ข้าวตังไก่หยองตรา..ฮาซัน..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - เขาว่าอุละมาซุนนะลอกการบ้านชีอะฮ์มา มุตอะกับมิสยาร นะ
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
เขาว่าอุละมาซุนนะลอกการบ้านชีอะฮ์มา มุตอะกับมิสยาร นะ
ไปที่หน้า 1, 2, 3 ... 27, 28, 29  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ปัญหาศาสนา
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Fri Oct 02, 2009 3:59 pm    ชื่อกระทู้: เขาว่าอุละมาซุนนะลอกการบ้านชีอะฮ์มา มุตอะกับมิสยาร นะ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสลามุอะลัยกุม

ทำไมมีฟัตวาจากอุละมาซุนนะ ให้นิกานอกระบบได้ละครับ มิสยาร ไง แล้วเราไปโจมตีการทำมุตอะของพวกชีอะ ไดงัย เพราะของเราก็มี

แถมของเราเอาเปรียบผู้หญิงมากกว่า

หลักการต่างๆเหมือนกันกับมุตอะเปี๊ยบ แบบเดียวกับอภิสิทธิ์ ลอกการบ้านทักษิน แต่เอาเปรียบผู้หญิงมากกว่า มุตอะเขามีกำหนดเวลา เพราะจ่ายมะฮัด หนเดียว ไม่มีเบี้ยเลี้ยง

ของเรา ไม่กำหนดเวลา เป็นเมียเราตลอด แต่จ่ายมะอัดหนเดียว ไม่มีเบี้ยเลี้ยงเหมืองกัง อิอิอิ
อย่าตอบนะว่า อันนี้เป็นฟัตวาแก้ปัญหาเฉพาะในอาณาจักรสาอุดิฯ เดี๋ยวโดง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri Oct 02, 2009 4:23 pm    ชื่อกระทู้: Re: เขาว่าอุละมาซุนนะลอกการบ้านชีอะฮ์มา มุตอะกับมิสยาร นะ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

[quote="israya"]อัสลามุอะลัยกุม
หลักการต่างๆเหมือนกันกับมุตอะเปี๊ยบ แบบเดียวกับอภิสิทธิ์ ลอกการบ้านทักษิน แต่เอาเปรียบผู้หญิงมากกว่า มุตอะเขามีกำหนดเวลา เพราะจ่ายมะฮัด หนเดียว ไม่มีเบี้ยเลี้ยง/quote]

โสเภณีเขาก็เรียกครั้งเดียวไม่มีเบี้ยเลี้ยงแบบมุตอะฮ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Fri Oct 02, 2009 5:26 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ระบบโสเภณีสมัยนี้ มีหลายแบบนะ ไม่เหมือนสมัยคุณแต่ก่อน

แบบจ่ายหนเดียวก็มี แต่รายเดือนก็มีนะคุณ แบบอยู่กันไปจ่ายกันไป แล้วจะว่าไง ถูกไหม ล่ะครับ

แต่ที่คุณตอบมา เนี่ย คุณหมายถึง มุตอะ หรือมุสยาร ละฮะ เพราะผมแบ่งคำถามมาสองประเภท

มีทั้งประเภทซุนนะ และชีอะ นะฮะ

ยาอัลลอฮ์ ขอให้ว่าทั้งสองอย่างเถ้อะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri Oct 02, 2009 11:03 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

عَنْ عَلىِ بْنِ أَبِىْ طَالِبِ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ أَنَّ رَسُوْلَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ نَهَى عَنْ مُتْعَةِ الْنِسَاءِ يَوْمَ خَيْبَرَ وَعَنْ أَكْلِ لُحُوْمِ الْحُمُرِ الاِنْسِيَّةِ
รายงานจากท่านอาลี บินอะบีฎอลิบ รอฏิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริงท่านร่อซูลุลลอฮิ ห้ามนิกะฮฺสตรีชั่วคราวเมื่อวันคอยบัร และห้ามกินเนื้อลาบ้าน- บันทึกหะดีษโดยบุคอรีย์ หะดีษลำดับที่ 3979 และมุสลิม หะดีษลำดับที่ 1407


จากท่านอัรเราะบีอฺ บุตรของสับเราะฮฺเล่าว่า

أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ نَهَى عَنْ الْمُتْعَةِ وَقَالَ أَلا إِنَّهَا حَرَامٌ مِنْ يَوْمِكُمْ هَذَا إِلَى يَوْمِ الْقِيَامَةِ صحيح مسلم 2509

แท้จริงท่านรสูลุลลอฮฺห้ามการแต่งงานแบบชั่วคราว และกล่าวเพิ่มเติมว่า พึงทราบเถิดว่า แท้จริงการแต่งงานแบบชั่วคราวนั้นถือว่าต้องห้าม (หะรอม) จากวันนี้ (เป็นต้นไป) ของพวกท่านจนกระทั่งถึงวันกิยามะฮฺ (วันสิ้นโลก)” บันทึกโดยมุสลิม ลำดับหะดีษที่ 2509


อิบนุกุดามะฮ(ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า

ولا يجوز نكاح المتعة معنى نكاح المتعة أن يتزوج المرأة مدة , مثل أن يقول : زوجتك ابنتي شهرا , أو سنة , أو إلى انقضاء الموسم , أو قدوم الحاج . وشبهه , سواء كانت المدة معلومة أو مجهولة . فهذا نكاح باطل . نص عليه أحمد , فقال : نكاح المتعة حرام ... وهذا قول عامة الصحابة والفقهاء . وممن روي عنه تحريمها عمر , وعلي , وابن عمر , وابن مسعود , وابن الزبير قال ابن عبد البر : وعلى تحريم المتعة مالك , وأهل المدينة , وأبو حنيفة في أهل العراق , والأوزاعي في أهل الشام , والليث في أهل مصر , والشافعي , وسائر أصحاب الآثار

และการนิกะหมุตอะฮนั้นไม่อนุญาต, ความหมายนิกะหมุตอะฮคือ การแต่งงานกับหญิง ชั่วระยะเวลาหนึ่ง เช่นเขา(วะลี)กล่าวว่า "ข้าพเจ้าแต่งงานท่านกับบุตรสาวของข้าพเจ้า เป็นเวลาหนึ่งเดือน หรือ หนึ่งปี หรือ จนกว่าสิ้นฤดูกาลนั้น หรือ จนกว่าผู้ทำหัจญมาถึง เป็นต้น แม้ว่าเวลาดังกล่าวนั้น จะเป็นที่รู้กันหรือไม่รู้กันก็ตาม ดังนั้น นี้คือ การนิกะหที่เป็นโมฆะ ท่านอิหม่ามอะหมัด ได้บอกมันเอาไว้ โดยกล่าวว่า นิกะหมุตอะฮนั้น เป็นสิ่งต้องห้าม และนี้คือ ทัศนะของบรรดาเศาะหาบะฮ และ ฟุเกาฮาฮฺ และส่วนหนึ่งจากผู้ที่มี การรายงานจากเขา ว่า นิกะหมุตอะฮเป็นสิ่งต้องห้าม คือ อุมัร อาลี อิบนุอุมัร อิบนุมัสอูด และอิบนุซุบัยร . อิบนุอับดิลบิรรี กล่าวว่า " และที่มีทัศนะว่า นิกะหมุตอะฮต้องห้าม คือ มาลิก และชาวมะดีนะฮ อบูหะนีฟะฮ ในกลุ่มชาวอิรัก อัลเอาซาอีย์ ในกลุ่มชาวซีเรีย อัลลัยษุ ในกลุ่มชาว อียิปต์ และ ชาฟิอี และบรรดานักหะดิษอื่นๆ - อัลมุฆนีย์ เล่ม 7 หน้า 136
..............

ท่านอาลีเราะฎิยัลลอฮุอันฮู และท่านอัรเราะบีอฺ บุตรของสับเราะฮฺ ได้รายงานหะดิษเกี่ยวกับการห้ามนิกะห์มุตอะฮ หรือ การสำส่อนชั่วคราว และนักวิชาการซุนนีย์ ได้ยืนยันว่าเป็นหะดิษเศาะเฮียะ ไม่ทราบว่า คุณชีอะฮ สาวกยอมใหญ่ จะรับหรือไม่ เห็นเที่ยวโจรกรรมหะดิษสายซุนนีย์มาอ้างเป็นหลักฐานอยู่บ่อย ลองไปถาม คุณโยบ ยอมใหญ่ดูนะครับ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri Oct 02, 2009 11:26 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

. มิสยารกับการแต่งงานแบบมุตอะฮฺ

1. การแต่งงานแบบมุตอะฮฺเป็นการแต่งงานที่จำเป็นต้องระบุเงื่อนไขของระยะเวลาการอยู่ร่วมกันอย่างชัดเจนตามอัตราส่วนของค่าจ้างหรือสินสอดภายในระยะเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ส่วนการแต่งงานแบบมิสยารจะมีการวางเงินค่าสินสอดที่ชัดเจนและแน่นอน และไม่มีการกำหนดเวลาอยู่ร่วมกันฉันท์สามีภรรยาจนกว่าฝ่ายสามีจะเป็นฝ่ายบอกเลิกด้วยการเตาะลากที่มีผลตามหลักชะรีอะฮฺเท่านั้น

2. การแต่งงานแบบมุตอะฮฺไม่มีผลทางชาริอะฮฺด้านนัฟเกาะฮฺ ที่พักอาศัย เตาะลาก อิดดะฮฺ และการสืบทอดมรดก นอกจากการอิษบาตด้านนะสับอย่างเท่านั้น ส่วนการแต่งงานแบบมิสยาร มีผลทางชะรีอะฮฺทุกอย่าง เพียงแต่ว่าการแต่งงานแบบมิสยารระบุว่า สามีไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบและแบกภาระด้านปัจจัยการเลี้ยงชีพ ที่พักอาศัย และการค้างแรมกับภรรยาเป็นประจำเท่านั้น ตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้กระทำไว้

3. การแต่งงานแบบมุตอะฮฺจะไม่มีการเตาะลาก แต่จะหมดสภาพการเป็นสามีภรรยาทันทีที่สิ้นสุดอายุเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ ส่วนการแต่งงานแบบมิสยารจะไม่หมดสภาพการเป็นสามีภรรยา จนกว่าผู้เป็นสามีจะเป็นฝ่ายบอกเลิกด้วยการเตาะลากที่ถูกต้องและมีผลตามหลักชะริอะฮฺเท่านั้น

4. การแต่งงานแบบมุตอะฮฺไม่จำเป็นต้องมีวะลีและชาฮิดหรือพยานรู้เห็น แต่การแต่งงานแบบมิสยารจำเป็นต้องมีวะลีและพยานรู้เห็นอย่างน้อยสองคน ซึ่งเป็นชะรัตหรือข้อแม้หลักที่ต้องมี หากไม่แล้วจะถือว่าการแต่งงานดังกล่าวเป็นโมฆะทันที

5.การแต่งงานแบบมุตอะฮฺสามารถที่จะมีภรรยาแบบมุตอะฮฺกี่คนในคราวเดียวกันได้ แต่การแต่งงานแบบมิสยารไม่อนุญาตให้สามีมีภรรยาเกิน 4 คน เฉกเช่นการแต่งงานแบบทั่วไป ถึงแม้ว่าภรรยาทั้ง 4 คนจะเป็นภรรยาที่มาจากการแต่งงานแบบมิสยารทั้งหมดก็ตาม วัลลอฮุอะอฺลัม...[13]

http://www.iqraforum.com/forum/index.php?topic=1146.0
..........
สรุปว่า การหาความสุขชั่วคราว(มุตอะฮ) กับ นิกะห์มิสยาร แตกต่างกันครับ ท่านชีอะฮ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Sat Oct 03, 2009 2:11 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อภิสิทปากแข็ง ลอกการบ้านทักษินมาชัดๆ ยังมีหน้าประณามทักษินอีกนะเนี่ย

เราไม่ส่งเสริมมุตอะ แต่เชื่อว่า มุตอะ เคยเป็นหลักการอนุญาต ในสมัยนบี สาหรับคนมีปัญหาเฉพาะ และมีหลักฐานจากกุรอาน ระบุให้เห็นเป็นแนวทาง

แต่ มิสยารของซุนนะ ตามที่คุณอธิบายมานี่ อยากรู้นัก ควักมาจากหลักฐานกุรอานเล่มไหน ฮะดีษบทใด (ถาม)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Sat Oct 03, 2009 2:15 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

สรุปว่า การหาความสุขชั่วคราว(มุตอะฮ) กับ นิกะห์มิสยาร แตกต่างกันครับ ท่านชีอะฮ

อุ๊ยจะบ้าตาย แล้วมิสยาร ไม่ได้ทำเพื่อหาความสุขชั่วคราวหรือจ๊ะ อย่ามาหลอกชาวบ้านน่ะ เด็กอนุบาลไม่เข้ามาอ่านหรอกจะบอกให้ แหม ทำอธิบายแก้ต่างเป็นขุ่นๆ เดี๋ยวพี่จะเอาฟัตวา ท่านยูซุฟ ก็อรฎวีย์มาแปะให้ดูระวัง
อ้อ ครูอัยยูบ นั้น เขียนอัยยูบก็ได้นะ เขียนโยบ สาว่าจะไกลจากตัวจริง อิอิ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Sat Oct 03, 2009 2:21 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เขียนโดย Abu Asybal
การแต่งงานแบบมิสยาร (Traveled marriage) เป็นปรากฏการณ์ใหม่ด้านนิติศาสตร์อิสลาม ซึ่งเริ่มแผ่กระจายในประเทศแถบตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในประเทศซาอุดีอาระเบีย นับตั้งแต่เริ่มแรกที่การแต่งงานแบบมิสยารนี้กำเนิดขึ้น ก็เป็นที่สนใจของทุกคนทั้งบุคคลทั่วไปและบรรดาอุละมาอฺ เพราะมันเกี่ยวเนื่องกับรูปแบบและโครงสร้างของครอบครัวมุสลิมที่ไม่เป็นที่คุ้นเคยของสังคมมุสลิมมาก่อน

ด้วยความใหม่ของปัญหาทำให้บรรดาอุละมาอฺร่วมสมัยมีทัศนะที่แตกต่างกันเกี่ยวกับความถูกต้องด้านบัญญัติอิสลามและความชอบธรรมทางสังคมและเป้าหมายของการแต่งงานประเภทนี้ อุละมาอฺกลุ่มหนึ่งเห็นว่า มิสยารเป็นการแต่งงานที่ถูกต้องและไม่ได้ออกนอกกรอบของรูปแบบการแต่งงานที่อนุญาตในบัญญัติอิสลาม ถึงแม้ว่าโดยส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยและไม่ส่งเสริมให้มีการแต่งงานในรูปแบบนี้

หนึ่งในบรรดาอุละมาอฺที่มีจุดยืนดังกล่าวคือเชคยูซุฟ ก็อรฏอวีย์ และท่านได้เขียนหนังสือเล่มเล็กๆเล่มหนึ่งมีชื่อว่า “ซะวาจญ์ อัลมิสยาร หะกีเกาะตุฮุ วะหุกมุฮุ” (การแต่งงานแบบมิสยาร ข้อแท็จจริงและการชี้ขาด) และด้วยความกะทัดรัดของหนังสือและการนำเสนอที่รวบรัดและชัดเจน ผู้แปลจึงเห็นว่าสมควรที่จะถอดความหนังสือเล่มนี้ เพื่อที่จะได้มีส่วนร่วมในการชี้แจงให้พี่น้องชาวมุสลิมในบ้านเราได้เข้าใจถึงข้อเท็จจริงของการแต่งงานแบบมิสยาร และสามารถหาจุดยืนที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง สถาบันครอบครัว ลูกๆ และสังคมมุสลิมในอนาคต

การแต่งงานแบบมิสยาร
ข้าพเจ้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีคำฟัตวาออกจากปากของข้าพเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “ซะวาจญ์ อัลมิสยาร” (การแต่งงานแบบมิสยาร) ที่กำลังเป็นปัญหาโลกแตกในประเทศกาตาร์ ประเทศในคาบสมุทรอาระเบีย และประเทศอาหรับอื่นๆ และข้าพเจ้าได้พบกับเสียงสะท้อนที่กึกก้องในโมร็อกโคเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าเดินทางไปเยี่ยม เมื่อประมาณสองอาทิตย์ที่ผ่านมาหรือมากกว่านั้น

เป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับมนุษย์ ทุกครั้งที่พบเจอกับปรากฏการณ์ใหม่ๆและไม่คุ้นเคยมาก่อน พวกเขามักจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างและขัดแย้งกันเสมอ ทั้งในระดับรากหญ้าและปัญญาชน จนกว่าพวกเขาจะมีจุดยืนที่เป็นหนึ่งเดียว หรือความขัดแย้งดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป

ถึงจุดนี้ ข้าพเจ้าใคร่ขอชี้แจงว่า ความขัดแย้งด้านแนวคิดระหว่างอุละมาอฺในปัญหาปลีกย่อยไม่อาจทำให้จิตใจของผู้มีจิตบริสุทธิ์ (อิคลาส) สั่นคลอนได้ และไม่อาจสร้างความยุ่งยากหรือลำบากใจแก่มุอฺมินผู้ศรัทธาแต่อย่างใด ตราบใดที่ความขัดแย้งดังกล่าววางอยู่บนพื้นฐานแห่งมุมมองที่หลากหลายแง่มุม ความแตกต่างและเหลื่อมล้ำของหลักฐานและการตีความที่แต่ละฝ่ายได้ยึดไว้ และไม่ได้กระทำไปเพื่อสนองอารมณ์ใฝ่ต่ำของตนเองหรือสนองอารมณ์ของผู้อื่น เพราะการปฏิบัติตามอารมณ์จะทำให้วิสัยทัศน์มืดบอด และหลงทางจากความจริง

وَمَنْ أَضَلُّ مِمَّنِ اتَّبَعَ هَوَاهُ بِغَيْرِ هُدًى مِّنَ اللهِ إِنَّ اللهَ لاَ يَهْدِي الْقَوْمَ الظَّالِمِينَ

“และผู้ใดเล่าจะหลงผิดยิ่งไปกว่าผู้ปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของเขา โดยปราศจากแนวทางที่ถูกต้องจากอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่กลุ่มชนผู้อธรรม” (อัลเกาะศ็อศ, 50)

อัลลอฮฺทรงตรัสว่า

ثُمَّ جَعَلْنَاكَ عَلَى شَرِيعَةٍ مِّنَ الأَمْرِ فَاتَّبِعْهَا وَلاَ تَتَّبِعْ أَهْوَاء الَّذِينَ لاَ يَعْلَمُونَ إِنَّهُمْ لَن يُغْنُوا عَنكَ مِنَ اللهِ شَيئاً وإِنَّ الظَّالِمِينَ بَعْضُهُمْ أَوْلِيَاءُ بَعْضٍ وَاللهُ وَلِيُّ الْمُتَّقِينَ

“แล้วเราก็ได้ทำให้เจ้าอยู่บนแนวทางหนึ่งในเรื่องของศาสนาที่แท้จริง ดังนั้นจงปฏิบัติตามแนวทางนั้น และจงอย่าได้ปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของบรรดาผู้ที่ไม่รู้ แท้จริงพวกเขาไม่อาจจะช่วยเจ้าให้รอดพ้นจากอัลลอฮ์แต่อย่างใด และแท้จริงบรรดาผู้อธรรม ส่วนหนึ่งของพวกเขาจะเป็นผู้คุ้มครองแก่อีกส่วนหนึ่ง แต่อัลลอฮฺทรงเป็นผู้คุ้มครองแก่บรรดาผู้ที่ยำเกรง” (อัลญาษิยะฮฺ, 18-19)

ดังนั้น ทัศนะต่างๆที่วางอยู่บนพื้นฐานแห่งอารมณ์ใฝ่ต่ำ นั่นแหละที่จะเขย่าจิตใจของบรรดามุอฺมีนที่ดีให้สั่นคลอนและหวั่นไหว เช่นเดียวกับทัศนะต่างๆที่ออกมาจากบรรดาผู้ที่นบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมเรียกว่า

رُؤُوْساً جُهَّالاً فَسُئِلُوْا فَأَفْتَوْا بِغَيْرِ عِلْمٍ فَضَلُّوْا وَأَضَلُّوْا

“บรรดาผู้นำที่โง่เขลา (ไม่มีความรู้) ดังนั้นพวกเขาก็จะถูกถาม แล้วพวกเขาก็จะให้ฟัตวา (คำชี้ขาด) โดยปราศจากความรู้ ดังนั้นพวกเขาจึงหลงทางและชักนำผู้อื่นให้หลงทางไปด้วย” (มุตตะฟักอะลัยฮฺ จากหะดีษของอับดุลลอฮฺ บิน อัมรู)

ส่วนความขัดแย้งอื่นจากนั้น เป็นความขัดแย้งที่จำเป็นต้องมี เป็นความเมตตาและการเปิดกว้าง ดังที่ผมได้อธิบายไว้อย่างละเอียดพร้อมหลักฐานและตัวอย่างต่างๆในหนังสือของผมเรื่อง “อัลเศาะห์วะฮฺ อัลอิสลามิยะฮฺ บัยนะ อัลอิคติลาฟ อัลมัชรูอฺ วะ อัลตะฟัรรุก อัลมัซมูม”

และมนุษย์จะยังคงอยู่ในสภาพที่ขัดแย้งกันต่อไปในอีกหลายๆปัญหาที่เกิดขึ้นใหม่ เฉกเช่นที่พวกเขาได้ขัดแย้งกันในปัญหาเก่าๆอีกมากมาย ระหว่างการห้ามกับการอนุญาต และระหว่างความคับแคบกับการเปิดกว้าง และด้วยเหตุนี้ จึงเกิดความขัดแย้งระหว่างบรรดาอิหม่ามทั้งสี่ท่าน และบรรดาสหายของพวกท่านก็มีจุดยืนที่ตรงข้ามกับท่านในหลายๆปัญหา หลังจากนั้นบรรดาผู้ติดตามของแต่ละมัซฮับก็มีความขัดแย้งกันอีกในการระบุถึงความถูกต้องของคำพูด รายงาน และทัศนะต่างๆ หรือความอ่อนแอของมัน หรือการพิจารณาให้น้ำหนักว่าอันไหนถูกต้องหรือมีน้ำหนักมากกว่ากัน

เช่นเดียวกับที่บรรดาคณาจารย์ของอิหม่ามทั้งสี่ ทั้งที่เป็นตาบิอีนและอัตบาอฺตาบิอีน เคยขัดแย้งกันมาก่อน และก่อนหน้านั้น บรรดาคณาจารย์ของพวกเขาที่เป็นฟุเกาะฮาอฺในหมู่เศาะหาบะฮฺก็เคยขัดแย้งกันเช่นเดียวกัน และมรดกทางวิชาการของเราได้รู้จักเป็นอย่างดีต่อสมญานามที่ว่า “ความเข้มงวดของอิบนุอุมัร ความผ่อนปรนของอิบนุอับบาส และความแปลกแยกของอิบนุมัสอูด” แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับบรรดาอุละมาอฺรุ่นหลังในการรับประโยชน์จากทะเลแห่งวิชาการของเขาเหล่านั้น และทำการอ้างอิงจากแสงสว่างแห่งความรู้ของพวกเขาที่ได้ตักตวงมาจากปล่องแสงแห่งนุบุวะฮฺ

มีสหายบางท่านกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า “สตรีกาตาร์ส่วนใหญ่ต่างรู้สึกโกรธเคือง และพวกนางทั้งหลายจะอยู่เคียงข้างท่านในทุกๆสิ่งที่ท่านกล่าว จะไม่เป็นการดีกว่าสำหรับท่านหรือ หากท่านกระทำเฉกเช่นที่คนนั้นคนโน้นได้กระทำไว้ ซึ่งพวกเขาแสวงหาความพึงพอใจสตรี และสาวๆด้วยการต่อต้านการแต่งงานแบบมิสยาร? !!!”

ข้าพเจ้าจึงตอบพวกเขาไปว่า “ผู้รู้ ถ้าหากว่าความตั้งใจของเขากลายเป็นการสร้างความพึงพอใจให้แก่ชนบางกลุ่ม ถึงแม้ว่าจะทำให้องค์อภิบาลของเขาต้องโกรธเคือง แท้จริงเขาได้เดินทางผิดไปแล้ว ทำให้ตัวเขาเองขาดทุน และทำให้ศาสนาของเขาต้องสูญหาย และเขาไม่มีทางที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนพึงพอใจได้แม้แต่วันเดียว

แท้จริงอัลลอฮฺทรงตรัสว่า

وَلَوِ اتَّبَعَ الْحَقُّ أَهْوَاءهُمْ لَفَسَدَتِ السَّمَاوَاتُ وَالأَرْضُ وَمَن فِيهِنَّ

“และหากว่าสัจธรรมได้ปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขาแล้วไซร้ ชั้นฟ้าทั้งหลาย แผ่นดิน และสิ่งที่อยู่ในนั้นย่อมต้องเสียหายอย่างแน่นอน” (อัลมุอฺมินูน, 71)

ได้เวลาที่จะเรากลับไปยังเรื่องราวที่เรากำลังคุยอยู่ – หลังจากที่ลมบ้าหมูได้หยุดกรรโชกช่วงระยะหนึ่ง - เพื่อที่เราจะได้กล่าวเกริ่นเบาๆเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แทนคำพูดปากเปล่าแบบไม่ทันตั้งตัว หวังว่าสิ่งที่จะบันทึกต่อไปนี้จะเป็นคำชี้ขาดในเรื่องดังกล่าว

لِيَهْلِكَ مَنْ هَلَكَ عَن بَيِّنَةٍ وَيَحْيَى مَنْ حَيَّ عَن بَيِّنَةٍ

“เพื่อให้ผู้พินาศจะได้พินาศลงโดยหลักฐานอันชัดแจ้ง และผู้มีชีวิตอยู่ จะได้มีชีวิตอยู่โดยหลักฐานอันชัดแจ้ง” (อัลอันฟาล, 42)

ตอนนี้มีคำถามมากมายที่กำลังเป็นที่โจษขานกัน ซึ่งเราจำเป็นต้องให้คำตอบต่อคำถามต่างๆเหล่านั้น จนกว่าเราจะสามารถเจาะกำแพงที่กำลังปกปิดข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ และมองเห็นเหตุการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่งและชัดเจนยิ่ง นั่นคือ

อะไรคือข้อเท็จจริงของการแต่งงานแบบมิสยารนี้?

มิสยารมีความหมายว่าอย่างไร?

จริงหรือที่ว่า การแต่งงานแบบมิสยารนี้เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่มนุษย์ก่อนหน้านี้ไม่เคยล่วงรู้มาก่อน จนกระทั่งเกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างครึกโครม?

การแต่งงานแบบมิสยารเป็นการแต่งงานที่ค้านกับการแต่งงานตามประเพณีปฏิบัติที่ชาวมุสลิมเคยรู้จักมาก่อนจริงหรือ?

พวกท่านอนุญาตให้มีการแต่งงานแบบนี้โดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ หรือว่าอนุญาตภายใต้เงื่อนไขและกฎเกณฑ์บางอย่าง?

แล้วอะไรคือเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ดังกล่าว?

การแต่งงานแบบนี้จะสามารถตอบสนองเป้าหมายและจุดประสงค์การแต่งงานตามศาสนบัญญัติดังที่อิสลามได้คาดหวังไว้หรือไม่?

อะไรคือข้อแตกต่างระหว่างการแต่งงานแบบมิสยารกับการแต่งงานแบบชั่วคราว (มุตอะฮฺ)?

และอะไรคือข้อแตกต่างระหว่างการแต่งงานแบบมิสยารกับการแต่งงานแบบชดเชยความผิด (ตะหฺลีล)?

ทำไมอุละมาอฺบางท่านจึงมีทัศนะที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับการแต่งงานแบบมิสยารนี้?

และคำถามอื่นๆอีกมากมายที่สังคมกำลังให้ความสำคัญและรอคำตอบอยู่ ทั้งชายและหญิง...

(พยายามเขียนภาษาไทยให้วกวนเข้าไว้ออ่านเกือบตายก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ข้างๆคูๆ ถูๆไถไงไม่รู้ อ่านดูสักตอนเป็นไง ลอกมาจาก อิกเราะออนไลน์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Sat Oct 03, 2009 2:23 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อธิยายคำว่า ปรากฏการณ์ใหม่ทางนิติศาสตร์ แปลว่าไง เอ่ย อิอิอิ บิดอะฮ์หรือป่าว มุห์ดะษะตุล ฮะดีษ อุตริกรรมก็ว่าไปเถ้อ ซุนนะเสียอย่าง ทำอะไรดูดีไปหมด อัลลอฮ์เข้าข้างอยู่แล้ว
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ali
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/12/2003
ตอบ: 295


ตอบตอบ: Sat Oct 03, 2009 10:08 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ท่านอาจารย์อะสัน ก็ไม่ได้แสดงทัศนะว่าสนับสนุนหรือคัดค้านการนิกะห์แบบมิสยาร

แต่ท่านเปรียบเทียบและชี้ให้เห็นถึงข้อแตกต่างระหว่าง นิกะห์มุตอะห์ และนิกะห์มิสยาร ได้อย่างชัดเจนแล้ว

ถ้าคุณจะคัดค้านว่าไม่เหมือนกันก็เสนอมาซิ แสดงตนเป็นผู้ก่อกวนทำไม



.
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Oct 03, 2009 12:19 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

israya บันทึก:
อธิยายคำว่า ปรากฏการณ์ใหม่ทางนิติศาสตร์ แปลว่าไง เอ่ย อิอิอิ บิดอะฮ์หรือป่าว มุห์ดะษะตุล ฮะดีษ อุตริกรรมก็ว่าไปเถ้อ ซุนนะเสียอย่าง ทำอะไรดูดีไปหมด อัลลอฮ์เข้าข้างอยู่แล้ว


ท่านชีอะฮสาวกอัยยูบ ยอมใหญ่ครับ ผมถามว่า รายงานจากท่านอิหม่ามอาลี (ร.ฎ) ว่า ท่านนบี Solallah ได้ห้ามเรื่อง มุตอะฮแล้ว ท่านยอมรับไหม.. ดันไม่ตอบแถมเฉไปเฉมา
ส่วนเรื่องนิกะห์มิสยัร นั้น ผมไม่สนับสนุน เพราะในทัศนะของผม สถาบันครอบครัว ต้องมีผู้ชายที่เป็นสามี เป็นหัวหน้าครอบครัว นำพาครอบครัวให้มีความสุขและมีคุณภาพ คำว่า"บ้าน
ภาษาอังกฤษแปลเรียกว่า Home

H = HEALTH = คนในครอบครัวต้องมีสุขภาพดี
O = OCCUPATION = คนในครอบครัวต้องมีงานทำ
M = MORAL = คนในครอบครัวต้องมีคุณธรรม จริยธรรม มีอีหม่าน
E = EDUCATION = คนในครอบครัวต้องได้รับการศึกษา

สี่ประการข้างต้น ถ้าไม่มีผู้นำครอบครัวดูแล อย่างแท้จริง แต่จะมาหาครอบครัวบ้างก็เวลามาสนองอารมณ์ตัณหาของตัวเอง แบบนี้ สถาบันครอบครัวมีคุณภาพได้อย่างไร

..................

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะการแต่งงานแบบมุตอะฮ(แบบการสมสู่ชั่วคราว) หรือแบบมิสยาร(แบบผัวจำเป็น) เป็นการแต่งงานที่ไม่เห็นคุณค่าของสถาบันครอบครัวตามเจตนารมณ์ของอิสลามที่แท้จริง

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย asan เมื่อ Sat Oct 03, 2009 12:24 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Sat Oct 03, 2009 12:20 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เอาเถอะครับ ตรวจสอบหลักการให้ดีๆ ทั้งมุตอะ กับมิสยาร ผมไม่ได้เข้ามาเพื่อก่อกวนหรอกครับ แต่เพื่อหาเพื่อนเสวนา หาเพื่อนคุย แลกเปลี่ยนความรู้ ความเห็น ไม่หวังนำพาใครไปไหนทั้งสิ้น โปรดอย่าหวั่นวิตก เจตนาก็คือ ให้พวกเราได้เข้าใจกันและกันบ้าง เพราะมุมมองของแต่ละฝ่าย ดูๆแล้วอาจคิดอาจเห็น และอาจตรงกันได้หลายเรื่อง จะเสียก็ตรงเวลาเราแกล้งทำตาเหล่ ตาเอียงเท่านั้น ที่ว่ามองไม่เคยตรงกัน เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ว่า ถ้าเปนชีอะฮ์ฝ่ายหนึ่ง เป็นซุนนีฝ่ายหนึ่งแล้วจำเป็นต้องขัดแย้งกันไปกันเสียทุกเรื่อง

เข้าใจผมด้วยนะครับ ไม่ได้เข้ามาก่อกวน

ผมเข้าใจว่า หลักการเป็นผัวเมีย ของมนุษย์เรา ก็เพื่อแก้ปัญหาสังคม หลักการเข้มข้นสุดยอด ดีที่สุด ประเสริฐสุด สำหรับคนที่มีความสามารถอย่างเรา ๆก็ต้องใช้หลักการที่ดีสุด นั่นคือนิกาห์ถาวร(ดาอิม) แบบผมแบบท่าน ที่มีภรรยากันอยู่นี่แหละครับ ส่วน มุตอะ นั้นเป็นนิกาห์ชั่วคราว(มุอักก็อด) เป็นหลักการที่เข้ามาแก้ไขปัญหาคนบางกลุ่ม(ฟะมัสตัสตะอ์ตุม....) นั่นแหละครับ

ที่จริง ถ้าเราพิจารณาไป ดูๆไป ก็มีมาตั้งแต่อดีต ยกเลิกกันเองไปบ้างบางยุค บางสมัย ใช้กันบ้าง บางยุคบางสมัย แต่โดยตัวของมันเอง เราต่างถือคติอยู่ว่า "อะไรที่มุฮัมมัด(นบี)บอกว่า ฮะลาล ก็ต้องฮะลาล ถึงวันกิยามัต" (ยกเว้นฮะดีษปลอม ที่บอกว่า ท่านห้าม นะครับ อันนี้ต้องมอบให้นักฮะดีษเขาตรวจสอบดีๆ)

ที่คุณบอกว่า ชีอะ นิกาห์มุตอะกัน ไม่ต้องมีวาลี ไม่ต้องมีพยาน อันนี้ สำหรับแม่ม่ายนะครับ ที่ว่าไม่ต้องมีวาลี ตามที่คุณรู้นั่นแหละครับ นั่นข้อหนึ่ง

ถ้าเป็นสาวบริสุทธิ์ ถึงจะเป็นชีอะเลวๆ เขาก็ต้องมีวาลีครับ ไม่เชื่อไปลองขอลูกสาวพวกเขาดู เลือกที่สวยๆ นะ เอามาเข้าซุนนี อิอิ

ไม่ได้ล้อเล่นนะครับ หลานสาวผมเอง ยังแต่งกับหนุ่มซุนนะวาฮาบี(ก็หลานชายผมอีกเหมือนกัน) เด็กเขาชอบกันนะครับ ชีอะ ซุนนะทางใต้ส่วนมากจะอยู่ในสังคมเดียวกัน เข้าใจกันครับ ห่างไกลพวกช่างยุ เลยไม่ทะเลาะกัน

ไปฅฅซีครับ ลองไปขอสาวชีอะให้ลูกหลานสักคน เพื่อพิสูจน์ว่า เขาต้องมีวาลีไหม ? เพราะว่าส่วนใหญ่วันสู่ขอกัน เขาจะทำนิกาห์มุตอะให้เด็กด้วย

หรือไม่ก็ให้ท่านเปิดตำราฟิกฮ์ของชีอะดูได้ทุกเล่ม ภาษาไทยก็มีเยอะ ไปขอเขาอ่านดู จะได้ไม่ต้องสาดโคลน เพราะนั่นเท่ากับท่านประจานตัวเองว่าไม่รู้จริง หรือที่ครูอัยยูบเคยเขียนบทความ เรื่อง รู้ทัน รู้ไม่ทันชีอะไรนั่นไงครับ

เพราะไร ครับ ที่ต้องมุตอะ มันไม่ใช่เพราะเหตุผลการสนองตัณหา หรือเพื่อร่วมเพศกันอย่างเดียวแบบที่พวกคุณเข้าใจ มนุษย์ที่ไหนมันจะบ้ากามขนาดนั้น แต่ก็เอาเถอะ สมมติว่า ชีอะจะมีคนแบบนั้นอยู่บ้าง เขาก็มีหลักนิกาห์มุตอะเป็นทางออกของเขานะ แสดงว่า อย่างน้อยเขาก็นึกถึงอัลลอฮ์อยู่ ไม่หน้ามืด แอบลักลอบทำซินา ลับๆล่อๆตามสถานบันเทิง เหมือนผู้รู้ ซนน ที่กทม. บางคน อิ อิ (ไม่กล้าใส่สระ)

เพราะชีอะเขามีหลักการว่า สิ่งที่เปนฮะรอม หรือข้อห้าม ความผิดระหว่างชายหญิง ไม่ได้อยู่ที่การร่วมเพศกันอย่างเดียว ข้อนี้ตรงกับซุนนีหรือเปล่า??

เหตุนี้แหละ ชีอะจึงต้องมีหลักมุตอะ เพราะบางทีเมื่อเราทำการหมั้นหมายให้ลูกของเราด้วยกันแล้ว แม้ว่าจะแต่งกันเดือนหน้า ปีหน้า ถ้าเกิดเขาอยากไปไหนมาไหนด้วยกันบ้าง ก่อนแต่งงาน เช่นไปซื้อของ เลือกแหวน เลือกชุด ไปแจกการ์ด แม้จะไม่ร่วมประเวณีกัน แต่ทางชีอะ เขาถือว่า ฮะรอมแล้วครับ

จะบอกให้นะครับ ชีอะนี่ หญิงชายจับมือกันเดินข้ามถนนก็ไม่ได้ คุยกันสองต่อสองก็ไม่ได้ของชีอะนี่ลำบาก กับเรื่องแบบนี้

สัมพันธ์ชายหญิงสองต่อสองที่ถูกอกถูกใจกันนี่ ถือว่า ฮะรอมทั้งหมดถ้าไม่นิกาห์กันก่อน ถึงแม้จะเป็นคู่หมั้น คู่หมายกันแล้วก็ตาม ฉะนั้น หลักการนิกาห์มุตอะจึงเป็นของออกของชีอะฮ์

ฉะนั้น พ่อแม่ชีอะ จึงทำนิกาห์มุตอะฮ์ ให้ลูกในวันหมั้นหมาย เพื่อลูกจะไม่ฮะรามในการพูดคุยกัน หรือพบปะ หรืออาจไปไหนมาไหนด้วยกันสองต่อสอง หรืออาจจับมือถือแขน หรือบางทีเด็กอาจพลั้งพลาดไปในทางไม่เหมาะสม ในยามลับหูลับตาพ่อแม่

อันนี้ ท่านจะยอมรับความจริงในสังคมที่เป็นอยู่แค่ไหน หรือไม่ก็สุดแท้แต่นะครับ

และส่วนใหญ่ในการมุตอะกับหญิงสาว พ่อแม่จะมีตะลีก เป็นเงื่อนไขว่า จะต้องไม่ถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์ แต่ไม่จำเป็นวางเงื่อนไขก็ได้ ทีนี้เขาสองคนจะไปไหนกันบ้าง ก็ไม่มีใครว่าฮะรอม ผมเองมองไม่เห็น จะว่าน่าเกลียด ก็ไม่รู้น่าเกลียดตรงไหน เดือนหน้า ปีหน้า อาทิตยฅ์หน้าเขาสองคนก็นิกาห์ถาวรเป็นผัวเมียกันแล้ว

เขาทำมุตอะ กันไว้เผื่อเด็กจะชิงสุกก่อนห่าม นิกาห์มุตอะแบบนี้ต้องมีวาลี คะรับ

ส่วนการมุตอะกับหญิงม่าย อยู่ที่ความพอใจของหญิงด้วย บังคับเขาไม่ได้ แต่ยอมรับใช่ครับ ทางชีอะฮ์ถือว่า หญิงม่าย ถ้านางตกลงใจจะนิกาห์มุตอะ ไม่ต้องมีวาลี และไม่วาญิบให้มีพยาน

เพราะหลักฐานวาญิบมีพยาน การนิกาห์กับหญิงหม้าย ไม่ว่าถาวรหรือชั่วคราว ไม่มีในอัลกุรอานและฮะดีษครับ แต่วาญิบมีพยานในตอนฏอลาก โดยให้ถือว่าทุกคนที่รู้ว่าเขาสองคนเป็นผัวเมียกัน คือพยานอยูแล้ว ห้ามสงสัย ห้ามปรักปรำว่า เขาทำซินากัน แต่เวลาหย่า(ฏอลาก) จะต้องมีพยานที่อาดิลเหมือนกับซุนนีทุกประการ


มุตอะ ไม่ต้องส่งเสียค่าเลี้ยงดู ไม่เป็นกฏบังคับ ให้ชีอะฮ์ ทำมุตอะ เหมือนอย่างที่คนโง่เขลาเข้าใจกันอยู่ เป็นหลักการที่เปิดกว้างไว้สำหรับกลุ่มคนที่มีปัญหา อย่าให้เขาต้องทำซินากัน อิสลามมีทางออกให้เลือกสำหรับคนทุกกลุ่ม ทุกปัญหา ทุกกรณี ยกเว้นคนที่ชั่วร้ายจริงๆ

ทั้งนี้เพื่อปกป้องมนุษย์มิให้ทำชั่ว แต่ไม่ปิดประตูตาย สำหรับปัญหาทางเพศ

ผมเคยไปบังคลาเทศกับอาจารย์ซุนนะท่านหนึ่ง อยู่หลายวัน สาบานต่ออัลลอฮ์ครับ ว่า อาจารย์ท่านั้น ทำมุตอะกับหญิงม่ายชาวบังคลาเทศคนหนึ่ง

ก็ไม่เห็นแปลกอะไร ท่านทำในสิ่งถูฅกต้อง มีมะฮัรเรียบร้อย กำหนดอยู่ด้วยกัน สองอาทิตย์ ครบเวลา จบ ไม่ได้ฟิตนะท่านนะ แต่ยกตัวอย่างสนับสนุนสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม

ก็อย่างทหารของท่านนบีเวลาออกรบ ไปอยู่ต่างแดนทีละหลายเดือน เข้าใจผู้ชายนะครับ ถ้างุ่นง่านกับเรื่องทางเพศ อะไรจะเกิดขึ้น อีมานก็อีมานเถอะ คิดในความเป็นจริงกันบ้าง นะครับ

ท่านนบีก็เคยอนุญาตให้ทำได้เป็นครั้งคราว แต่ถึงสมัยท่านอุมัร หลักการนี้ ท่านได้ยกเลิกถาวร ชวดชมไปเลยพวกท่าน

ที่นี้เวลาไปต่างประเทศ อยู่ต่างถิ่น ต่างแดน หลายๆเดือน ต้องซอบัรขนาดหนัก แบบพวกถือพรต นักบวชไปเลย อดไม่ไหวทางออกก็คือ ซินา ทางเดียว จริงไหมครับ พูดตรงๆว่า ถ้าไม่ถือหลัมุตอะ ไปเรียนต่ออเมริกา หกเดือน พาเมียไปไม่ได้ ไม่แคล้วต้องทำซินา เพราะมุตอะไม่ได้ มันผิด นิกาห์ถาวรก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ถาวร ถามว่า อิสลามเราปิดประตูการแก้ปัฅญฆษ?ษ.ฌฑศขนาดนี้หรือครับ อย่าเชื่อผมนะ ผิด

อิสลาม ต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง และจิตสำนึก สัญชาตญาณมนุษย์ด้วย เราไม่มีระบบนักพรต นักบวชนี่ครับ จะให้คนบำเพ็ญตนเป็นฤๅษี ไม่มีหรอกครับในอิสลาม แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และหลักการมุตอะที่วางไว้

ส่วนมิสยาร ผมไม่รู้นะ รายละเอียดจริงๆ ผมไม่รู้ แต่อ่านจากที่เขาถกกัน เห็นว่ามันมีปัญหาตรงที่ ไม่มีกำหนดเวลาการเลิกรา อันนี้ผมเข้าใจว่า สำหรับคู่ที่หวังจะอยู่ด้วยกันอย่างถาวรในภายหลัง ก็เหมือนมุตอะที่พ่อแม่จัดการให้ลูก ก่อนแต่ง นั่นแหละ

เพราะรักกัน อยู่ในภูมิลำเนาเดียวกัน ไม่มีอุปสรรค ในการไปมาหาสู่ กฎตายตัวของมิสยาร เท่าที่ฟังๆ จะยึดระเบียบนิกาห์ถาวรไปเลย อันนี้ ดูค่อนข้างจะทำให้ฝ่ายหญิงเสียเปรียบ เพราะไม่ใช่นิกาห์ถาวรจริงๆ ถ้าเป็นนิกาห์ถาวรจริงๆใครจะเรียกว่ามิสยารละครับ มิสยารแปลประสาโง่ๆอย่างผมก็คือว่า "เอากันง่ายๆ ช่วงสั้นๆ" แต่ เอาง่ายๆช่วงสั้นๆโดยไม่มีกำหนดเวลานี่ มันยังไงหรือครับ ?

มิสยารจะเปนปัญหามาก ในกรณีที่ชายหญิงอยู่คนละภูมิลำเนา เพราะให้ถือว่าอำนาจการหย่าอยู่ที่สามีฝ่ายเดียว ที่ร้ายก็คือ สามีไม่ต้องรับส่งเสียค่าเล้ยงดู นึกอยากไปนอนเมื่อไหร่ก็ไปนอน จะกี่เดือน กี่ปี ก็ยังเป็นเมียเรา ผมเข้าใจอย่างนี้ ไม่รู้ผิดหรือถูก อธิบายด้วยครับ

แค่เขียนมานี่เพื่อพูดคุยกันเท่านั้น สานเสวนากันเพื่อสร้างมิตรภาพ อย่าแบ่งพรรคแบ่งพวกไปทุกเรื่อง ดีๆกันบ้าง มามะ มาดีกัน ผมยื่นก้อยให้แล้วนะ อิอิ

อย่าซีเรียส นะครับ ไม่ได้หวังเข้ามาเผยแพร่ชีอง ชีอะอะไรหรอก มันทำไม่ได้อยู่แล้ว เขียนเข้ามาซี เวบมาสเตอร์เขาจะได้ล็อคเอา เขียนมาแบบนี้ ก็ยังไม่รู้ลูกผีลูกคน อะอะอะฮ่า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Sat Oct 03, 2009 1:07 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

يعطي بالسوية ولم أجعلها دولة بين الاغنياء وألقيت المساحة(1)، وسويت بين المناكح(2) وأنفذت خمس الرسول كما أنزل الله عزوجل وفرضه(3) ورددت مسجد رسول الله صلى الله عليه وآله إلى ماكان عليه(4)، وسددت مافتح فيه من الابواب، وفتحت ماسد منه، وحرمت المسح على الخفين، وحددت على النبيذ(5) وأمرت باحلال المتعتين(6) وأمرت بالتكبير على الجنائز خمس تكبيرات(7) وألزمت الناس الجهر ببسم الله الرحمن الرحيم(8

ชีอะเขามีหลักฐานมากมายว่าอะลี ไม่ได้สั่งห้าม เรื่องมุตอะ แต่มีการปลอมฮะดีษขึ้นมาภายหลัง เพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งคอลีฟะฮ์อุมัร ปัญหาขัดแย้งจะได้จบๆ ชีอะเขามีหลักฐานอ้างอิงไปถึงคุตบะของอิมามอะลี นักปราชญ์ภาษาพยายามตรวจสอบกันแล้วเท่าไหร่ เพื่อจะโต้แย้งว่า พวกชีอะปลอมขึ้นมาเอง แต่ทุกฝ่ายก็ยืนยันตรงกันว่า ใช่สำนวนที่เป็นเอกลักษณ์การเขียน การพูดของอะลีเอง แน่นอน

คุตบะนี้ยาวมากครับหลายหน้า ผมแปลไม่ไหว แปลไม่เก่งด้วย ศัพท์บางคำ ก็ไปไม่ไหว เลยเอาลิงค์วางไว้ให้อาจารย์หนุ่มๆแปลกันเอง และเก็บไว้เป็นข้อมูล นี่แหละความรู้เกี่ยวกับชีอะ
เฉพาะวรรคทีผมนนำมาวางข้างบนนะครับ จะเห็นว่า มีหลายหลักการที่ท่านอะลีอุทธรณ์ว่า เคยถูกบิดเบือน เบี่ยงเบนจากซุนนะนบี ในสมัยท่านอุมัรปกครอง แต่ท่านอะลีประสบปัญหายุ่งยาก และอุปสรรคมหาศาล จะปรับเปลี่ยนให้ย้อนกลับไปสู่แนวทางเดิม ยากเย็นมากเหลือเกิน เช่น เรื่องเงินคุมส์ เรื่องลูบรองเท้าหุ้มส้นในวุฎูอ์ เรื่องบทลงโทษคนดื่มนะบีซ(น้ำเมาชนิดหนึ่ง) เรื่องมุตอะ เรื่องตักบีร 5 ครั้งในนมาซมัยยิต และเรื่องอ่านบิสมิลลาฮ์ออกเสียงในนมาซ
ยังมีอีกมากครับ เชิญท่านผู้รู้ดู

http://www.islamkutuphanesi.com/arabic_arapca/arabiconline/al-kafi/al-kafi-8/10.html

เปิดดูเองนะครับ แต่ เฮ้อ หลักฐานปอมๆของพวกชีอะ นี่หว่า อย่าใครไปเชื่อ อิอิอิ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AntiRafidah
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 05/06/2009
ตอบ: 120


ตอบตอบ: Sat Oct 03, 2009 1:32 pm    ชื่อกระทู้: Re: เขาว่าอุละมาซุนนะลอกการบ้านชีอะฮ์มา มุตอะกับมิสยาร นะ ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

israya บันทึก:
อัสลามุอะลัยกุม

ทำไมมีฟัตวาจากอุละมาซุนนะ ให้นิกานอกระบบได้ละครับ มิสยาร ไง แล้วเราไปโจมตีการทำมุตอะของพวกชีอะ ไดงัย เพราะของเราก็มี

แถมของเราเอาเปรียบผู้หญิงมากกว่า

หลักการต่างๆเหมือนกันกับมุตอะเปี๊ยบ แบบเดียวกับอภิสิทธิ์ ลอกการบ้านทักษิน แต่เอาเปรียบผู้หญิงมากกว่า มุตอะเขามีกำหนดเวลา เพราะจ่ายมะฮัด หนเดียว ไม่มีเบี้ยเลี้ยง

ของเรา ไม่กำหนดเวลา เป็นเมียเราตลอด แต่จ่ายมะอัดหนเดียว ไม่มีเบี้ยเลี้ยงเหมืองกัง อิอิอิ
อย่าตอบนะว่า อันนี้เป็นฟัตวาแก้ปัญหาเฉพาะในอาณาจักรสาอุดิฯ เดี๋ยวโดง





อ้าว ทำเป็นลวงว่าเป็นมุสลิมเหมือนเรา ที่แท้ก็ใช้การตักกียะห์ซีฟัตมูนาฟิกเข้ามา

ตกลงนี่เป็นใครในหมู่ลูกศิษย์ของน้องโยบครับเนี่ย อุตสาห์สมัครเมลล์ใหม่เพื่อเข้ามาป่วนที่นี่เลยเหรอ? ขยันจัง



มีของมาฝาก...

ฟัตวาสะเทือนโลกจากรอฟิเดาะฮ์มุสลิมสามารถแปลงเพศได้!!!

http://www.antirafidah.com/board/viewtopic.php?t=90


รอฟิเฏาะชีอะห์ ระวังมุตอะไปมุตอะมา จะโดนผู้ชายด้วยกันเองนะครับ 555+ Very Happy
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Oct 03, 2009 3:43 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

israya บันทึก:
يعطي بالسوية ولم أجعلها دولة بين الاغنياء وألقيت المساحة(1)، وسويت بين المناكح(2) وأنفذت خمس الرسول كما أنزل الله عزوجل وفرضه(3) ورددت مسجد رسول الله صلى الله عليه وآله إلى ماكان عليه(4)، وسددت مافتح فيه من الابواب، وفتحت ماسد منه، وحرمت المسح على الخفين، وحددت على النبيذ(5) وأمرت باحلال المتعتين(6) وأمرت بالتكبير على الجنائز خمس تكبيرات(7) وألزمت الناس الجهر ببسم الله الرحمن الرحيم(8

ชีอะเขามีหลักฐานมากมายว่าอะลี ไม่ได้สั่งห้าม เรื่องมุตอะ แต่มีการปลอมฮะดีษขึ้นมาภายหลัง


เอ้า..แล้วกัน พอเป็นหลักฐานที่เป็นรายงานของนักวิชาการของอะฮลุสสุนนะฮ ระบุว่า อิหม่ามอาลี รายงานว่า นบี Solallah ได้ห้ามนิกะห์มุตอะฮ(การสมสู่ชั่วคราว) ก็กลับบอกว่า ปลอมเสียดื้อๆ แต่พอเรื่อง การละหมาดกอดอก กลับแอบเอาการวิจารณ์หะดิษของนักวิชาการอะฮลุสสุนนะฮมาอ้างแบบข้างๆคูๆเสียเพลิน
..แล้วข้างบนนั้นอะไรนะ เป็นรายงานของใครหรือ ช่วยยกมาให้ชัดๆหน่อยซิครับท่าน เออ..แล้วบังอัยยูบจะแก้ตัวอย่างไรล่ะ..เรื่องแปลงเพศน่ะ หรือว่า มุตอะฮกับผู้ชายนะยะ ได้ เฮ้อ ..

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ปัญหาศาสนา ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า 1, 2, 3 ... 27, 28, 29  ถัดไป
หน้า 1 จากทั้งหมด 29

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.11 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004