์หมัด(รอฮิมะฮุ้ลลอฮ)ในเรื่องดังกล่าวท่านนบีกล่าวว่า
لحديث ابن عمر – رضي الله عنهما- عن أحمد – رحمه الله – وفيه " فأكثروا فيهن من التهليل والتكبير والتحميد"
จงกล่าวคำตักบีรและ ลาอิลาฮ่า อิลลัลลอฮุ และอัลฮัมดุ ลิลลา ให้มากๆในช่วงแรก สิบวันของเดือนฮัจญ์
นอกจากนี้ อิหม่าม บุคอรี ได้บันทึกไว้ใน ศอเฮี้ย ของท่านว่า
وذكر البخاري – رحمه الله – عن ابن عمر وعن أبي هريرة – رضي الله عنهم – أنهما كانا يخرجان إلى السوق في العشر، فيكبرون ويكبر الناس بتكبيرهما
เมื่ออย่างเช้า สิบวันแรกเดือนฮัจญ์ ท่านอิบนุอุมัร และท่านอบู ฮุร็อยรอฮ ท่านทั้งสองจะออกไปตลาด เพื่อสอนคนกล่าวตักบีร ประชาชาชนในตลาดก็จะกล่าวตักบีร ตามท่านทั้งสองและยังมีรายงานจากท่านอิสฮากบินรอฮะวีย์ จากการปฎิบัติของเหล่านักฟิกฮฺ(นักกฎหมาย) ชาวตาบีอีน (กลุ่มชนที่ทันพบปะ กับศอฮาบะห์) พวกเขาจะพากันตักบีร ในช่วง สิบวันแรกเดือน ฮัจญ์ โดยกล่าวว่า อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮุ วัลลอฮุ อักบัร อัลลอฮุอักบัร วะลิ้ลลา ลิ้ลฮัม และชอบให้เปร่งเสียง(มุสตะฮับ) ตามท้องตลาด บนถนน ในบ้านเรือน ในมัสยิด และที่อื่นๆเป็นต้น
อัลลอฮตรัสว่า
لقوله – تعالى-: " ولتكبروا الله على ما هداكم "
และสู้เจ้าจงกล่าวคำตักบีรต่อสิ่งที่อัลลอฮได้นำทางสู้เจ้าเถิด
ไม่อนุญาติให้กล่าวตักบีรในรูปญะมาอะห์(เป็นคณะ)โดยกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน ซึ่งรูปแบบดังกล่าวไม่ปรากฎการกระทำ เช่นนี้มาก่อนจากมวลสลัฟ(บรรพชนยุคแรก) แต่ให้กล่าวของใครของมัน แต่ผู้ที่อ่านไม่เป็นก็ให้นำมาสอนอ่านได้
4. ให้เตาบะห์(ขอลุกะโทษ) ออกห่างจากความชั่วเยอะๆ เพื่อที่จะได้รับความเมตตาและการอภัยโทษจากอัลลอฮ์ การประกอบคุณงามความดี เป็นเหตุให้ได้รับความใกล้ชิดระหว่างบ่าวกับพระองค์ และเพิ่มความรักให้กับตัวเอง ณ ที่อัลลอฮ เล่าจาก อบูฮุร็อยลอฮ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านนบีกล่าวว่า
الحديث عن أبي هريرة – رضي الله عنه – أن النبي – صلى الله عليه وسلم – قال :" إن الله يغار وغيرة الله أن يأتي المرء ما حرم الله عليه " متفق عليه
แน่แท้อัลลอฮ์ทรงหึงหวง(การหึงหวงไม่เหมือนการหึงหวงของมนุษย์) และการหึงหวงของพระองค์ คือการที่บ่าวมาทำในสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามต่อเขา(โดย บุคคอรี และ มุสลิม)
5. ทำคุณงามความดีให้มากๆ นมาซซุนนะห์ให้เยอะๆ จ่ายศอดะกอฮ์ ทำสงคลามเพื่ออัลลอฮ์ (ญิฮาด) กำชับกันในเรื่องความดี ห้ามปรามกันในเรื่องความชั่ว เนื่องจากว่าคุณงามความดีในช่วง 10 วันแรกเดือนฮัจญ์ประเสริฐกว่าการทำสงคลาม หลั่งเลือดเพื่ออัลลอฮ์
6. มีข้อบัญญัติให้กล่าวตักบีร ทุกเวลา ในกลางวัน ในกลางคืน จนกระทั่งละหมาดอีดิ้ล อัฎฮา ส่วนผู้ที่ไม่ได้ไปประกอบ พิธี ฮัจญ์ ให้ตักบีรหลังละหมาดฟัรฎู ช่วงเช้าหลังละหมาด ฟัจร์(ซุบฮิ)วันอะรอฟะห์ ส่วนผู้ที่ประกอบพิธีฮัจญ์ ให้เริ่ม กล่าวหลัง นะมาซ ซุหริ(นมาซบ่าย) ของวันทำ อุฎฮียะห์(เชือดสัตย์ , เชือดกรุบาน) ไปจนถึง นมาซ อัสริ(เย็น) วันสุดท้ายของวันตัชรีก (หลังอีดสามวัน)ทั้งนี้รวมถึงผู้ที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์ ที่นครมักกะฮฺด้วย
7. ให้เชือดสัตว์ หลังวันอีดถือเป็นข้อบัญญัติและหลังจากอีด 3 วัน เพราะเป็นแบบฉบับของท่านนบี อิบรอฮีม (อะลัยฮิสซอลาห์ วัสสลาม) ในขณะที่ท่านกำลังจะเชือดลูกตัวเอง พลีให้กับพระเจ้า อัลลอฮ์จึงนำสัตว์มาเปลี่ยนให้ท่าน ในเรื่องนี้มีหลักฐานโดย หะดีษของท่าน อิหม่าม บุคคอรี และ อิหม่าม มุสลิม

وقد ثبت أن النبي – صلى الله عليه وسلم – ضحى بكبشين أملحين أقرنين ذبحهما بيده وسمى وكبر ووضع رجله على صفاحهما" متفق عليه
และได้มีหลักฐานยืนยันว่าแท้จริงท่านนบี อิบรอฮีม ได้เชือดแพะที่มีสีขาวปนกับสีดำ และเริ่มจะมีเขางอก สองตัว ท่านจะเชือดด้วยกับมือของท่านเอง พร้อมกับกล่าวพระนามของอัลลอฮ และกล่าวตักบีร โดยจะเอาเท้าของท่านกดตรงที่ขาหน้าทั้งสองของแพะ (โดย บุคคอรี และ มุสลิม)
8. รายงานโดยอีหม่ามมุสลิม รอฮิมะฮุ้ลลอฮ และคนอื่นๆด้วย จากอุมมุสะละมะห์ รอฎิยัลลอฮุอันฮา ท่านนบี ซ็อลลอลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

روى مسلم- رحمه الله – وغيره عن أم سلمة- رضي الله عنها- أن النبي – صلى الله عليه وسلم – قال :" إذا رأيتم هلال ذي الحجة وأراد أحدكم أن يضحي فليمسك عن شعره وأظفاره "
เมื่อพวกเขาเห็นจันทร์เสียว ของเดือน ซุ้ลฮิจญะห์ และคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้า ต้องการเชือด สัตว์และจงอย่าตัดเล็บ ตัดผมทุกชนิด
อนึ่ง เพื่อว่าลักษณะดังกล่าวจะไปตรงกับข้อห้ามของผู้ที่ประกอบพิธีฮัจญ์ อันนี้มิได้รวมถึงผู้ที่เป็นภรรยาของผู้ที่จะเชือดสัตว์และลูกๆ เว้นแต่ว่าบุคคลดังกล่าวจะร่วมหุ้นเชือดสัตว์ด้วย หากว่าจะสระผม หรืผทร่วงขณะที่สระผม ถือว่าไม่เป็นไร
9. ให้มุสลิมทุกคนพยายามละหมาดอีด ฟังคุตบะห์ นำไปปฎิบัติในการดำเนิดชีวิต เนื่องจากวันอีดคือวันแห่งการทำความดีขอบคุณอัลลอฮ ห่างจากการกระทำอันชั่วร้าย ห้ามนำเทศกาลนี้เป็นเทศกาลแห่งความชั่ว เปิดประตูต้อนรับสิ่งเลวร้ายเช่น เสียเพลงดนตรี เหล้ายาปลาปิ้ง เพราะอาจจะทำให้การงานที่สะสมไว้ช่วง 10 วันแรกเดือนฮัจญ์ โมฆะได้สุดท้ายนี้ขอขอบคุณต่ออัลลอฮ และทรงช่วยนำทางแก่บ่าว ของพระองค์ด้วยเถิด

รวบรวมมาจาก

فضيلة الشيخ / عبد الله بن عبد الرحمن بن جبرين

เชคอับดุลลอฮ บิน อับดุลลอฮมาน บิน ญิบลีล

ผู้บันทึก gismad เมื่อ อาทิตย์ 30 ต.ค. 11 @ 19:05 (6623 คนอ่าน)
(มีต่อ... | จำนวน: 5)

 ข้อตัดสินของเสียงเพลงและดนตรี ตอนที่1

ห้องสมุดอะฮลุ้ลหะดีษحكم الغناء

ข้อตัดสินของเสียงเพลงและดนตรี

أدلة تحريمه وأقوال بعض العلماء فيه

หลักฐานประกอบการห้ามพร้อมประมวลคำพูดของนักวิชาการบางท่านในเรื่องดังกล่าว
شيخ الإسلام إبن تيميه – رحمهله
الإمام إبن القيم - رحمه الله
الشيخ عبد العزيز بن باز
ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ ร่อฮิมาฮุ้ลลอฮ์
อิหม่าม อิบนุ ก็อยยิม ร่อฮิมาฮุ้ลลอฮ์
เชคอับดุลอะซีซบินบาซ ร่อฮิมาฮุ้ลลอฮ์
الحمد لله والصلاة والسلام على رسول الله وبعد
มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์อัลลอฮผู้เป็นพระเจ้า และขอความสันติความจำเริญจงประสบแด่ท่านนบี มุฮัมหมัดศาสนาทูต(ขอพระองค์ทรงประทานความสันติสุขแด่ท่านด้วย) การฟังเสียงเพลง หรือดนตรี ถือว่าเป็สิ่งหะรอม(ต้องห้าม)เด็ดขาดและนับว่าเป็นความชั่วร้าย และเป็นเหตุให้เกิดโรคร้ายขึ้นในจิตใจและความดื้อดึงกระด้างกระเดื่องต่อพระองค์อัลลอฮ โดยเฉพาะนักวิชาการบางท่านได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า มวลนักปราชญ์ทั้งมวลมีมติห้ามฟังเสียงเพลงและดนตรีทุกชนิด

أدلة التحريم
หลักฐานประกอบการฟังเพลงและเสียงดนตรี จากอัลกรุอ่านและอัลหะดีษ

หลักฐานที่หนึ่ง อัลลอฮทรงตรัสว่า

قال الله تعالى - وَمِنَ النَّاسِ مَنْ يَشْتَرِي لَهْوَ الْحَدِيثِ لِيُضِلَّ عَنْ سَبِيلِ اللَّهِ بِغَيْرِ عِلْمٍ وَيَتَّخِذَهَا هُزُوًا أُولَئِكَ لَهُمْ عَذَابٌ مهين وَإِذَا تُتْلَى عَلَيْهِ ءَايَاتُنَا وَلَّى مُسْتَكْبِرًا كَأَنْ لَمْ يَسْمَعْهَا كَأَنَّ فِي أُذُنَيْهِ وَقْرًا فَبَشِّرْهُ بِعَذَابٍ أَلِيمٍ

(( และในหมู่มนุษย์มีผู้ซื้อเอา เรื่องไร้สาระ เพื่อทำให้เขาหลงไปจากทางของพระองค์อัลลอฮ โดยปราศจากความรู้ และถือเอามันเป็นเรื่องขบขัน ชนเหล่านี้แหละที่พวกเขาจะได้รับการลงโทษอันอัปยศ))(ซูเราะหฺ ลุกมาน 6-7)

ท่านอีหม่าม อัลวาฮิดีย์ และท่านอื่นๆกล่าวว่า นักตัฟซีร(ขยายความ)ขออัลกรุอ่าน ส่วนมากกล่าวว่า : คำว่า ละห์วัลหะดีษ ( لَهْوَ الْحَدِيثِ) (เรื่องไร้สาระ)หมายถึง เสียงเพลง และดนตรี นอกจากนี้
ท่านอับดุลลอฮ อิบนุ อับบาส และท่าน อิบนิมัอู๊ด ท่านมุญาฮิด และอิกริมะฮ์ ได้มีมติ เห็นพ้องต้องกันทุกคนว่า โองการดังกล่าวถูกประทานมา เกี่ยวกับเรื่องการห้ามฟังเสียงเพลงและดนตรี และ
ยังมีริวายะห์ (สายสืบ) เล่ามาจากอิบนุมัสอู๊ดว่า ด้วยพระนามของอัลลอฮ ผู้ที่ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใด สมควรแก่การกราบไหว้จากสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมด นอกจากพระองค์เท่านั้น คำว่า( لَهْوَ الْحَدِيثِ ) ละห์วัลหะดีษ ในอายะห์ดังกล่าวหมายถึงการร้องรำทำเพลง



หลักฐานที่ 2 จากหะดีษของท่านนบี มุฮัมหมัด
ท่านนบีกล่าวว่า

الدليل الثاني من السنة
จะมีชนหลายกลุ่มเกิดขึ้นจากประชาชาติของฉัน พวกเขาจะแสวงหาวิธีที่ทำให้การละเมิดประเวณี(ซินา) การสวมผ้าไหม การดืมสุรา และการร้องรำทำเพลงเป็นที่อนุมัติ(หะล้าล)

ووجه الدلالة منه أن المعازف هي آلات اللهو كلمهالا خلاف بين أهل اللغة في دالك

สิ่งที่จะนำมายืนยัน เป็นหลักฐาน จากอัลหะดีษ ดังกล่าวคือคำว่า "มะอาซีฟ" ที่ถูกกล่าวไว้ในหะดีษดังกล่าวนั้น ซึ่งแปลว่า (เครื่อง ดีดสี ตีเป่า ทุกชนิด) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีนักภาษาศาสตร์ ท่านใดคัดค้านทางด้านความหมายเป็นอันขาด คำที่สอง ถูกกล่าวไว้ ในตัวบทหะดีษคือคำว่า "يستحلون" ยัซตะฮิลลูน(พวกเขาทั้งหลายจะแสวงหา วิธีให้เป็นที่อนุมัติ) หมายถึงเครื่องดีดสี ตีเป่า เป็นที่หะรอม(ต้องห้าม)ตามข้อบัญญัติของอัลลอฮ ภายหลังพวกเขาก็แสวงหาวิธีที่ทำให้ ฮะล้าล (อนุมัติจนได้)

มีต่อ อินชาอัลลอฮ
    _________________________
    مكتبة أهل الحديث والاثار
    ห้องสมุด อะฮลุ้ลหะดีษ วัลอาษาร

ผู้บันทึก gismad เมื่อ อังคาร 15 มี.ค. 11 @ 22:13 (4321 คนอ่าน)
(มีต่อ... | จำนวน: 5)

 ข้อตัดสินของการดูจันทร์เสี้ยวตามประเทศอื่นๆ ตอนจบ

ห้องสมุดอะฮลุ้ลหะดีษ
الراجح

ทรรศนะที่ถูกต้องที่สุดในเรื่องดังกล่าว
อัลลอฮ์ทรงรู้ คือ ทรรศนะของ(جمهورالعلماء) นักวิชาการส่วนมาก เพื่อเป็นการสมัครสมาน
สามัคคีและรวมไว้ซึ่งเอกภาพภราดรภาพเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของมวลมุสลิมทั่วโลก
ออกห่างจากการทะเลาะวิวาท อันที่จะนำซึ่งมาการระส่ำระส่ายของมวลมุสลิม
และเพื่อเป็นการคงไว้ซึ่งความสัมพันธ์อันดีงาม ระหว่างคณะรัฐบาลมุสลิมแต่ละประเทศในโลกนี้ ซึ่งหากเมืองพี่เห็นก็สามารถแจ้งข่าวการเห็นจันทร์มาทางเมืองน้องได้
นั่นคือวัตถุประสงค์ของการประชุมทางด้านวิชาการของสภานิติบัญญัติอิสลามแห่งนครมักกะฮ์อัลมุกัรรอมะฮ์ โดยมีประธานสูงสุดของสภานิติบัญญัติเชคอับดุลลอฮ์บินหุมัยดฺ
พร้อมทั้งประธานสภานักวิชาการอาวุโส เชคบินบาซ(هيئة كبارالعلماء) รวมทั้งนักวิชาการชั้นสูงทั่วโลกเข้าร่วมการประชุมในครั้งนั้น
โดยเฉพาะในที่ประชุมได้เน้นความสำคัญระหว่างศาสนาของมวลมุสลิมเป็นประเด็นหลักและความมั่นคงระหว่างประเทศ โดยให้มีการพึ่งพาอาศัยกันในระหว่างประเทศทางด้านการพิสูจน์เพื่อหาผลปรากฏการณ์ของจันทร์เสี้ยวเพื่อกำหนดเดือนรอมฎอนและวันอีดิ้ลฟิฏรฺ
ทั้งนี้ให้ตั้งอยู่บนข้อบัญญัติที่มาจากตัวบทของศาสนา ตามที่ท่านนบีได้กล่าวว่า :

قال صلى الله عليه وسلم : صوموالرؤيته وافطرو الرؤيته عليكم فاكملوا عدة شعبان ثلاثين يوما

ท่านนบี ซ็อลล็อลลอฮุอะไลฮิวะซัลลัมกล่าวว่า“พวกท่านทั้งหลายจงทำการถือศีลอดต่อเมื่อมีการประจักษ์จันทร์เสี้ยว และก็จงออกศีลอด(อีดิ้ลฟิฏริ)ต่อเมื่อมีการประจักษ์จันทร์เสี้ยวหากเมฆหมอกปกคลุมพวกท่านทั้งหลายก็จงนับเดือนชะอฺบานให้ครบ 30 วัน”

وصلى الله على سيدنا محمد وعلى آله وصحبه وسلم

مكتبة أهل الحديث والاثار
ห้องสมุด อะฮลุ้ลหะดีษ วัลอาษาร

ผู้บันทึก gismad เมื่อ อังคาร 01 ก.พ. 11 @ 22:13 (2851 คนอ่าน)
(มีต่อ... | จำนวน: 0)

 ข้อตัดสินของการดูจันทร์เสี้ยวตามประเทศอื่นๆ ตอนที่4

ห้องสมุดอะฮลุ้ลหะดีษ
الترجيح بين الأ دلة

สรุปผลวิชาการด้านตัวบท(อะดิ้ลละฮ์)

การประจักษ์จันทร์เสี้ยวเพื่อค้นหาวันแรกของรอมฎอน หรือกำหนดอีดิ้ลฟิฏริมีอยู่สองวิธีคือ

วิธีแรกด้วยกับการประจักษ์เดือนเสี้ยว

วิธีที่สองด้วยกับการนับเดือนชะอฺบานให้ครบ 30 วัน โดยอาศัยตามตัวบทจากท่านนบี ซึ่งเป็นหะดิษของอะบูฮูร็อยเราะฮ์

لقوله صلى الله عليه وسلم : صوموالرؤيته وافطرو الرؤيته فإن غم عليكم فاكملوا عدة شعبان ثلاثين يوما

ท่านนบี ซ็อลล็อลลอฮุอะไลฮิวะซัลลัมกล่าวว่า“พวกท่านทั้งหลายจงทำการถือศีลอดต่อเมื่อมีการประจักษ์จันทร์เสี้ยว และก็จงออกศีลอด(อีดิ้ลฟิฏริ)ต่อเมื่อมีการประจักษ์จันทร์เสี้ยวหากเมฆหมอกปกคลุมพวกท่านทั้งหลายก็จงนับเดือนชะอฺบานให้ครบ 30 วัน”

เมื่อไหร่มีการพิสูจน์และค้นหาจันทร์เสี้ยวจากทิศหนึ่งทิศใดในโลกจำเป็นทุกๆที่(วาญิบ)ต้องถือศีลอด โดยไม่ต้องพิจรณาถึงเรื่องของข้อแตกต่างของข้างขึ้นข้างแรมของแต่ละประเทศแต่ละแคว้นที่แตกต่างกัน (اختلاف المطا لع)
นอกจากนี้ไม่มีข้อแตกต่างของระยะทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกล อันนี้ถือเป็นการ(اتفاق) มติของอิหม่ามเจ้าของมัซฮํบทั้งสาม คือ อบูหะนีฟะฮ์ อิหม่ามมาลิกบินอะนัส อิหม่ามอะห์หมัดบินฮัมบัล ยกเว้นอิหม่ามชาฟีอีย์เพียงท่านเดียวที่ให้ทรรศนะต่างกับ(الجمهور) นักวิชาการส่วนมาก ถึงฉนั้นก็ตามนักวิชาการฝ่ายอิหม่ามชาฟีอีย์เองก็ยังให้ทรรศนะที่แตกต่างกันไป
อิหม่ามนะวะวีย์ได้ยึดเอา(مطلع) ข้อแตกต่างของข้างขึ้นข้างแรมของแต่ละประเทศเป็นหลัก
ส่วนเจ้าของหนังสือมุฆนีย์อัลมุห์ตาจ โดย มูฮำมัดอัลคอฏิบ อัชชุรบีนีย์ ได้ให้น้ำหนักหะดิษของท่านกุเรบมากกว่า
ส่วนอิหม่ามอัรรอฟิอีย์กับอิหม่ามอัลบัฆวีย์ทั้งสองได้ใช้(مسافة القصر) ระยะทางที่ศาสนาอนุมัติให้นมาซย่อ ใช้พิจรณาในการประจักษ์ในการประจักษ์เดือนเป็นหลัก
ต่อมานักวิชาการส่วนใหญ่ได้ตอบโต้หลัก (قياس) การเปรียบเทียบในเรื่องดังกล่าวต่อมัซฮับชาฟีอีย์ว่า การที่จะเอาระยะทางที่ศาสนาอนุมัติให้นมาซย่อได้มาเป็นบรรทัดฐานในการตัดสิน อันนี้ถือว่าเป็นการไม่ยึดเอาตัวบทของศาสนา

นอกจากนี้นักวิชาการ(อัลญุมฮุร) ได้นำหะดิษของท่านอะบูฮุร็อยเราะฮ์ที่ท่านนบีกล่าว่า

لقوله صلى الله عليه وسلم : صوموالرؤيته وافطرو الرؤيته فإن غم عليكم فاكملوا عدة شعبان ثلاثين يوما

ท่านนบี ซ็อลล็อลลอฮุอะไลฮิวะซัลลัมกล่าวว่า“พวกท่านทั้งหลายจงทำการถือศีลอดต่อเมื่อมีการประจักษ์จันทร์เสี้ยว และก็จงออกศีลอด(อีดิ้ลฟิฏริ)ต่อเมื่อมีการประจักษ์จันทร์เสี้ยวหากเมฆหมอกปกคลุมพวกท่านทั้งหลายก็จงนับเดือนชะอฺบานให้ครบ 30 วัน”

قال ملا على فى المرقاة : فاللام للتعليل والضميرللهلال على حد

ท่านมุลาอาลีอัลกอรีย์กล่าวว่า อักษรลาม(ل)ที่ปรากฏในสำนวนของหะดิษ บ่งบอกถึงเหตุที่มีการถือศีลอดก็เนื่องจากการประจักษ์และพิสูจน์หาจันทร์เสี้ยว
ส่วนศัพท์นามที่อยู่ในสำนวนหะดิษคือฮา(ه) กลับไปหาจันทร์เสี้ยวเพียงเท่านั้น
จึงสรุปได้ว่าหะดิษดังกล่าวจึงเป็นการบ่งชี้(วาญิบ)สำหรับมุสลิมทุกๆคนให้ถือศีลอดเมื่อได้รับข่าวการประจักษ์เดือนเสี้ยวจากทุกที่ทุกแห่ง เพราะคำสั่งของท่านนบีตรงนี้ตามภาษาพื้นฐานของนักนิติศาสตร์อิสลามนักอุสุลิยูน(الأصوليون) เรียกว่า มุตลัก(مطلق) คำที่บ่งถึงหรือเจาะจงสิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยไม่มีการจำกัดหรือถ้าจะแปลให้ตรงตัวคือคำที่บ่งถึงการเป็นอิสระในตัวของมัน
เมื่อเป็นเช่นนั้นมันจึงเป็นการเพียงพอสำหรับที่จะยอมรับการประจักษ์เดือนเสี้ยวจากผู้คนส่วนมากหรือเพียงคนเดียวที่เป็นมุสลิมที่เชื่อถือได้
จนกว่าจะมีคำสั่งจากท่านนบีมามุก็อยยัด(مقيد) จำกัดความหมายของหะดิษ(มิให้รับการประจักษ์จันทร์เสี้ยวจากที่หนึ่งที่ใด)

ส่วนหะดิษของท่านกุเรบที่นักนิติศาสตร์อิสลามได้นำมาอ้างอิงประกอบทรรศนะของพวกเขาก็เกิดการระส่ำระส่าย(اضطراب) ก็เนื่องจากว่าตัวของท่านอิบนุอับบาสเองไม่ยอมรับการประจักษ์จันทร์เสี้ยวของประชาชนชาวเมืองชาม ที่เป็นที่รู้กันว่าระยะทางระหว่างนครมะดีนะฮ์อัลมุเนาวาเราะฮ์กับประเทศชามห่างกันประมาณ 1000 กิโลเมตรเศษๆ ซึ่งถ้าจะเปรียบไปกับประเทศไทยของเราก็ยังมีบางจังหวัดห่างกันถึง 1000 กิโลเมตรฉนั้นก็ยังจัดว่ามะดีนะฮ์กับชามก็ยังอยู่ในโซนเดียวกันอยู่
แต่มันก็มิใช่ประเด็นหลัก เพราะปัญหามันมีอยู่ว่าเหตุไฉน? อิบนุอับ บาสเองไม่ยอมรับการบอกข่าวของท่านกุเรบเพราะอะไร ?
ก็เพราะว่าเป็นการใช้ดุลย์พินิจของอิบนุอับบาสเอง ซึ่งภาษาของนักอุสุลเรียกว่า อิจติฮาด(اجتهاد) การใช้ดุลพินิจส่วนตัว ซึ่งจะนำมาเป็นมาตรฐานในการยืนยันทางด้านตัวบทไม่ได้เป็นอันขาด เพราะเป็นที่รู้ในหมู่มวลนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ว่า
(لاإجتهاد فى موردالنص)
ห้ามใช้ดุลย์พินิจวิเคราะห์หรือพิจรณาในขณะที่มีตัวบทเป็นที่ชัดเจนอยู่แล้ว
นอกจากนี้หะดิษของท่านกุเรบที่ท่านอิบนุอับบาสไม่ยอมรับการประจักษ์เดือนเสี้ยว มิได้หมายความว่าเป็นคำสั่งของท่านนบี ใช้มิให้ท่าน และมวลมุสลิมติดตามการประจักษ์เห็นเดือนเสี้ยวที่หนึ่งที่ใด เนื่องจากความหมายของหะดิษดังกล่าว ตามที่อิหม่ามซิดดิ๊กหะซันคานได้อธิบายเอาไว้ว่า
มันเป็น การสงสัยจากอิบนุอับบาสเองว่า การที่จะประจักษ์เดือนเสี้ยวเฉพาะในท้องที่หรือในประเทศใครประเทศมันเท่านั้น ฉนั้นแล้วผู้ใดที่มีทรรศนะดังกล่าว นับว่าเป็นการนำตัวบทศาสนามาใช้แบบผิดๆและด้วยกับหะดิษของอิบนุอับบาสนักวิชาการเกิดการแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม 8 ทรรศนะ

ซึ่งอิบนุหะญัร ที่อธิบายศ่อเหี๊ยะ ของอิหม่ามบุคอรีย์ได้กล่าว ไว้เพียงแค่ 6 กลุ่มเพียงเท่านั้นเอง
นอกจากนี้สิ่งที่เป็นที่ชัดเจนยิ่งไปอีกเจ้าของหนังสือ อัลมุฆนีย์ ของอิหม่ามมุวัฟฟิกุดดีน อิบนุกุดามะฮ์
และอิบนุมุฟลิห์ เจ้าของหนังสืออัลฟุรัวะอฺ รวมทั้งเจ้าของหนังสืออัลมุหัรรอร สามอิหม่ามที่ยิ่งใหญ่นักนิติศาสตร์อิสลาม ได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการยอมรับการประจักษ์เดือนเสี้ยวจากประเทศอื่นหรือที่หนึ่งที่ใดเอาไว้ว่า
ในเมื่อมุสลิมทุกคนมีสิทธิเสรีภาพทัดเทียมกัน ในการที่จะใช้ข้อบัญญัติต่างๆของอัลลอฮ์ทั่วโลกเช่น การสมรส การอย่าร้าง การอยู่ในอิดดะฮ์ของสตรีที่ถูกอย่า ฉนั้นการถือศีลอดก็เป็นหนึ่งในอะห์กาม(ข้อบัญญัติ)มุสลิมจึงมีสิทธิ์ที่จะรับฟังข่าวจากทุกๆที่ในโลกนี้ได้

ต่อมาเชคอัลบานีย์ ร่อฮิมาฮุ้ลลอฮ์ ยังได้ให้ทรรศนะเกี่ยวกับหะดิษของท่านกุเรบว่า หะดิษดังกล่าวหมายถึง คนหนึ่งหากถือศีลอดด้วยกับการเห็นเดือนในประเทศของเขา ต่อมามีผู้คนบอกเขาว่าที่อื่นเห็นเดือนก่อนเขาหนึ่งวัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ให้เขาอยู่ในสภาพถือศีลอดตามประเทศของเขาจนครบ 30 วัน หรือจนกว่าจะมีการแจ้งข่าวการเห็นเดือนเสียก่อนมันจึงจะหมดปัญหาทะเลาะวิวาท
ส่วนหะดิษของท่านอะบูฮูร็อยเราะฮ์ข้างต้นที่ผ่านมา ให้คงตามตัวบทของศาสนาไว้ที่บ่งถึงการประจักษ์เดือนเสี้ยวโดยรวมๆของมุสลิมทั่วๆไป(العموم) ตามหลักการของนักนิติศาสตร์อิสลาม

مكتبة أهل الحديث والاثار
ห้องสมุด อะฮลุ้ลหะดีษ วัลอาษาร
ติดตามตอนต่อไป อินชาอัลลอฮ

ผู้บันทึก gismad เมื่อ อังคาร 01 ก.พ. 11 @ 22:05 (3074 คนอ่าน)
(มีต่อ... | จำนวน: 5)

 ข้อตัดสินของการดูจันทร์เสี้ยวตามประเทศอื่นๆ ตอนที่ 3

ห้องสมุดอะฮลุ้ลหะดีษจากทรรศนะของอิบนุอับดิลบัร หากเราวิเคราะห์อย่างละเอียดก็หมายความ ว่า หากประเทศหนึ่งหรือท้องถิ่นหนึ่งท้องถิ่นใดมีระยะทางที่ไกลกัน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องติดตามกันในการรับแจ้งการเห็นเดือน

ต่อมาอิหม่ามมูฮำมัดบินอาลี อัชเชากานีย์ เสียชีวิตเมื่อฮิจเราะฮ์ที่ 1255 (ร่อฮิมาฮุ้ลลอฮ์)ขอให้อัลลอฮ์ทรงเมตตาท่านด้วย ท่านกล่าวตอบอิบนุอับดิลบัรว่า :

ولا يلتفت إلى ماقاله ابن عبدالبرمن أن هذا القول خلاف الإجماع قال لأنهم قداجمعوا علي أنه لاتراعى الرؤيةفيما بعد من البلدان كخراسان والأندلس وذلك لأن الإجماع لايتم والمخا لف مثل هؤلاء الجماعة

“มิต้องไปสนใจคำพูดของอิบนุอับดิลบัรที่ว่า : การยึดเอาการประจักษ์เดือนได้ทุกๆที่ นับว่าเป็นการฝืนมติของเหล่าศ่อฮาบะฮ์ อันเนื่องจากว่าพวกเขาไม่อนุญาติให้ดูดวงเดือนจากที่หนึ่งที่ใดที่มีระยะทางที่ไกลกัน ตัวอย่างเช่น เมืองคุรอซาน(จังหวัดหนึ่งของประเทศอิหร่านในปัจจุบัน)กับเมืองอัลดารุส(ประเทศสเปนในปัจจุบัน) ตอนท้ายอิหม่ามอัชเชากานีย์ได้ให้ข้อคิดว่า การอิจมะอฺในเรื่องดังกล่าวตามที่อิบนุอับดิลบัรอ้าง ถือว่าไม่สมบูรณ์ อันเนื่องจากประเด็นดังกล่าวยังเป็นที่ขัดแย้งในหมู่พวกท่านอยู่”

นอกจากนี้อิหม่ามอัชเชากานีย์ยังได้อธิบายไว้อีกว่า

(واعلم) أن الحجة انما هى فى المرفوع رواية ابن عباس لافي اجتهاده الذي فهم عنه الناس المشار اليه بقول ’ هكذا امرنا رسول الله صلى الله عليه وسلم ‘ هوقو له ’ فلانزال نصوم حتي نكمل ثلاثين ‘

والأمرالكائن من رسول الله صلى الله عليه وسلم هوما أخرجه الشيخان وغيرهما بلفظ ’لاتصوموا جتى تروا لهلال ولاتفطروه حتى تروه فإن غم عليكم فاكملوا العدة ثلاثين وهذالاايختص بأهل ناحية على جهه اللإنفراد بل هو خطاب لكل من يصلح له من المسلمين فالإ ستدلال به علي لزوم رؤية أهل بلدلغيرهم من اهل البلاد أظهرمن الإستدلال به على عدم اللزوم لأنه إذارآه أهل بلد فقدرآه المسلمون فيلزم غيرهم مالزمهم (โปรดรู้ไว้เถิดว่า) แท้จริงสิ่งที่ถูกนำมาอ้างอิงนั้นมันคือหะดิษที่จัดอยู่ในฐานะสูงส่ง เนื่องจากมีศ่อฮาบะฮ์ร่วมกันเล่าหะดิษหลายๆท่าน จากริวายะฮ์(การบอกเล่า)ของอิบนุอับบาส โดยไม่เกี่ยวข้องกับการที่อิบนุอับบาสใช้การวิเคราะห์หะดิษหรือใช้ดุลย์พินิจส่วนตัวตามที่คนส่วนมากพากันเข้าใจว่าอิบนุอับบาส ไม่ยอมรับการประจักษ์เดือนของท่านกุเรบที่เมืองชามกับคนในเมืองนั้น แต่สิ่งที่ชี้ชัดและยืนยันในเรื่องดังกล่าวก็คือคำพูดของท่านอิบนุอับบาสเองที่ว่า “ด้วยกับสิ่งนี้เองที่ท่านนบีสั่งให้เรากระทำ” และคำพูดของท่านเองอีกว่า “พวกเราจึงดำรงไว้ซึ่งการถือศีลอดต่อไปจนกว่าจะครบ 30 วัน”

ตรงนี้คือคำสั่งที่มันเกิดขึ้นมาจากท่านร่อซูลลุลลอฮ์ ซ็อลล็อลลอฮุอะไลฮิวะซัลลัม ก็คือหะดิษที่อิหม่ามบุคอรีย์และมุสลิมได้ร่วมกันบันทึกหะดิษดังกล่าวรวมทั้งอิหม่ามนักหะดิษท่านอื่นๆ โดยมีใจความว่า :
“พวกท่านทั้งหลายจงอย่าได้ทำการถือศีลอดจนกว่าพวกท่านทั้งหลายจะประจักษ์จันทร์เสี้ยวเสียก่อน และก็จงอย่าได้ออกศีลอด(อีดิ้ลฟิฏริ)จนกว่าพวกท่านทั้งหลายจะประจักษ์จันทร์เสี้ยว หากว่ามีเมฆหมอกมาบดบังต่อพวกท่านทั้งหลาย ฉนั้นก็จงนับเดือนชะอฺบานให้ครบ 30 วัน” คำสั่งใช้ดังกล่าวมิได้หมายถึงกลุ่มชนที่อยู่มุมใดหรือทิศหนึ่งทิศใดโดยเฉพาะ แต่ทว่าคำสั่งของท่านมันคือสิ่งที่อนุญาติให้กับมวลมุสลิมทุกคน ยิ่งไปกว่านั้นมันคือสาสน์จากท่านนบีถึงประชาชาติโดยรวม ฉนั้นแล้วการนำหลักฐานมายืนยันในเรื่องที่จำเป็นต้องติดตามการประจักษ์จันทร์เสี้ยวของประเทศหนึ่งประเทศใดชัดเจนยิ่งกว่าการนำเสนอหลักฐานที่ไม่ให้มีการเชื่อหรือติดตามกัน เนื่องจากว่าเมื่อไหร่ที่ประเทศหนึ่งประเทศใดประจักษ์เดือนเสี้ยวแล้ว นั่นก็ย่อมหมายถึงการเห็นของมวลมุสลิมทั่วไปด้วย เพราะสิ่งใดที่จำเป็นต่อพวกเขามันก็คือข้อจำเป็นสำหรับผู้อื่นด้วย

อิหม่ามอัชเชากานีย์กล่าวอีกว่า

ثم قال الشو كانى : وعدم عمل ابن عباس برؤية أهل الشام مع عدم البعد الذى يمكن معه اختلاف عمل اجتهاد وليس بحجة

การที่อิบนุอับบาสไม่ยอมรับการประจักษ์เดือนของประชาชนเมืองชาม ทั้งๆที่ระยะทางของทั้งสองเมือง(คือมะดีนะฮ์อัลมุเนาวะเราะฮ์กับประเทศชาม)มิได้ห่างไกลกันมากเกินไปที่จะนำมาเป็นประเด็นสำคัญในเรื่องของข้อแตกต่างทางด้านข้างขึ้นข้างแรมของแต่ละพื้นที่มิได้เด็ดขาด แต่มันคือการใช้ดุลย์พินิจของอิบนุอับบาสเอง ซึ่งมันมิได้มาจากตัวบทของศาสนา (จากหนังสือ نيل الأوطال ر นัยลุ้ลเอาฏอรฺ โดยอิหม่าม มูฮำมัด บินอาลี อัชเชากานีย์ เสียชีวิตเมื่อฮิจเราะฮ์ที่ 1255 เล่มที่ 4 แผ่นที่ 195 พิมพ์ที่ ดารุ้ลฟิกรฺอัลอะรอบีย์)

وأما استدلال من استدل بحديث كريب عند مسلم وغيره فغير صحيح لأنه لم يصرح ابن عباس بأن النبي صلى الله عليه وسلم أمرهم بأ ن لايعملوا برؤ ية غيرهم من أهل الأقطار بل أراد ابن عباس أنه أمرهم بإكمال الثلاثين أو يروه ظنا منه أن المراد بالرؤيةرؤية أهل المحل وهذا خطأ فى الإستدلال اوقع الناس فى الخبط والخلط حتى تفرقوا فى ذلك على ثما نية مذاهب

ส่วนการเสนอตัวบทของผู้ที่นำเอาหะดิษของท่านกุเรบที่อิหม่ามมุสลิมร่วมกันบันทึกไว้ในศ่อเหี๊ยะของท่าน รวมทั้งนักหะดิษท่านอื่น อันนี้ถือว่าผิดไม่ถูกต้อง เนื่องจากว่าตัวของท่านอิบนุอับบาสเองก็มิได้ยืนยันว่า ท่านนบี ซ็อลล็อลลอฮุอะไลฮิวะซัลลัม เอง ใช้มิให้รับการเห็นจันทร์เสี้ยวที่หนึ่งที่ใดจากดินแดนทั้งหลาย แต่ทว่ามันเป็นการสงสัยของอิบนุอับบาสเอง ที่เข้าใจว่าการประจักษ์ดวงเดือน(เพื่อกำหนดวันแรกของรอมฎอนหรือกำหนดวันอีด)ขึ้นอยู่กับเฉพาะท้องที่หนึ่งท้องที่ใดเท่านั้น(المحل) ซึ่งใครก็ตามเข้าใจต่อสิ่งดังกล่าวนับว่าเป็นการนำตัวบทของศาสนามาใช้แบบผิดๆ และด้วยกับสิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้คนมิใช่น้อยเกิดการสับสนและหลงผิดในประเด็นกันเป็นส่วนมาก จนทำให้นักวิชาการแบ่งออกเป็น 8 มัซฮับ 8 ทรรศนะ (จากหนังสือ التعليقات الرضية علي الروضة الندية อัตตะอฺลีกอตฺ อัลร่อฎียะฮ์อะลาอัรเราเฎาะตุลนะดียะฮ์ โดย ซิดดิ๊ก หะซันคาน เสียชีวิตเมื่อฮิจเราะฮ์ที่ 1307 ซึ่งเป็นงานประพันธ์ของเชคอัลบานีย์ เรียบเรียงและตรวจทานโดย อาลีบินหะซัน อัลอะษะรีย์ เล่มที่ 2 แผ่นที่ 12-13 พิมพ์ที่ ดารุ้ลอิบนิอัฟฟาน)

เชคมูฮำมัดนาศิรุดดีน อัลอัลบานีย์ ร่อฮิมาฮุ้ลลอฮ์ กล่าวภายหลังที่เตือนซัยยิดอัซซาบิกในหนังสือฟิกฮฺซุนนะห์เกี่ยวกับทรรศนะของท่านที่ว่า :

لزم أهل بلد الرؤية وما يتصل بهامن الجهات التى على سمتها هذاهوالمشاهد ويتفق مع الواقع

จำเป็นต่อประเทศที่ประจักษ์เดือนเสี้ยว และประเทศที่มีทิศทางและเส้นแวงราบติดต่อกันให้ติดตามการประจักษ์เดือนเสี้ยวพร้อมกัน และนี่คือสิ่งที่พิสูจน์ได้และตรงกับความเป็นจริง

قال الباني :وهذاكلام عجيب وغريب لأنه إن صح إنه مشاهد موافق للواقع فليس فيه أنه موافق للشرع وقد أختاره كثير من العلماء المحققين مثل شيخ الإسلام ابن تيمية فى الفتاوى ج/25 والشو كانى فى نيل الأوطار وصديق حسن خان فى الرو ضة النديةوغيره فهوالحق الذى لايصح سواه ولايعارضه حديث ابن عباس لأ مورذكره الشوكانى رحمه الله ولعل الأ قوى ان يقال ان حديث ابن عباس ورد فيمن صام على رؤية بلده ثم بلغه فى اثناء رمضان أنهم راوا الهلال فى بلد آخرقبله بيوم ففى هذه الحا لة يستمر فى الصيام مع بلده حتى يكملوا ثلاثين أويروا هلالهم وبذالك يزول الإشكال ويبقى حديث أبى هريرة وغيره على عمومه ويشمل كل من بلغه رؤية الهلال من أي بلد أواقليم من غير تحديد مسافة اصلا كما قال ابن تيمية فى الفتاوي ج 107/25وهذا أمرمتيسر اليوم للغاية كما هومعلوم

เชคอัลบานีย์ตอบว่า นี่คือคำพูดและทรรศนะที่ประหลาด ถึงแม้นว่าซึ่งที่ซัยญิดซาบิกจะให้ทรรศนะว่า มันคือสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้และตรงกับความเป็นจริง แต่จะขอกล่าวว่ามันไม่ตรงกับข้อบัญญัติศาสนา
บรรดาผู้ทรงคุณวุฒิจากมวลบรรดาผู้รู้ส่วนมากต่างพากันเลือกเอาทรรศนะที่ว่าหากมีการพิสูจน์ประจักษ์จันทร์เสี้ยวจากที่หนึ่งที่ใดแล้วก็ให้ประเทศอื่นๆติดตามได้ทันทีตัวอย่าง เช่น ชัยคุ้ลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ์ ในหนังสือฟะตาวา ญุซที่ 25 นอกจากนี้ได้แก่ อิหม่ามอัชเชากานีย์ ในหนังสือนัยลุ้ลเอาฏอรฺ และ ซิดดิ๊กหะซันคาน ในหนังสือ อัลเราเฎาะตุ้ลนะดียะฮ์ รวมถึงผู้รู้ท่านอื่นๆ ซึ่งมันคือ สัจธรรมที่ไม่มีสิ่งใดมาทัดเทียม โดยเฉพาะหะดิษของอิบนุอับบาสมันมิได้คัดค้านกับเรื่องดังกล่าวเลย ตามที่อิหม่ามอัชเชากานีย์ได้อธิบายเอาไว้ และข้าพเจ้าหวังว่าความหมายที่ถูกต้องมากที่สุด คือทรรศนะที่ว่า หะดิษของอิบนุอับบาสเป็นการยืนยันถึงคนหนึ่งที่ถือศีลอดโดยประจักษ์เดือนเสี้ยวในประเทศของตน ต่อมาก็มีคนมาบอกเขาช่วงเดือนรอมฎอนว่า มีคนเห็นเดือนเสี้ยวที่อื่นก่อนเขาหนึ่งวัน ในสภาพดังกล่าวให้เขาผู้นั้นถือศีลอดตามประเทศที่เห็นเดือน จนกระทั่งเขาจะถือครบจบ 30 วัน จนกว่าพวกเขาจะเห็นเดือนกันเอง ด้วยกับสิ่งนี้ปัญหามันจึงจะจบ
ส่วนหะดิษของอะบูฮุร็อยเราะฮ์ก็ยังคงไว้ซึ่งความหมายโดยรวม(العموم)แล้วก็หมายถึง หากมีการประจักษ์หรือ พิสูจน์เห็นดวงเดือนเสี้ยวจากที่หนึ่งที่ใด ก็ให้ตามกันได้โดยไม่ต้องกำหนดระยะทาง โดยเดิมๆแล้วตัวอย่างที่อิบนุตัยมียะฮ์กล่าวไว้ในฟะตาวา ญุซที่ 25/107 มาจวบจนถึงวันนี้เทคโนโลยีมีความเจริญกาวหน้าจนถึงที่สูงสุดแล้ว(จากหนังสือ تمام المنة فى التعليق على فقه السنةตะมามุ้ลมินนะฮ์ ฟิตตะอฺลิกอะลา อัลฟิกฮฺซุนนะห์ โดยเชคอัลบานีย์ แผ่นที่ 398 พิมพ์ที่ ดารุ้ลรอญะฮ์)

ผู้บันทึก gismad เมื่อ อังคาร 01 ก.พ. 11 @ 21:44 (3934 คนอ่าน)
(มีต่อ... | 24199 ไบต์ | จำนวน: 0)

News ©

อายะฮฺ..อัลกุรอาน..
"และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า..จงปฏิบัติตามสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาเถิด..

พวกเขาก็กล่าวว่า..มิได้เราจะปฏิบัติสิ่งที่เราได้พบบรรดาบรรพบุรุษของเราเคยปฏิบัติมาเท่านั้น

และแม้ได้ปรากฏว่าบรรพบุรุษของพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งใดและทั้งไม่ได้รับแนวทางอันถูกต้องก็ตามกระนั้นหรือ?"

(อัล-บะเกาะเราะฮฺ : 170)


ขอเชิญร่วมสร้างมัสยิด

Donate

NAME ANURAK MORADOKISLAM FOUNDATION
BANK KRUNG THAI
BRANCHPRAWETH
A/C No.188 - 6 - 00316 - 5

>>..ร่วมบริจาคคลิ๊ก!..<<


อนุรักษ์ฯโพลล์
คุณอยากให้เวบไซต์ มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม ปรับปรุงอะไร?

บริการดาวน์โหลด
เนื้อหาและบทความ
ข่าวสาร
พัฒนาผลงานใหม่ๆ
ทั้งหมดที่กล่าวมา
อื่นๆ(กรุณาแสดงความเห็น)



ผลสำรวจ
แบบสำรวจอื่นๆ

จำนวนผู้ลงคะแนน 599

เมนูสมาชิก
หมายเลข IP ของคุณ 107.20.120.65


สมัครสมาชิก
ลืมรหัสผ่าน

ชื่อเรียก:
รหัสผ่าน:
 

สถิติสมาชิก
สมาชิกคนล่าสุด : vcomthai
สมาชิกทั้งหมด : 2,936

ผู้ที่กำลังใช้งาน : 8
บุคคลทั่วไป : 8
สมาชิก : 0

  
ทีมงาน :
  

ฝากข้อความ

เฉพาะสมาชิกเท่านั้น ที่สามารถฝากข้อความได้ กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ สมัครสมาชิก.

คุณมีแล้วหรือยัง?
ศูนย์หนังสือ นัฟฟาซี่

..รวบรวมคำบรรยายของ..

อ.ฟารีด เฟ็นดี้




พลิกฟื้นคืนแผ่นดิน

ที่สุดของชีวิต

มุนาฟิก

ตัลกีน

อิสลามตามคำสอน(เล่ม1)

อิสลามตามคำสอน(เล่ม2)



สนใจสั่งซื้อ
และเป็นตัวแทนจำหน่าย


..ติดต่อ..
คุณ ยูนุส พุฒเพ็ง

09 - 6700615
01 - 8258438

หนังสือดี มีค่า น่าอ่าน

รวมสกุ๊ปพิเศษ

[เรื่องทั้งหมด]

ครัวอนุรักษ์
 ข้าวผัดสุลต่าน
 โรตีละเลง
 ยำยอดตำลึง
 ข้าวผัดสับปะรด
 แกงเหลืองมะม่วง
 ยำใบช้าพลู
 ส้มตำปู
 น้ำตำลึง
 กุ้งเท็มปุระ
 น้ำจิ้มไก่ย่างสูตร 1

[ เรื่องทั้งหมด ]

นานาสาระ
 สาเหตุสมองเสื่อม
 ผมผิดเหรอ
 ออกกำลังกายวันละนิดจิตแจ่มใส
 คนแรกของโลก 25
 ที่สุดของโลก 25
 คนแรกของโลก 24
 ที่สุดของโลก 24
 คนแรกของโลก 23
 ที่สุดของโลก 23
 ทำไมหนอ?

[ เรื่องทั้งหมด ]

อนุรักษ์ทัวร์ทั่วไทย
 เพชรบุรี แดนใจ
 จังหวัดพัทลุง
 จังหวัดมหาสารคาม
 จังหวัดชลบุรี
 จันทบุรี
 จังหวัดนครนายก
 จังหวัดปัตตานี
 จังหวัดกระบี่
 จังหวัดยะลา
 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

[ เรื่องทั้งหมด ]

บทความพิเศษ
เมื่อมุสลิมแตกแยก1
ทาส ตอนที่ 1
ทาส ตอนที่ 2
เผยอะกีดะห์กลุ่มดะอ์วะห์
ตอนที่... 1/ 2/
ทำไมมุสลิมจึงลอยกระทงไม่ได้
มุสลิมกับวันคริสมาส
มุสลิมกับวันปีใหม่
มุสลิมกับวันวาเลนไทม์
ประท้วงเป็นบิดอะห์จริงหรือ
ตอนที่.. 1/ 2/ 3/ 4/ 5/
แบบทดสอบ ความเข้าใจเกี่ยวกับประท้วง
คู่มือเลือกตั้งฉบับผู้ศรัทธา
เมื่อความอวิชชาเป็นวิชา
ในที่สุดเขาก็หลงทาง
ตอนที่... 1/ 2/ 3/ 4/
เมื่อโลกหยุดหมุน
ใครแม่นกว่าใคร


แก๊สรถยนต์
ฝ่าวิกฤติน้ำมันแพง


เติมเต็มถังยังเหลือสตางค์เก็บ
ดำรงค์ (ช่างแอน) มะติมุ
รับติดตั้งแก๊สรถยนต์
ซ่อมเครื่องยนต์
และช่วงล่างรถยนต์ทุกชนิด
โทร 02- 8132871 (กด1)
หรือ 01- 4499028


Link
รวมงานเขียน-คำบรรยาย
และผลงานด้านอื่นๆ
ของ อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้

อาจารย์ฟารีด เฟ็นดี้


เวบไซต์เพื่อนบ้าน:

มุสลิมไทย
ชมรมนักเรียนกฎหมายมุสลิม
สภายุวมุสลิมโลก (wamy)
ข่าวประชาชาติอิสลามออนไลน์
ซุนนะห์ไซเบอร์
มูลนิธิศรัทธาชน
มุสลิมไทยเฮลท์
สมาคมนักเรียนไทยโมร็อกโก
ศาสนวิทยา
ริฏอ สะมะดี
มุรีด ทิมะเสน
อัซซุนนะห์
ชมรมมุสลิม ม.เทคโนโลยีมหานคร
ชาวต้นไม้
บ้านมุสลิมะห์
มัจลิสอิลมีย์ ปัตตานี
วิทยาลัยอิสลามยะลา
เรารักนบี
โรงเรียนตัรบียะห์ อิสลามียะห์
ชมรมวะรอซะตุซซุนนะฮฺ
มุสลิมสยาม
อิสลามไซเบอร์

แหล่งข่าวอาหรับ:

อัลญะซีเราะห์
อิสลามเมโม
อัซซอบิรูน
อัลมุฮีต
อัลมุคตะซิร
กะลิมะตุ้ลฮักก์
อัรชีฟอัคบาร
อิสลามอนนไลน์

แหล่งข่าวอังกฤษ:

อัลญะซีเราะห์
อิสลามออนไลน์
ญิฮาดอันสปัน
อิสลามเว็บ
ปาเลสไตน์อินโฟ
อิสลามิคนิวส์
อัซซาม
อุมมะห์นิวส์
อาหรับนิวส์
เค-นิวส์
อิสลามออนไลน์นิวส์


ขายทีดิน
ที่ดินเปล่าถมแล้ว 92 ไร่
ติดถนนเหมาะแก่การทำจัดสรร หรือโรงงาน
ฝังท่อประปา และท่อน้ำทิ้ง
ตัดถนนในที่ดินกว้าง 8 เมตร
อยู่ที่ อ.บางน้ำเปรียว จ.ฉะเชิงเทรา

ราคาเพียง 25 ล้านบาทเท่านั้น
สอบถามรายละเอียด
ติดต่อเจ้าของที่ดินโดยตรง
07 - 0037171
06 - 0909979








ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.29 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004