ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - การแบ่งเตาฮีดออกเป็น อุลูฮียะฮฺและรุบูบียะฮฺนั้นเป็นบิดอะฮฺ?
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
การแบ่งเตาฮีดออกเป็น อุลูฮียะฮฺและรุบูบียะฮฺนั้นเป็นบิดอะฮฺ?
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, ... 28, 29, 30  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
al-farook
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/08/2005
ตอบ: 297
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Wed Aug 24, 2005 6:16 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

السلام عليكم ورحمة الله
ถึงคุณอิลยาส
การสนทนาของอัล-อัซฮะรีย์เพื่ออยู่ในเชิงวิชาการและเปรียบเทียบ ไม่ใช่สนทนาเพื่อให้รู้ผลว่าใครเป็น الفرقة الضالة คือกลุ่มที่หลง แม้เขาจะตั้งกระทู้ว่าการแบ่งเตาฮีดออกเป็น อุลูฮียะฮฺและรุบูบียะฮฺนั้นเป็นบิดอะฮฺหรือไม่ ? นั้นไม่จำเป็นต้องหลงเสมอไป เพราะสำหรับเรา บิดอะฮฺมีทั้งที่สอดคล้องกับหลักการและขัดกับหลักการ เรามีพี่น้องที่เรียกตัวเองว่า ซะละฟีย์ ก็เยอะที่เป็นมิตรสหาย เราไม่กล่าวหรอกว่าพวกเขาเป็นพวกที่หลง เราชาวอัล-อัซฮัรก็เรียนเรื่องอากิดะฮฺเปรียบเทียบ และฟิกห์เปรียบ มีการหักล้างความเห็นกันและกันของแต่ละฝ่าย ผลที่ได้จากการเปรียบเทียบ ก็คือไม่ยึดติดว่าแนวคิดของตัวเองถูกเพียงอย่างเดียว และการเปรียบเทียบก็ไม่เคยสรุปเลยว่ากลุ่มนั้นผิดและหลง ผมขอให้การสนทนาอย่างพี่น้องกันในกระทู้นี้คงอยู่เพื่อจะได้นำเสนอและน้อมรับความเห็นซึ่งกันและกัน ระยะหลังๆ นี้ผมก็คงได้แค่ดูการสนทนาและเข้ามาออกความเห็นบ้างเล็กๆ น้อยๆ ระยะแรกๆ ผมก็สนทนาในเวปสยามิค ส่วนอัล-อัซฮะรีย์ก็ไปเวปอิสลามิกโฮมเพจ ระยะหลังๆ ผมไม่ค่อยมีเวลาเนื่องจากการเรียนและเวปสยามิคก็ไม่ค่อยมีคนมาสนทนาก็เลยไม่ได้เข้ามา แต่ก็จะเข้ามาดูห่างๆ ครับ และสิ่งที่คุณอะสันนำเสนอมานั้น มีหลักฐานที่น่าสนใจมากครับ คุณก็ต้องรอการสนทนาของอัล-อัซฮะรีย์นะครับ คงไม่เกินสัปดาห์หรือสองสัปดาห์ อินชาอัลเลาะฮฺ เขาก็คงจะมาสนทนาแลกเปลี่ยนทัศนะกับคุณครับ

_____________
นักศึกษาไคโร
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed Aug 24, 2005 7:19 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
คุณal-farook
ยินดีที่คุณเข้ามาร่วมสนทนาด้วย ผมเองก็มีน้องชายเป็นอดีตนักศีกษาอัล-อัซฮาร ชอบที่ชาวอัล-อัซอารมีใจเปิดกว้าง เรื่อง ของศาสนา หากยึดเอา อัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ มาเป็นบรรทัดฐาน เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริง ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มันไม่อยากหรอกครับที่จะพิสูจน์ว่า อะไรคือ อัลหัก อะไร คือ อัล-บาฏิล การแสวงหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่เพื่อเอาแพ้ เอาชนะกันกันหรอกครับ เพราะถ้าคิดเช่นนั้น ทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ ก็ แพ้กันทั้งคู่ในวันกิยามะฮ อัลลอฮ ประทานอัลอัลกุรอ่านลงมา เพื่อ แยกระหว่าง ถูก กับ ผิด อันนี้เราต้องยอมรับ แต่ไม่ได้หมายถึง เอาความถูก-ผิด มาใช้เป็นเครื่องมือ ประนามและทำลายกัน แต่ คนทีถูก ก็ควรขอบคุณอัลลอฮ ส่วนคนที่รู้ว่า ตนเองผิดพลาด ก็ควรยอมรับ ความผิดพลาดของตน แล้ว มาเอาที่มันถูกต้องเสีย เราทุกคน กำลังเดินทางไปหาอัลลอฮกันทั้งนั้น ครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
อิลยาส
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 20/04/2005
ตอบ: 279


ตอบตอบ: Wed Aug 24, 2005 10:48 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
ช่วงนี้ผมก้อไม่ว่าง้หมือนกันครับ..แต่อยากให้ทบทวนในเงื่อนไขของกะลิมะฮ์เตาหีดนะครับ.
เมื่อเราไม่สามารถปฎิเสธบาฎิล ไม่สามาราอิษบาตหักได้...มีประโยชน์อันใดครับ หากว่าใครนำเอาหัก กับ บาฎิลมาเสมอภาคกัน..นี่เปนแนวทางอิสลามหรอครับ...เรื่องนี้เป็นเรื่องวิชาการนะครับค่อยๆคุยกัน
"เมื่อความจริงมาความเท็จย่อมลาย" "และใครปรารถณาอื่นจากอิสลามมาเปนศาสนาของเขาอัลลอฮฺจะไม่ทรงรับจากเขาในการงานอย่างแน่นอน"

และหลักความเชื่อพื้นฐานในเรื่องสาเหตุการเสียศาสนา นั้นชัดเจน รวมทั้งเรื่อง วะลาอฺ บะรอฺ (หวังว่าทุกคนคงผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้วนะครับ)
หนึ่งในข้อนั้นคือ..การยอมรับเอาความเชื่อที่ไม่ใช่อิสลามว่าเหมือนกันความเชื่ออิสลาม
เช่น..ชีอะฮฺเปนอิสลามมัซฮํบหนึ่ง หรือ ซูฟี , มาตุรีดี , ค่อว่าริจ ก้อเหมือน อะกีดะฮฺสะละฟีย์ หรือกล่าวว่า อันไหนก้อได้เหมือนกัน..การพูดลักษณะเช่นนี้ ถือว่า เขาได้ตกศาสนาไปเสียแล้ว..(รายละเอียดว่าอีกที)

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Thu Aug 25, 2005 12:32 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
وأما الإمام الشافعي فقال : أجمع المسلمون على أن من استبان له سُنةٌ عن رسول الله صلى الله عليه وسلم لم يحِلّ له أن يدعها لقول أحد

อิหม่ามชาฟิอีได้กล่าวไว้ว่า" บรรดามุสลิมได้มีมติกันว่า ผู้ใดสุนนะฮจากท่านรอซูล ศอลฯ ได้ปรากฏชัดเจนแก่เขาแล้ว ก็ไม่อนุญาตให้เขาทิ้งอัสสุนนะฮเพื่อไปเอาคำพูดคนหนึ่งคนใด"
وقال أيضا : إذا وجدتم في كتابي خلاف سُنة رسول الله صلى الله عليه وسلم فقولوا بسنة رسول الله صلى الله عليه وسلم ودعوا ما قلت
และท่านอิหม่ามชาฟิอีได้กล่าวไว้อีกว่า" เมื่อพวกท่านพบในหนังสือของข้าพเจ้า ขัดแย้งกับสุนนะฮของท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอลฯ ดังนั้น พวกท่านจงปฏิบัติตาม สุนนะฮของท่านรซูลุ้ลลอฮ ศอลฯและจงทิ้งคำพูดของข้าพเจ้าเสีย"
وقال الإمام مالك : إنما أنا بشر أخطئ وأصيب ، فانظروا في رأيي فكلّ ما وافق الكتاب والسنة فخذوه ، وكل ما لم يوافق الكتاب والسنة فاتركوه
และอิหม่ามมาลิก กล่าวไว้ว่า" แท้จริงข้าพเจ้า มีผิด มีถูก ดังนั้นจงพิจารณา ในความเห็นของข้าพเจ้า แล้วทุกสิ่งที่สอดคล้องกับอัลกิตาบ และอัสสุนนะฮ จงยึดถือปฏิบัติ และทุกสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับอัลกิตาบและอัสสุนนะฮ พวกท่านจงทิ้งมันเสีย"
http://saaid.net/Doat/assuhaim/231.htm
คำพูดของนักวิชาการ(อุละมาอฺ)แห่งโลกอิสลามข้างต้น อยากจะให้เป็นข้อคิด แก่ พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย ได้เข้าใจ ว่า เลิกยึดติดกับนิกายกันได้แล้ว อิสลามไม่มีนิกายหรอกครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
al-farook
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 24/08/2005
ตอบ: 297
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Fri Aug 26, 2005 12:35 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ถึงคุณอะสัน
السلام عليكم ورحمة اللة وبركاته
การถือมัซฮับนั้น ไม่ใช่ว่าต้องยึดถือมัซฮับเดียวเสมอไป อนุญาติให้เอาความเห็นของมัซฮับอื่นก็ได้นะครับ แต่อย่าตัลเฟกเลือกตามอารมณ์ บรรดาคำพูดของบรรดาอิมามที่คุณนำเสนอมานั้น เขาพูดสนทนากับอุลามาอฺมัจญฺฮิด ที่สามารถวินิจฉัยได้ หากคนเอาวามทั่วไป ต่างวินิจฉัยกันเองก็จะวุ่นวาย การเกิดมัซฮับ ก็เนื่องมาจากการวินิจฉัยที่มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องของข้อปลีกย่อย ไม่ใช่เรื่องหลัก ทุกมัซฮับเขาบอกว่า วายิบต้องอาบน้ำละหมาด นี้เป็นเรื่องหลัก แต่ขัดแย้งกันในเรื่องข้อปลีกย่อย เสียน้ำละหมาดแบบใหน และแบบใดเป็นสุนัต เป็นต้น หากบินบาซฺมีความเห็นอย่างนี้ ส่วนชัยคฺอุษัยมีนมีความคิดเห็นอีกอย่างหนึ่ง แล้วคุณจะเลือกความเห็นใหนดี ? มันเป็นไม่ได้หรอกที่คนเราจะมีความเห็นที่ตรงกันอยู่เสมอ หากอุลามาอฺซาอุดี้ทั้งหมดรวมตัวกันวินิจฉัยใหม่จากตัวบทโดยที่มีความเห็นสอดคล้องกันทั้งหมดนั้น เป็นได้ใหม ? และแน่ใจใหมว่าสิ่งที่วินิจฉัยกันใหม่ถูกไปทั้งหมด
ผมถือมัซฮับชาฟิอีย์เป็นหลัก และตามมัซฮับอื่นในกรณีที่มีความจำเป็นและมีตัวบทมายืนยัน อย่าว่าแต่ผมเลยที่ตามมัซฮับ
อิมามอิบนุหะญัร อัลอัสเกาะลานีย์ อะมีรุลมุอฺมินีน ของฮะดิษ เจ้าของหนังสือฟัตหุลบารีย์ ซึ่งอธิบายหนังสือศอฮี๊หฺบุคอรีย์ ยังตามมัซฮับชาฟิอีย์ อากิดะฮฺอัลอัชอารีย์
อิมามนะวาวีย์ ผู้อถาธิบายซอฮี๊หฺมุสลิม ยังตามมัซฮับชาฟิอีย์ อากิดะฮฺอัลอัชอะรีย์
อิมามซะยูฏีย์ เจ้าของหนังสือ ฮะดิษญุมอุลญะวาเมี๊ยะอฺ ยังตามมัซฮับชาฟิอีย์ อากิดะฮฺอัลอัชอะรีย์
ผมสงสัยว่าอุลามาอฺผู้ทรงเกียตริเหล่านี้ คงไม่เข้าใจสิ่งที่คุณนำมาเสนอกระมัง ? ถึงต้องตามมัซฮับ ส่วนผมก็คนโง่ ๆ ที่มีความรู้เท่าเศษธุลีของอุลามาอฺเหล่านี้เท่านั้นเอง
ผมเป็นคนมีความน้อยนะครับ จึงต้องตามมัซฮับ ได้ละหมาดญะมาอะฮฺ อ่านอัลกุรอานสัปดาห์ละจบ ถือศีลอดวันเว้นวัน ก็อัลฮัมดุลิลลาห์แล้วล่ะครับ จะไปเรียกร้องอะไรมากมายครับ

_________________
นักศึกษาอะฮ์ลิสซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์
www.sunnahstudent.com
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์
al-azhary
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 14/06/2005
ตอบ: 573
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Fri Aug 26, 2005 1:33 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته
อาจารณ์ฟารูค คือนี้คืนวันศุกร์ เป็นวันหยุด ซึ่งนานครั้งจะได้มาพร้อมกันสักที เรื่องมัซฮับนั้น อาจารณ์น่าจะนำเสนอข้อมูลในวิชา تاريخ التشريع ผมว่าคนอื่น ๆ คงจะเข้าใจเรื่องมัซฮับมากกว่านี้ กรุณาอย่าโยนมาให้ผมอีกล่ะครับ แฮะ ๆ เวลาไม่ค่อยมี และกระทู้นี้ก็เป็นกระทู้เรื่องการแบ่งเตาฮีด ผมว่าไม่น่าจะเอาเรื่องมัซฮับมาสนทนาเป็นเรื่องหลัก เดี๋ยวจะเสียประเด็น เรื่องอิบาดะฮฺที่อาจารณ์ทำอยู่นั้น ผมก็ไม่ยอมแพ้นะครับ แต่ท่องจำอัลกุรอานคงสู้อาจารณ์ไม่ได้อะครับ
ถึงคุณอะสัน คืนวันศุกร์วันหยุด อาจารย์ฟารูคเขาไปชวนผมมา ตอบกระทู้ ในเชิงวิชาการกับคุณนะครับ หวังว่าเราและท่านผู้อ่านจะได้วิชาความรู้มากยิ่งขึ้นนะครับ อิงชาอัลเลาะฮฺ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ Yahoo
al-azhary
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 14/06/2005
ตอบ: 573
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Fri Aug 26, 2005 2:35 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

السلام عليكم ورحمة الله
คุณอะสันกล่าวว่าการแบ่งแยะเตาฮีดออกเป็นสามประการนั้น ก็เหมือนกับการแบ่งแยกในเรื่องการ โองการมะดะนีย์และมักกียะฮฺ หรือมีบางท่านกล่าวว่า เหมือนกับการแบ่งแยกในเรื่องของ ภาษาอาหรับแบ่งออกเป็น สามประเภท คือ นาม กริยา และอักษร ซึ่งความจริงแล้ว การแบ่งแยกดังกล่าวนี้ เป็นการแบ่งแยกแบบ إستقرائى โดยผ่านการตรวจสอบจากนักวิชาการเพื่อให้นักศึกษาแสวงหาวิชาความรู้ สามารถเข้าใจบทเรียนมากยิ่งขึ้น แต่การแบ่งเตาฮีดออกเป็นสามประเภทนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานอันถูกต้องจากตัวบทที่ไม่ค้านกันเองและเป็นการแบ่งในเชิงที่ต้องเอี๊ยะติก๊อตเชื่อมั่น และข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นเช่นนั้นหรือไม่ ?
การแบ่งแยกเตาฮีด ออกเป็นเตาฮีดรุบูบียะฮฺ และเตาฮีดอุลูฮียะฮฺนั้น ไม่เป็นที่เป็นรู้จักกันมาก่อนในยุคสลัฟ จนกระทั้งถึงศตวรรษที่ 7 ชัยคฺอิบนุตัยมียะฮฺได้ทำการแบ่งมันขึ้นมา โดยที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮฺ ศ๊อลลัลเลาะฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่เคยกล่าวกับคนหนึ่งคนใดที่จะเข้าอิสลามว่า อิสลามนั้นมีสองเตาฮีดคือ เตาฮีดฮีดรุบูบียะฮฺ และเตาฮีดอุลูฮียะฮฺ และท่านจะไม่เป็นมุสลิมจนกระทั้งท่านต้องมีเตาฮีตอุลูฮียะฮฺ ซึ่งท่านนบี ศ๊อลลัลเลาะฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่เคยบอกดังกล่าวสักคำเดียว และไม่เป็นที่ได้ยินจากชนสลัฟสักคนที่กล่าวอย่างนั้น หากการแบ่งเตาฮีดดังกล่าวเป็นสิ่งที่สำคัญที่มุสลิมทุกคนต้องรู้นั้น มีหรือที่ท่านนบี ศ๊อลลัลเลาะฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม จะนิ่งดูดายจากเรื่องสำคัญนี้ และบรรดาศอฮาบะฮฺ ตาบิอีน ตาบิอิตตาบิอีน จนถึง 6 ศตวรรษก็เช่นกัน แม้กระทั้งศตวรรษที่ 7 เองอุลามาอฺส่วนมากก็ไม่ได้แบ่งเตาฮีดอย่างเช่นดังกล่าว ?
คุณอะสันกล่าวว่า
พวกมุชริกีนเหล่านั้นยอมรับว่าอัลลอฮฺเป็นผู้สร้างพวกเขาขึ้นมา คือยอมรับความเป็นเอกภาพแห่งการเป็นพระเจ้า แต่พวกเขาปฏิเสธความเป็นเอกภาพแห่งการทำอิบาดะฮฺ คือพวกเขา ไปทำอิบาดะฮฺกับสิ่งอื่นที่มิใช่อัลลอฮฺ ทำไมพวกเขาจึงหันเหออกจากความจริงเล่า
وَالَّذِينَ اتَّخَذُوا مِن دُونِهِ أَوْلِيَاء مَا نَعْبُدُهُمْ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَا إِلَى اللَّهِ زُلْفَى
ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ (อัซซุมัร 3 )
ตอบ
หากอายะฮฺดังกล่าวยืนยันในสิ่งที่พวกมุชริกีนกล่าวยอมรับอย่างนั้นก็ตาม แต่คุณอย่าลืมซิครับว่าอัลกุรอานทรงตรัสท้ายโองการว่าดังกล่าวว่า " แท้จริงอัลเลาะฮฺไม่ทรงชี้นำแก่ผู้ที่มุสา อีกทั้งไร้ศรัทธา " อัซซุมัร 3 ดังนั้นการที่พวกมุชริกีนกล่าวว่า เรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮฺนั้นเป็นความมุสาและเป็นกุฟุรของพวกเขา ฉะนั้นในโองการนี้ ชี้ให้เห็นว่าพวกมุชริกีนนั้น ได้เคารพภักดีอื่นจากอัลเลาะฮฺ โดยที่พวกเขาได้อ้างการทำนมัสการของพวกเขาต่อบรรดาเจว็ดนั้นเพื่อสร้างความใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮฺ ดังนั้น การภักดีสิ่งอื่นจากอัลเลาะฮฺ และการภักดีสิ่งอื่นจากอัลเลาะฮฺเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับพระองค์ของพวกมุชริกีนนั้น เป็นสิ่งที่อัลเลาะฮฺยืนยันว่าพวกเขามุสาและกุฟุร
ฉะนั้นข้อเท็จจริงแล้ว เตาฮีดรุบูบียะฮฺและอุลูฮียะฮฺนั้นย่อมเกี่ยวพันธ์ไม่แบ่งแยกออกจากกัน อัลเลาะฮฺทรงตรัสว่า
رب السموات والأرض وما بينهما واصطبر لعبادته ، هل تعلم له سميا
ความว่า " (ربّ ) ทรงเป็นองค์อภิบาลแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน รวมทั้งสรรพสิ่งระหว่างทั้งสอง ดังนั้นเจ้าจงอิบาดะฮฺนมัสการ (ربّ ) พระองค์ และจงอดทนเพื่อการนมัสการพระองค์เถิด เจ้ารู้ว่ามีคู่เทียบเทียมพระองค์กระนั้นหรือ ? "มัรยัม 65 อัลเลาะฮฺทรงให้เราทำอิบาดะฮฺต่อการเป็น รุบูบียะฮฺ ของพระองค์ ซึ่งเป็นอิบาดะฮฺต่อพระองค์เพียงองค์เดียวโดยไม่มีภาคีใดๆต่อพระองค์
คุณลองพิจารณาคำกล่าวของนบียูซุฟ อะลัยฮิสลาม เมื่อท่านนบียูซุฟ อะลัยฮิสลามได้กล่าวแก่เพื่อนชาวคุกทั้งสองของท่าน โดยท่านได้เรียกร้องทั้งสองไปสู่เตาฮีดว่า
أأرباب متفرقون خير أم الله الواحد القهار
ความว่า "บรรดาพระเจ้าต่าง ๆ ที่แยกย่อยนั้นดีกว่าหรือว่าอัลเลาะฮฺองค์เดียวที่ทรงอำนาจที่สุดจะดีกว่า " ยูซุฟ 39
จากอายะฮฺดังกล่าวนั้น ท่านนบียูซุฟ อะลัยฮิสลาม ได้เรียกร้องพวกเขาไปสู่เตาฮีดรุบูบียะฮฺเพียงอย่างเดียว โดยไม่เรียกร้องไปสู่เตาฮีดอุลูฮียะฮฺใช่ไหม ? หรือไม่มีการเรียกว่าเตาฮีดรุบูบียะฮฺ และเตาฮีดอุลูฮียะฮฺตามทัศนะของนบียูซุฟ อะลัยอิสลาม ??
อัลเลาะฮฺทรงตรัสอีกว่า
وهم يكفرون بالرحمن ، قل هو ربى
ความว่า "และพวกเขาปฏิเสธ อัรเราะหฺมาน เจ้าจงกล่าวเถิดว่า พระองค์คือربى เจ้าผู้อภิบาลของฉัน " เราสังเกตุว่าโองการนี้ พวกมุชริกีนไม่เอาอัลเลาะฮฺมาเป็น رب เจ้าผู้อภิบาล ดังนั้นการที่เรากล่าวว่าพระองค์คือ ربى ก็มีความหมายเดียวกับ إلهى ซึ่งหมายความว่าพระเจ้า
อ้างอิงจากคุณอะสัน
توحيد الألوهية (เอกภาพในการเคารพภักดี) หมายถึง การศรัทธาว่าอัลลอฮ องค์เดียวเท่านั้น คือ ผู้ที่เป็นพระเจ้าที่ต้องเคารพภักดี
ตอบ
เราไม่ขอแบ่งแยกในการเคารพภักดีอัลเลาะฮฺเพียงองค์เดียว ว่าเป็นอุลูฮียะฮฺและรุบูบียะฮฺ เนื่องจากอัลเลาะฮฺได้ใช้ให้เราเคารพภักดีกับพระองค์เพียงองค์เดียวในความเป็นรุบูบียะฮฺของพระองค์เช่นกัน ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า อัลเลาะฮฺทรงตรัสว่า
رب السموات والأرض وما بينهما واصطبر لعبادته ، هل تعلم له سميا
ความว่า " (ربّ ) ทรงเป็นองค์อภิบาลแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน รวมทั้งสรรพสิ่งระหว่างทั้งสอง ดังนั้นเจ้าจงนมัสการ (ربّ ) พระองค์ และจงอดทนเพื่อการนมัสการพระองค์เถิด เจ้ารู้ว่ามีคู่เทียบเทียมพระองค์กระนั้นหรือ ? "มัรยัม 65 อัลเลาะฮฺทรงให้เราทำอิบาดะฮฺต่อการเป็น รุบูบียะฮฺ ของพระองค์ ซึ่งเป็นอิบาดะฮฺต่อพระองค์เพียงองค์เดียวโดยไม่มีภาคีใดๆต่อพระองค์
คุณลองพิจารณาคำตรัสของอัลเลาะฮฺในอายะฮฺที่ให้คำมั่นสัญญาต่อพวกมนุษย์ว่า
ألست بربكم ، قالوا بلى شهدنا
ความว่า " (พระองค์ทรงตรัสแก่พวกเขาในโลกวิญญานว่า) ข้าฯ ไม่ใช่เป็นผู้อภิบาลของพวกเจ้าดอกหรือ ? พวกเขากล่าวว่า หามิได้ เราขอปฏิญาน (ว่าพระองค์คือผู้อภิบาลของเรา) " อัลอะรอฟ 172 หากการยอมรับ เตาฮีดรุบูบียะฮฺเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับมุมิน โดยที่พวกมุชริกีนต่างก็มีเตาฮีดรุบูบียะฮฺตามที่พวกท่านอ้าง การทวงคำสัญญาจากพวกมุชริกีนไม่วันกิยามะฮฺก็คงไม่เป็นผลใด ๆ เนื่องจากพวกมุชริกีนก็มีเตาฮีดรุบูบียะฮฺกันอยู่แล้วตามที่พวกท่านกล่าวอ้าง และพวกมุชริกีนก็คงไม่กล่าวกันแล้วกับคำว่า " แท้จริง เราได้ละเลยต่อสิ่งนี้ " (คือการยอมรับในการเป็น بربكم เจ้าผู้อภิบาลของพระองค์ " อัลอะรอฟ 172 หรือว่าในวันกิยามะฮฺนั้น อัลเลาะฮฺต้องเปลี่ยนสำนวนการทวงสัญญาด้วยเตาฮีดอุลูฮียะฮฺในการแสดงตัวเป็นมุอฺมิน เพราะเตาฮีดรุบูบียะฮฺนั้นยังไม่พอ ? ดังนั้นเตาฮีดรุบูบียอะฮฺและเตาฮีดอุลูฮียะฮฺจึงเป็นสิ่งที่เป็นอันเดียวกันและมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันโดยไม่มีการแบ่งแยก
หากท่านพิจารณาจากซุนนะฮฺ ท่านจะพบว่า มุงกัรและนากีรนั้น ได้ถามคนตายในกุโบร ว่า من ربك ؟ ไม่ใช่ถามว่า من إلهك ؟ ดังนั้น การถามคนตายในกุโบรว่า من ربك ؟ ใครคือพระเจ้าของท่าน ซึ่งเป็นการถามเพื่อยืนยันถึงการความเป็น รุบูบียะฮฺ ของพระองค์ ก็เป็นการเพียงพอในการตอบและยอมรับ หากคุณบอกว่า อิลาฮฺ กับ ร๊อบ ตรงนี้นั้นมีความหมายเดียว กันย่อมชี้ให้เห็นว่า คำว่าร๊อบและอิลาหฺ ก็มีความสัมพันธ์กันและกันโดยไม่ได้แบ่งแยก ดังนั้นคำว่า อิลาหฺ จึงไม่แย่งแยกว่าเป็นรุบูบียะฮฺ หรืออุลูฮียะฮฺ ด้วยการยืนยันความหมายจากบรรดาอายะฮฺต่อไปนี้
وإذ قال إبراهيم لأبيه آزر أتتخذ أصناما آلهة إني أراك وقومك في ضلال مبين (74) وكذلك نري إبراهيم ملكوت السماوات والأرض وليكون من الموقنين (75) فلما جن عليه الليل رأى كوكبا قال هذا ربي فلما أفل قال لا أحب الآفلين (76) فلما رأى القمر بازغا قال هذا ربي فلما أفل قال لئن لم يهدني ربي لأكونن من القوم الضالين (77) فلما رأى الشمس بازغة قال هذا ربي هذا أكبر فلما أفلت قال يا قوم إني بريء مما تشركون (78) إني وجهت وجهي للذي فطر السماوات والأرض حنيفا وما أنا من المشركين (79) وحاجه قومه قال أتحاجوني في الله وقد هداني ولا أخاف ما تشركون به إلا أن يشاء ربي شيئا وسع ربي كل شيء علما أفلا تتذكرون (80) وكيف أخاف ما أشركتم ولا تخافون أنكم أشركتم بالله ما لم ينزل به عليكم سلطانا فأي الفريقين أحق بالأمن إن كنتم تعلمون (81
74. และจงรำลึกขณะที่อิบรอฮีมได้กล่าวแก่บิดาของเขา คืออาซัรว่า ท่านจะยึดถือเอาบรรดาเจว็ดเป็นที่เคารพสักการะกระนั้นหรือ?แท้จริงฉันเห็นว่าท่านและกลุ่มชนของท่านนั้นอยู่ในความหลงผิดอันชัดแจ้ง
75. และในทำนองนั้นแหละ เราจะให้อิบรอฮีมเห็นอำนาจอันยิ่งใหญ่(*1*)ในบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินและเพื่อเขาจะได้เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้เชื่อมั่นทั้งหลาย
76. ครั้นเมื่อกลางคืนปกคลุมเขา เขาได้เห็นดาวดวงหนึ่ง เขากล่าวว่า นี้คือพระเจ้าของฉัน แต่เมื่อมันลับไป เขาก็กล่าวว่า ฉันไม่ชอบบรรดาสิ่งที่ลับไป
77. ครั้นเมื่อเขาเห็นดวงจันทร์กำลังขึ้นเขาก็กล่าวว่านี้คือพระเจ้าของฉัน แต่เมื่อมันลับไป เขาก็กล่าวว่านี้คือพระเจ้าของฉัน แต่เมื่อมันลับไป เขาก็กล่าวว่า ถ้าพระเจ้าของฉันมิได้ทรงแนะนำฉันแล้ว แน่นอนฉันก็จะกลายเป็นคนหนึ่งในกลุ่มชนที่หลงผิด
ولقد آتينا إبراهيم رشده من قبل وكنا به عالمين (51) إذ قال لأبيه وقومه ما هذه التماثيل التي أنتم لها عاكفون (52) قالوا وجدنا آباءنا لها عابدين (53) قال لقد كنتم أنتم وآباؤكم في ضلال مبين (54) قالوا أجئتنا بالحق أم أنت من اللاعبين (55) قال بل ربكم رب السماوات والأرض الذي فطرهن وأنا على ذلكم من الشاهدين (56
51. และโดยแน่นอน เราได้ให้ความเฉลียวฉลาดแก่อิบรอฮีม(*1*) แต่ครั้งก่อน(*2*) โดยที่เรารู้จักเขาดี
52. ขณะที่เขากล่าวแก่บิดาของเขาและกลุ่มชนของเขาว่า “รูปปั้นอะไรกันนี่ที่พวกท่านเฝ้าบูชากัน(*1*)”
53. พวกเขากล่าวว่า “เราได้พบเห็นบรรพบุรุษของเรา เป็นผู้สักการะบูชามันก่อน”
54. เขากล่าวว่า “โดยแน่นอน พวกท่านและบรรพบุรุษของพวกท่าน อยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง”
55. พวกเขากล่าวว่า “ท่านได้นำความจริงมาเสนอแก่เรา หรือท่านเป็นแต่เพียงคนหนึ่งในพวกล้อเล่น”(*1*)
56. เขากล่าวว่า “แต่ที่แท้จริงพระเจ้าของพวกท่าน(*1*) คือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ซึ่งพระองค์ทรงเนรมิตมัน(*2*) และฉันเป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้เป็นพยานต่อการณ์นี้
(1) ที่สมควรแก่การเคารพอิบาดะฮ์ (2) มิใช่รูปปั้นหรือเจว็ดเหล่านี้
وقال فرعون يا أيها الملأ ما علمت لكم من إله غيري فأوقد لي يا هامان على الطين فاجعل لي صرحا لعلي أطلع إلى إله موسى وإني لأظنه من الكاذبين (38
38. และฟิรเอานกล่าวว่า “โอ้ปวงบริพารเอ๋ย! ฉันไม่เคยรู้จักพระเจ้าอื่นใดของพวกท่านนอกจากฉัน(*1*)โอ้ฮามานเอ๋ย ! จงเผาดินให้ฉันด้วยแล้วสร้างโครงสูงระฟ้า เพื่อที่ฉันจะได้ขึ้นไปดูพระเจ้าของมูซา(*2*)และแท้จริงฉันคิดว่า เขานั้นอยู่ในหมู่ผู้กล่าวเท็จ”(*3*)

อ้างอิงจาก
และหลักฐานที่เกี่ยวกับเตาฮีดอุลูฮียะฮ เช่น
إِيَّاكَ نَعْبُدُ وإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ [الفاتحة:5]،
กับพระองค์เท่านั้น เราเคารพภักดี และกับพระองค์เท่านั้น เราขอความช่วยเหลือ - อัลฟาติหะฮ/5
ตอบ
จากอายะฮฺนี้ มีศอฮาบะฮฺและบรรดาอุลามาอฺตัฟซีรท่านใดหรือครับ ที่อธิบายว่ามันชี้ถึงประเภทเตาฮีดอุลูฮียะฮฺ ทั้งที่การอิบาดะฮฺภักดีนั้น รวมไปถึงอุลูฮียะฮฺและรุบูบียะฮฺด้วย อัลเลาะฮฺทรงตรัสว่า
رب السموات والأرض وما بينهما واصطبر لعبادته ، هل تعلم له سميا
ความว่า " (ربّ ) ทรงเป็นองค์อภิบาลแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน รวมทั้งสรรพสิ่งระหว่างทั้งสอง ดังนั้นเจ้าจงนมัสการ (ربّ ) พระองค์ และจงอดทนเพื่อการนมัสการพระองค์เถิด เจ้ารู้ว่ามีคู่เทียบเทียมพระองค์กระนั้นหรือ ? "มัรยัม 65 อัลเลาะฮฺทรงให้เราทำอิบาดะฮฺต่อการเป็น รุบูบียะฮฺ ของพระองค์ ซึ่งเป็นอิบาดะฮฺต่อพระองค์เพียงองค์เดียวโดยไม่มีภาคีใดๆต่อพระองค์ด้วยเช่นกัน
ถึงคุณอิลยาส
อ้างอิงจากคุณอิลยาส
หนึ่งในข้อนั้นคือ..การยอมรับเอาความเชื่อที่ไม่ใช่อิสลามว่าเหมือนกันความเชื่ออิสลาม
เช่น..ชีอะฮฺเปนอิสลามมัซฮํบหนึ่ง หรือ ซูฟี , มาตุรีดี , ค่อว่าริจ ก้อเหมือน อะกีดะฮฺสะละฟีย์ หรือกล่าวว่า อันไหนก้อได้เหมือนกัน..การพูดลักษณะเช่นนี้ ถือว่า เขาได้ตกศาสนาไปเสียแล้ว..(รายละเอียดว่าอีกที)
ตอบ
คุณเชื่ออย่างนั้นจริง ๆ หรือครับ ? แต่ผมก็ขอขอบคุณ ที่ยังรักษาน้ำใจที่ไม่กล่าวยกตัวอย่าง อะชาอิเราะฮฺ และผมขอยืนยันว่าอะชาอิเราะฮฺคือซะลัฟครับ ผมกล่าวอย่างนี้ไม่รู้ว่าจะตกศาสนาตามทัศนะของคุณหรือเปล่าซินะ วัลอิยาซุบิลลาหฺ แต่สำหรับผม ผมขอไม่กล่าวว่า สิ่งต่าง ๆ ที่คุณเชื่อว่าเป็นอะกิดะฮฺสะลัฟแต่เผอิญว่ามันไม่ใช่เป็นอากิดะฮฺของซะลัฟจริง เป็นเรื่องที่ตกศาสนาไปเสียแล้ว เพราะมันแรงไปครับ แต่ผมกลัวว่าสิ่งที่คุณเชื่อมันจะกลับไปหาตัวคุณเองครับ ก็ขอจากอัลเลาะฮฺให้ผมและคุณอะสันและคุณอิสยาสพ้นจากสิ่งดังกล่าวด้วยเถิด
และคำถามที่พวกคุณถามว่า อิมามชาฟิอีย์ ร่อฏิยัลลอฮุอันฮฺ เรียนอะกิดะฮฺอะชาอิเราะฮฺหรือไม่นั้น ? ผมขอตอบว่า คำว่าอะชาอิเราะฮฺนั้น เป็นชื่อของมัซฮับหนึ่ง ซึ่งเหมือนกับมัซฮับฟิกหฺ อิมามอบูหะซัน อัลอัชอะรีย์นั้น เกิดหลังอิมามชาฟิอีย์ คงไม่มีใครตอบหรอกครับว่าอิมามชาฟิอีย์เรียนอะกิดะฮฺอะชาอิเราะฮฺ แต่ผมขอตอบว่าอะชาอิเราะฮฺนั้นมีอะกิดะฮฺเดียวกับอิมามชาฟิอีย์
เกี่ยวกับอากิดะฮฺอะชาอิเราะฮฺเนี่ย ผมได้มีโอกาสอ่านแบบเฉี่ยว ๆ เกี่ยวกับหนังสือของ ดร. ซะฟัร อัลหะวาลีย์ อัสซะละฟีย์ ซึ่งท่านได้แต่งเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ซึ่งวิจารณ์เกี่ยวกับอะกีดะฮฺอะชาอิเราะฮฺ ท่านกล่าวในตอนหนึ่งว่า " อิมาม อบู อัลอับบาส บิน สุรัยจ์ ผู้มีฉายาว่า ชาฟิอีย์ที่สอง โดยที่เขาอยู่ในสมัยเดียวกับอิมาม อัล-อัชอะรีย์ เขากล่าวว่า "เราไม่กล่าว ด้วยการตีความ(ตะวีล)แบบมั๊ยะตะซีละฮฺ อัลอัชอะรียะฮฺ อัลญะฮฺมียะฮฺ อัลมุลหิดะฮฺ อัลมุญัสซิมะฮฺ อัลมุชับบิฮะฮฺ อัลกะรอมียะฮฺ และอัลมุกัยยิฟะฮฺ แต่เราจะยอมรับมัน โดยปราศจากการตีความ และเราจะศรัทธากับมัน โดยไม่ทำให้เหมือน(กับสิ่งอื่น) " ดู นักดฺ มันฮัจญฺ อัลอะชาอิเราะฮฺ ฟี อัลอะกีดะฮฺ ดู http://saaid.net/Warathah/safar/k.htm
ผมขอวิจารณ์คำอ้างของ ดร. ดร. ซะฟัร อัลหะวาลีย์ อัสซะละฟีย์ สักนิดว่า ท่าน ดร. ยกมาอ้างอิงวิจารณ์อาชาอิเราะฮฺจากคำกล่าวของ ท่านอิบนิสุรัยจ์ได้อย่างไร ? ในเมื่อท่านอิบนิสุรัยจฺเสียชีวิต ปี 306 ฮ.ศ. อิมามอัชอะรีย์เกิดปี 270 ฮ.ศ. ขณะนั้นท่านอิมามอัลอัชอะรีย์อายุ36 ปีเลย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าอิมามอัลอัชอะรีย์อยู่ในแนวทางมั๊วะตะซิละฮฺตั้ง 40 ปี แล้วมัซฮับหรือแนวทางของอะชาอิเราะฮฺเกิดขึ้นหลังจากที่ท่าน อิบนุสุรัยจฺเสียแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ อิมามอิบนุสุรัยจ์ จะกล่าวได้อย่างไรว่า ตีความแบบอัลอัชอะรียะฮฺ !! ผมก็คิดเหมือนกันครับว่า จะตั้งกระทู้ไหม่เกี่ยวกับการกล่าวหาของดร.ดร. ซะฟัร อัลหะวาลีย์ ที่มีต่ออัลอะชาอิเราะฮฺ เพราะน่าจะบะหัษ สนทนากันได้หลายประเด็นเลยทีเดียว หากคุณอะสันตกลงที่จะร่วมสนทนากับเกี่ยวผมเกี่ยวกับการวิจารณ์แนวทางอะชาอะเราะฮฺของ ดร. ซะฟัรอัลหะวาลีย์ ล่ะก็ผมจะยินดีมากๆเลยครับ เพราะว่าจะทำให้คนอื่นเข้าใจผิดอะชาอิเราะฮฺมากขึ้นไปอีก
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ Yahoo
al-azhary
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 14/06/2005
ตอบ: 573
ที่อยู่: อียิปต์

ตอบตอบ: Sat Aug 27, 2005 2:10 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อ้างอิงจากคุณอิสยาส
และหลักความเชื่อพื้นฐานในเรื่องสาเหตุการเสียศาสนา นั้นชัดเจน รวมทั้งเรื่อง วะลาอฺ บะรอฺ (หวังว่าทุกคนคงผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้วนะครับ)
หนึ่งในข้อนั้นคือ..การยอมรับเอาความเชื่อที่ไม่ใช่อิสลามว่าเหมือนกันความเชื่ออิสลาม
เช่น..ชีอะฮฺเปนอิสลามมัซฮํบหนึ่ง หรือ ซูฟี , มาตุรีดี , ค่อว่าริจ ก้อเหมือน อะกีดะฮฺสะละฟีย์ หรือกล่าวว่า อันไหนก้อได้เหมือนกัน..การพูดลักษณะเช่นนี้ ถือว่า เขาได้ตกศาสนาไปเสียแล้ว..(รายละเอียดว่าอีกที)

ตอบ
เข้ามาแล้ว ก็สนทนาทักทายกันสักนิดครับ ยังไงๆ เรื่องการแบ่งเตาฮีดนั้น ผมขอคำชี้แนะคุณอะสันด้วยนะครับ จากคำเสนอของคุณอิลยาสนั้น มะตุริดี ก็ไม่เว้นเลยหรือครับ แล้วซูฟีล่ะครับ เหมาหมดเลยหรือเปล่า ? อิมามฆอซะลีย์ อิมามซายูฏีย์ ก็เป็นซูฟีย์ นะครับ พูดลักษณะสิ่งที่ไม่ใช่สลัฟแล้วบอกว่าเป็นสลัฟนั้น เขาได้ตกศาสนาไปเสียแล้วหรือครับ ? แล้วการแบ่งเตาฮีดเป็นรุบูบียะฮฺและอุลูฮียะฮฺนั้น เป็นแบบสลัฟใหมครับ ? ถ้าเป็นก็โปรดสนทนาชี้แจงต่อครับ ? ถ้าไม่เป็นแบบสลัฟแล้วบอกว่าเป็นอากิดะฮฺสลัฟ แล้วจะตกศาสนากันใหมครับ ? หากชัยคฺอิบนุตัยมียะฮฺบอกว่านี้เป็นแนวทางของสลัฟ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่แนวทางของสลัฟ แล้วท่านชัยคฺอิบนุตัยมียะฮฺจะตกศาสนาใหมครับ ? (รายละเอียดว่าอีกที) จะฮุกุ่มแนวทางใดก็ต้องใจเย็นๆ ทำใจให้กว้าง นำเสนอกันด้วยหลักฐานและเหตุผล แม้ว่าผมเคยสนทนากับชีอะฮฺในเรื่องเป็นกาเฟรหรือไม่ ?นั้น ผมก็สนทนาด้วยหลักฐานจริงๆ ไม่ใช่กล่าวหาครับ
คุณอะสันครับ สิ่งที่คุณนำเสนอจากคำกล่าวของอิมามชาฟิอีย์และอิมามมาลิก(ร่อฏิยัลลอฮุอันฮุมา) ซึ่งเป็นอุมาลามาอฺปราชน์แห่งโลกอิสลามนั้น คุณจะเข้าใจอย่างไร ผมก็น้อมรับทัศนะของคุณ แต่หากอิมามชาฟิอีย์ปราชน์แห่งโลกอิสลามกล่าวว่า " المحدثات มีสองประเภท คือ 1. สิ่งที่ขัดกับอัลกุรอานและซุนนะฮฺ 2.สิ่งที่ไม่ขัดกับอัลกุรอานและซุนนะฮฺ " แล้วคุณจะมีความเห็นอย่างไร ? กับคำกล่าวของอิมามชาฟิอีย์ ซึ่งเป็นอุลามาอฺสลัฟ ปราชน์แห่งโลกอิสลาม
กรณีของ หนังสือที่ ดร.ซะฟัร อัล-หิวาลีย์ แต่งขึ้นมาเพื่อวิจารณ์อะกีดะฮฺอะชาอิเราะฮฺนั้น คุณรังเกียจและเปิดใจกว้างใจครับ หากผมเชิญคุณและท่านอื่นๆ ร่วมสนทนากรณีที่ท่าน ดร.ซะฟัร อัลหิวาลีย์ ใส่ใคร้อะอิเราะฮฺ ในหนังสือของท่าน
โปรดอย่าลืมเรื่องการแบ่งเตาฮีดด้วยนะครับ เพราะเป็นเรื่องสำคัญในกระทู้นี้และสำคัญต่อคำพูดที่คุณอิลยาสเคยกล่าวไว้ด้วยน่ะครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ Yahoo
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Aug 27, 2005 6:59 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam
al-azhary
ก่อนอื่นต้องขอมาอัฟคุณ al-azhary และสหาย ที่มาตอบช้า เพราะไม่ค่อยมีเวลามากนัก อีกประการหนึ่งดูๆแล้ว รู้สึกว่า เครื่องเริ่มจะร้อนกันแล้วนะครับ ใจเย็นๆนะครับ เพราะคุณตั้งประเด็นขึ้นมาเอง ขอตอบทีละประเด็นก็แล้วกัน
คุณกล่าวว่า
การแบ่งแยกเตาฮีด ออกเป็นเตาฮีดรุบูบียะฮฺ และเตาฮีดอุลูฮียะฮฺนั้น ไม่เป็นที่เป็นรู้จักกันมาก่อนในยุคสลัฟ จนกระทั้งถึงศตวรรษที่ 7 ชัยคฺอิบนุตัยมียะฮฺได้ทำการแบ่งมันขึ้นมา โดยที่ท่านร่อซูลุลเลาะฮฺ ศ๊อลลัลเลาะฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่เคยกล่าวกับคนหนึ่งคนใดที่จะเข้าอิสลามว่า อิสลามนั้นมีสองเตาฮีดคือ เตาฮีดฮีดรุบูบียะฮฺ และเตาฮีดอุลูฮียะฮฺ และท่านจะไม่เป็นมุสลิมจนกระทั้งท่านต้องมีเตาฮีตอุลูฮียะฮฺ ซึ่งท่านนบี ศ๊อลลัลเลาะฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม ไม่เคยบอกดังกล่าวสักคำเดียว และไม่เป็นที่ได้ยินจากชนสลัฟสักคนที่กล่าวอย่างนั้น หากการแบ่งเตาฮีดดังกล่าวเป็นสิ่งที่สำคัญที่มุสลิมทุกคนต้องรู้นั้น มีหรือที่ท่านนบี ศ๊อลลัลเลาะฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม จะนิ่งดูดายจากเรื่องสำคัญนี้ และบรรดาศอฮาบะฮฺ ตาบิอีน ตาบิอิตตาบิอีน จนถึง 6 ศตวรรษก็เช่นกัน แม้กระทั้งศตวรรษที่ 7 เองอุลามาอฺส่วนมากก็ไม่ได้แบ่งเตาฮีดอย่างเช่นดังกล่าว ?

.....................................
ขอตอบว่า
ที่คุณกล่าวมาถูกต้อง ไม่มีใครปฏเสธว่า การแบ่งเตาฮีด เป็นเตาฮีดสลัฟและเคาะลัฟ หรือประเภทเตาฮีด ว่าเกิดขึ้นในยุคหลัง และไม่มีใครเอาประเด็นนี้ มาพูดโยงไปกับ เรื่อง บิดอะฮ หรอกครับ เท่าที่รู้มา ก็ไม่เห็นว่านักวิชาการโลกอาหรับ หรือ บ้านเรา(เมืองไทย) ออกมาพูดกันถึงเรื่องนี้ เพื่อเอาชนะกัน หรือ มาประลองวิชากัน ซึ่งผมเองก็เบื่อหน่ายและสังเวช กับเรื่องเล่านี้ ผมเองเรียนศาสนามาจากปอเนาะ เรียนเตาฮีดในแนว ของอบูฮาซัน อัลอัชอารีหรือ อัชอะรียะอ และ อัลมาตุรีดียะฮ เพียงแต่ไม่ได้สังกัดและผูกติดอยู่กับแนวของท่านทั้งสองเท่านั้นเอง
ประเด็นการแบ่งเตาฮีด เป็นยุคสลัฟ และ ยุคเคาะลัฟ ก้เพื่อจะให้เห็นข้อแตกต่าง ว่า ยุคสลัฟ จะอาศัย อัลกุรอ่านและหะดิษ เป็นหลัก ส่วนยุคเคาะลัฟ จะอาศัย อัลกุรอ่านและหะดิษ ค่อนข้างน้อย แต่เน้นการใช้ ปรัชญา ในการอธิบายและการตีความ ซึ่งไม่ก็ไม่เสียหายอะไร หากไม่ขัดกับอัลกุรอ่านและหะดิษ แต่บางเรื่อง มันก็แตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่าง ยุคสลัฟและเคาะลัฟ เช่น การการมีอยู่จริงของพระเจ้า มุสลิมทุกคนยอมรับข้อนี้ แต่..พรเจ่าอยู่ที่ใหน ?
คำว่า" พระเจ้าอยู่ที่ใหน" คำถามนี้ คุณอิลยาสถาม ไม่เห็นคุณ อัซฮารีย์ และสหายตอบเลย
ตอบซิครับ ตามแนวทางอัชอารียะฮ
ท่านนบี ศอล ฯ กล่าวแก่ทาสหญิง คนหนึ่งว่า

"" أين الله ؟ "" قالت: في السماء ، قال: "" من أنا ؟ "" قالت: أنت رسول الله ، قال: "" أعتقها فإنها مؤمنة )
อัลลอฮอยู่ที่ใหน ? นางตอบว่า อยู่ในฟากฟ้า " ท่านนบีถามว่า" ฉัน เป็นใคร " นางตอบว่า"ท่านคือ ศาสนทูตของอัลลออ แล้วท่านบีกล่าวแก่(นายของนางว่า) ปล่อยนางให้เป็นอิสระเถิด แท้จริงนางคือ ผู้ที่ศรัทธา - รายงานโดย มุสลิม

.وفي البخاري ومسلم ( والذي نفسي بيده ما من رجل يدعو امرأته إلى فراشه فتأبى عليه إلا كان الذي في السماء ساخطا عليها حتى يرضى عنها
ในเศาะเฮียะบุคอรีและมุสลิม ระบุไว้ว่า" ขอสาบานด้วยผู้ซึ่งชีวิตของฉัน อยู่ในกำมือของพระองค์ ไม่มีผู้ชายคนใด เรียกภรรยาของเขามาสู่ที่นอนของเขา แล้วนางขัดขืน นอกจาก ผู้ซึ่งอยู่ในฟากฟ้า จะกริ้วนาง จนกว่าเขา(สามีของนาง)จะพอใจนาง
.والله تبارك وتعالى يقول : (أَأَمِنْتُمْ مَنْ فِي السَّمَاءِ أَنْ يَخْسِفَ بِكُمُ الْأَرْضَ فَإِذَا هِيَ تَمُورُ) (الملك:16)
อัลลออ ตรัสว่า16. พวกเจ้าจะปลอดภัยละหรือ จากการที่พระองค์ทรงสถิตย์อยู่ ณ ฟากฟ้าจะให้แผ่นดินสูบพวกเจ้าแล้วขณะนั้นมันจะหวั่นไหว (*1*)

(1) คือถ้าอัลลอฮฺจะทรงให้แผ่นดินสูบพวกเจ้าทั้งหมดลงไปในก้นบึ้งของแผ่นดินนี้และขณะที่มันสูบพวกเจ้าลงไปนั้นมันจะสั่นสะเทือนหวั่นไหว พวกเจ้าจะปลอดภัยละหรือ ?

คำว่า "คำว่า อยู่ในฟากฟ้า หรือ สถิตย์อยู่ ณ ฟากฟ้า " มีเศาะหาบะอท่านใดบ้าง ตีความไปเป็นอย่างอื่น เปล่าเลย
ส่วน อัชอารียะฮ ตามที่ผมเรียนมา กล่าวว่า
أن الله موجود بلا مكان ولا زمان
แท้จริง อัลลอฮ ทรงมีอยู่ โดยไม่มีสถานที่ และเวลา
ผมเองผมเชื่อ ตามที่อัลกุรอ่านและ หะดิษกล่าวไว้ อยากจะถามว่า "ผมผิดไหม" ที่ไม่ตามอัชอะรียะฮ และ อัลกุรอ่านและ อัลหะดิษ ข้างต้น เอามาใช้ได้ไหม ?
ผมขอแค่นี้ก่อน อินชาอัลลอฮ หากมีเวลา จะมาตอบประเด็นต่อไป
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Aug 27, 2005 4:37 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

وَالَّذِينَ اتَّخَذُوا مِن دُونِهِ أَوْلِيَاء مَا نَعْبُدُهُمْ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَا إِلَى اللَّهِ زُلْفَ
ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ (อัซซุมัร 3 )
ตอบ
หากอายะฮฺดังกล่าวยืนยันในสิ่งที่พวกมุชริกีนกล่าวยอมรับอย่างนั้นก็ตาม แต่คุณอย่าลืมซิครับว่าอัลกุรอานทรงตรัสท้ายโองการว่าดังกล่าวว่า " แท้จริงอัลเลาะฮฺไม่ทรงชี้นำแก่ผู้ที่มุสา อีกทั้งไร้ศรัทธา " อัซซุมัร 3 ดังนั้นการที่พวกมุชริกีนกล่าวว่า เรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮฺนั้นเป็นความมุสาและเป็นกุฟุรของพวกเขา ฉะนั้นในโองการนี้ ชี้ให้เห็นว่าพวกมุชริกีนนั้น ได้เคารพภักดีอื่นจากอัลเลาะฮฺ โดยที่พวกเขาได้อ้างการทำนมัสการของพวกเขาต่อบรรดาเจว็ดนั้นเพื่อสร้างความใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮฺ ดังนั้น การภักดีสิ่งอื่นจากอัลเลาะฮฺ และการภักดีสิ่งอื่นจากอัลเลาะฮฺเพื่อสร้างความใกล้ชิดกับพระองค์ของพวกมุชริกีนนั้น เป็นสิ่งที่อัลเลาะฮฺยืนยันว่าพวกเขามุสาและกุฟุร
ฉะนั้นข้อเท็จจริงแล้ว เตาฮีดรุบูบียะฮฺและอุลูฮียะฮฺนั้นย่อมเกี่ยวพันธ์ไม่แบ่งแยกออกจากกัน อัลเลาะฮฺทรงตรัสว่า
رب السموات والأرض وما بينهما واصطبر لعبادته ، هل تعلم له سميا
ความว่า " (ربّ ) ทรงเป็นองค์อภิบาลแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน รวมทั้งสรรพสิ่งระหว่างทั้งสอง ดังนั้นเจ้าจงอิบาดะฮฺนมัสการ (ربّ ) พระองค์ และจงอดทนเพื่อการนมัสการพระองค์เถิด เจ้ารู้ว่ามีคู่เทียบเทียมพระองค์กระนั้นหรือ ? "มัรยัม 65 อัลเลาะฮฺทรงให้เราทำอิบาดะฮฺต่อการเป็น รุบูบียะฮฺ ของพระองค์ ซึ่งเป็นอิบาดะฮฺต่อพระองค์เพียงองค์เดียวโดยไม่มีภาคีใดๆต่อพระองค์
คุณลองพิจารณาคำกล่าวของนบียูซุฟ อะลัยฮิสลาม เมื่อท่านนบียูซุฟ อะลัยฮิสลามได้กล่าวแก่เพื่อนชาวคุกทั้งสองของท่าน โดยท่านได้เรียกร้องทั้งสองไปสู่เตาฮีดว่า
أأرباب متفرقون خير أم الله الواحد القهار
ความว่า "บรรดาพระเจ้าต่าง ๆ ที่แยกย่อยนั้นดีกว่าหรือว่าอัลเลาะฮฺองค์เดียวที่ทรงอำนาจที่สุดจะดีกว่า " ยูซุฟ 39
จากอายะฮฺดังกล่าวนั้น ท่านนบียูซุฟ อะลัยฮิสลาม ได้เรียกร้องพวกเขาไปสู่เตาฮีดรุบูบียะฮฺเพียงอย่างเดียว โดยไม่เรียกร้องไปสู่เตาฮีดอุลูฮียะฮฺใช่ไหม ? หรือไม่มีการเรียกว่าเตาฮีดรุบูบียะฮฺ และเตาฮีดอุลูฮียะฮฺตามทัศนะของนบียูซุฟ อะลัยอิสลาม ??
อัลเลาะฮฺทรงตรัสอีกว่า
وهم يكفرون بالرحمن ، قل هو ربى
ความว่า "และพวกเขาปฏิเสธ อัรเราะหฺมาน เจ้าจงกล่าวเถิดว่า พระองค์คือربى เจ้าผู้อภิบาลของฉัน " เราสังเกตุว่าโองการนี้ พวกมุชริกีนไม่เอาอัลเลาะฮฺมาเป็น رب เจ้าผู้อภิบาล ดังนั้นการที่เรากล่าวว่าพระองค์คือ ربى ก็มีความหมายเดียวกับ إلهى ซึ่งหมายความว่าพระเจ้า
.................................................

ตอบ
وَالَّذِينَ اتَّخَذُوا مِن دُونِهِ أَوْلِيَاء مَا نَعْبُدُهُمْ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَا إِلَى اللَّهِ زُلْفَى
ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ (อัซซุมัร 3 )
ผมได้กล่าวว่าอายะฮนี้ ว่า การที่บรรดาพวกมุชริกีน อิบาดะฮ ต่อสิ่งอื่น พวกเขาอ้างว่า เพื่อ ต้องการให้ใกล้ชิดต่ออัลลอฮ และแสดงให้เห็นว่า พวกมุชริกีนยอมรับ ในเตาฮีดรุบูบียะฮ แต่คุณ az-hary กลับกล่าวว่า "หากอายะฮฺดังกล่าวยืนยันในสิ่งที่พวกมุชริกีนกล่าวยอมรับอย่างนั้นก็ตาม แต่คุณอย่าลืมซิครับว่าอัลกุรอานทรงตรัสท้ายโองการว่าดังกล่าวว่า " แท้จริงอัลเลาะฮฺไม่ทรงชี้นำแก่ผู้ที่มุสา อีกทั้งไร้ศรัทธา " อัซซุมัร 3 ดังนั้นการที่พวกมุชริกีนกล่าวว่า เรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลเลาะฮฺนั้นเป็นความมุสาและเป็นกุฟุรของพวกเขา
ในท้ายอายะฮที่คุณ อัซฮารีย์กล่าว คือ "إِنَّ اللَّهَ لَا يَهْدِي مَنْ هُوَ كَاذِبٌ كَفَّارٌ
แท้จริงอัลเลาะฮฺไม่ทรงชี้นำแก่ผู้ที่มุสา อีกทั้งไร้ศรัทธา "
ท้ายอายะฮ นี้ อัลลออไม่ได้ปฏิเสธข้ออ้างพวกมุชริกีน ที่อีบาดะฮต่อสิ่งอื่นเพื่อให้ใกล้ชิดต่ออัลลอฮนั้น ว่า เป็นคำพูดที่มุสา โกหก แต่ข้อความท้ายนี้ พระองค์ได้กล่าวถีง พวกกาเฟร ที่อ้างว่า อัลลอฮ นั้น มีบุตร คุณอ่านตัฟสีร ข้างล่างนี้ครับ เป็นการอรรถาธิบายของ อิหม่ามสะยูฏีย์ ครับ ซึ่งท่านเป็นนักวิชาการในมัซฮับชาฟีที่คุณสังกัดอยู่ครับ
"إنَّ اللَّه يَحْكُم بَيْنهمْ" وَبَيْن الْمُسْلِمِينَ "فِي مَا هُمْ فِيهِ يَخْتَلِفُونَ" مِنْ أَمْر الدِّين فَيَدْخُل الْمُؤْمِنِينَ الْجَنَّة وَالْكَافِرِينَ النَّار "إنَّ اللَّه لَا يَهْدِي مَنْ هُوَ كَاذِب" فِي نِسْبَة الْوَلَد إلَيْهِ "كُفَّار" بِعِبَادَتِهِ غَيْر اللَّه

แท้จริงอัลลออทรงตัดสินในระหว่างพวกเขา และระหว่างบรรดามุสลิม ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน " จากเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา แล้วพระองค์ให้บรรดาผู้ศรัทธา ได้เข้าสวรรค์ และให้บรรดากาเฟร เข้านรก ( แท้จริงอัลเลาะฮฺไม่ทรงชี้นำแก่ผู้ที่มุสา อีกทั้งไร้ศรัทธา ") ในการพาดพิงการมีบุตร แก่พระองค์ (อีกทั้งไร้ศรัทธา) ด้วยการอิบาดะอ ต่อเขา อื่นจากอัลลอฮ - ดูตัฟสีรญะละลีล ครับ
อันที่จริงแล้ว มีหลายอายะอ ที่ระบุว่า พวกมุชริกีน ยอมรับใน การเป็นผู้อภิบาลของอัลลอฮ เช่น ในซูเราะฮ ยุนูส อายะฮที่ 31

قُلْ مَنْ يَرْزُقُكُمْ مِنَ السَّمَاءِ وَالْأَرْضِ أَمْ مَنْ يَمْلِكُ السَّمْعَ وَالْأَبْصَارَ وَمَنْ يُخْرِجُ الْحَيَّ مِنَ الْمَيِّتِ وَيُخْرِجُ الْمَيِّتَ مِنَ الْحَيِّ وَمَنْ يُدَبِّرُ الْأَمْرَ فَسَيَقُولُونَ اللَّهُ فَقُلْ أَفَلَاتتقون
31. จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) “ใครเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่มาจากฟากฟ้า และแผ่นดินแด่พวกเจ้า หรือใครเป็นเจ้าของการได้ยินและการมอง และใครเป็นผู้ให้มีชีวิตหลังจากการตายและเป็นผู้ให้ตายหลังจากมีชีวิตมา และใครเป็นผู้บริหารกิจการ” แล้วพวกเขาจะกล่าวกันว่า “อัลลอฮฺ” ดังนั้นจงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) “พวกเจ้าไม่ยำเกรงหรือ?”

" فَسَيَقُولُونَ اللَّه " أَيْ وَهُمْ يَعْلَمُونَ ذَلِكَ وَيَعْتَرِفُونَ بِهِ " فَقُلْ أَفَلَا تَتَّقُونَ " أَيْ أَفَلَا تَخَافُونَ مِنْهُ أَنْ تَعْبُدُوا مَعَهُ غَيْره بِآرَائِكُمْ وَجَهْلكُمْ
(แล้วพวกเขากล่าวว่า"อัลลอฮ" )หมายถึง พวกเขารู้ เรื่องนั้นและพวกเขายอมรับมัน (แล้วพวกเจ้าไม่เกรงกลัวหรอกเหรือ) หมายถึง พวกเจ้าไม่เกรงกลัวพระองค์หรอกหรือ ต่อการที่พวกเจ้าอิบาดะฮต่อสิ่งอื่น พร้อมกับพระองค์ ด้วยความเห็นและ ความโง่ของพวกเจ้า - ดูตัฟสีรอิบนิกะษีร
ส่วนที่คุณอ้างในยุคนบียุซุฟ อย่าเลย ครับ เพราะเราพูดถึงพวกกาเฟร มุชริกีนสมัยนบีมุหัมหมัด ศอลฯ ครับ
อยากจะเรียนว่า ผมเด็กปอเนาะ นะครับ อาจจะไม่เก่งเท่า คนเรียน มหาวิทยาลัย แต่ เมื่อคุณ ต้องการจะหักล้าง มุสลิม ที่ถูก ป้ายชื่อ ว่า เป็น วะฮบียื ซึ่งจริงๆ แล้ว เราต้องการ ยึดมั้นในสัจจะธรรม ที่มีในอัลกุรอ่านและอัสสุนนะฮ และแนวทางชาวสละฟุศศอลิห เท่านั้นเอง ซี่งคุณ ก็จะเห็นว่า นักวิชาการโลกอาหรับส่วนใหญ่ ก็ พยายาม เรียกร้องในแนวทางนี้
อินชาอัลลออ มีเวลาจะตอบ คำถามต่อไป รวมถึง ของคุณฟารุก ด้วย ด้วยรักพี่น้องมุสลิมครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Aug 27, 2005 9:39 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ต่อครับ
เราไม่ขอแบ่งแยกในการเคารพภักดีอัลเลาะฮฺเพียงองค์เดียว ว่าเป็นอุลูฮียะฮฺและรุบูบียะฮฺ เนื่องจากอัลเลาะฮฺได้ใช้ให้เราเคารพภักดีกับพระองค์เพียงองค์เดียวในความเป็นรุบูบียะฮฺของพระองค์เช่นกัน ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า อัลเลาะฮฺทรงตรัสว่า
رب السموات والأرض وما بينهما واصطبر لعبادته ، هل تعلم له سميا
ความว่า " (ربّ ) ทรงเป็นองค์อภิบาลแห่งฟากฟ้าและแผ่นดิน รวมทั้งสรรพสิ่งระหว่างทั้งสอง ดังนั้นเจ้าจงนมัสการ (ربّ ) พระองค์ และจงอดทนเพื่อการนมัสการพระองค์เถิด เจ้ารู้ว่ามีคู่เทียบเทียมพระองค์กระนั้นหรือ ? "มัรยัม 65 อัลเลาะฮฺทรงให้เราทำอิบาดะฮฺต่อการเป็น รุบูบียะฮฺ ของพระองค์ ซึ่งเป็นอิบาดะฮฺต่อพระองค์เพียงองค์เดียวโดยไม่มีภาคีใดๆต่อพระองค์

...........................................
ตอบคุณ az-hary
คุณอธิบายเสียยาวยืด แต่ไม่ตรงประเด็น เพราะเด็น ที่ผมพูดถึง คือ อัลลอฮ อยุ่ใน ฐานะ رب รอ็บ (พระผู้อภิบาล) การศรัทธาว่าอัลลอฮ องค์องค์เดียวเท่านั้นคือ พระผู้อภิบาล เรียกว่า "เตาฮีดรุบูบียะฮ และ ในขณะเดียว กัน พระองค์อยู่ในฐานะ الاله(อิลาฮ) ซึ่งหมายถึง المعبود
คือ ผู้ที่ได้รับการเคารพภักดี และ เมื่อเชื่อว่าอัลลอฮเพียงองค์เดียวเท่านั้น คือ พระเจ้าที่ได้รับการเคารพภักดีที่ถูกต้อง จึง เรียกว่า เตาฮีดอุลูฮียะฮ แล้วผมก็บอกว่า พวกมุชริกีน ยอมรับใน ความเป็นรอ็บ (رب )ของอัลลอฮ ซึ่งเรื่องนี้ คุณลองเข้าไปดูในเว็บของกระทรวงศึกษาของประเทศซะอุดีซิครับ
http://mahawer.al-islam.com/Display.asp?id=3&f=osool_d00003&bookid=13&mid=1
يدة > أصول الدين الإسلامي > القاعدة الأولى :

القاعدة الأولى :
أن تعلم أن الكفار الذين قاتلهم رسول الله صلى الله عليه وسلم مقرون بأن الله تعالى هو الخالق الرازق المدبر وإن ذلك لم يدخلهم في الإسلام [ أي وأن مجرد الإقرار لم يدخلهم في الإسلام حتى يضيفوا إلى ذلك إفراد الله بالعبادة ] والدليل قوله تعالى : قُلْ مَنْ يَرْزُقُكُمْ مِنَ السَّمَاءِ وَالْأَرْضِ أَمَّنْ يَمْلِكُ السَّمْعَ وَالْأَبْصَارَ وَمَنْ يُخْرِجُ الْحَيَّ مِنَ الْمَيِّتِ وَيُخْرِجُ الْمَيِّتَ مِنَ الْحَيِّ وَمَنْ يُدَبِّرُ الْأَمْرَ فَسَيَقُولُونَ اللَّهُ فَقُلْ أَفَلَا تَتَّقُونَ .

เขาระบุว่า กาเฟรในสมัยท่านรอซูล ยอยรับในการเป็น พระผู้อภิบาลของอัลลอฮ เพียงแต่เชื่อ อย่างนี้ ก็ไม่ทำให้พวกเข้ามาอยู่ในศาสนาอิสลาม นอกจากพวกเขาจะต้องอิบาดะฮต่ออัลลอฮองค์เดียว ซึ่ง หมายถึง เตาฮีดอุลูฮียะฮ ผมจึงกล่าวว่า การยอมรับเพียง เตาฮีดรุบูบียะฮ ไม่เพียงพอ แต่ต้อง ยอมรับในเตาฮีดอุลูฮียะฮ ด้วย คุณพยายามโต้แย้ง แบบข้างๆคู ๆ ขอให้คุณ เป็นนักศึกษาระดับมหาลัย แต่การศึกษาต้องให้เกิดปัญญาด้วย แต่หากผูกติดอยู่กับแนวคิดหนี่งแนวคิดใด คุณก็ไม่มีโอกาสที่จะใช้มันหรอกครับ เพราะถูกกำหนดว่า คนที่ไม่มุจญตะฮีด โง่หมด เราต้องตามอัชอะรียะฮเท่านั้น
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sun Aug 28, 2005 2:28 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam คุณอัซฮารี
คุณกล่าวว่า

แต่ผมขอตอบว่าอะชาอิเราะฮฺนั้นมีอะกิดะฮฺเดียวกับอิมามชาฟิอีย์
.....................................................
ก่อนที่จะตอบ ผมขอเรียนคุณ อัซ ฮารี ว่า ผมเองไม่ชอบ การโต้วาที ไม่ชอบการประลองวิชากับใคร และ ไม่ชอบเอาชนะกันเรื่องศาสนา และผมเองให้เกียรติ บรรดาอุลามาอฺทุกท่าน ผมเองเวลาตอบเรื่อง ศาสนา ผมจะถือ เอาอัลกุรอ่าน อัลหะดิษ เป็นบรรทัดฐาน หรือ อาจจะเอาคำพูดของบรรดาเศาะหาบะบ้างในบางคร้ง ในประเด็นทางด้านสังคม ผมยอมรับ นักวิชาการทั้งรุ่นก่อน รุ่นหลัง หากคำฟัตวาของเขา มีหลักฐานจากอัลกุรอ่านและอัลหะดิษ ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า อัลลอฮ สร้างสติปัญญแก่มนุษย์ทุกคน และ ในด้านศาสนา เขามีสิทธิที่จะใช้สติปัญญาและความฉลาดของเขา ในการพิจารณา วิเคราะห์ คำสอนของพระเจ้า และ ศาสดาของเขา และมนุษย์คนอื่นไม่มีสิทธิ์ที่จะห้ามเขาไม่ให้ใช้ความคิดและความฉลาดของเขา โดย ระบุว่า หมดยุคที่จะวิเคราะห์ และวินิจฉัย หลักฐานจากอัลกุรอ่านและหะดิษแล้ว และทุกคนต้อง ตาม อิหม่ามทั้งสี่เท่านั้น และต้องตามคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ตามหลายคนไม่ได้ เขาเรียกว่า"ตัลฟิก" และผมเชื่อว่า หากคนยุคหลังโง่ ทั้งหมด เราคงไม่ได้มาสนทนากันทางอินเตอร์เน็ตหรอกครับ ที่กล่าวมาไม่ได้ว่า คุณนะครับ เพราะคุณคือ ความหวังของผมและพี่น้องมุสลิมหลายคน เพราะผมเคยผิดหวังหลายคนที่พอกลับมามีตำแหน่งปิดปาก จนไม่กล้าพูดความจริง
ที่นี้มาพูดถึงที่คุณกล่าวว่า" แต่ผมขอตอบว่าอะชาอิเราะฮฺนั้นมีอะกิดะฮฺเดียวกับอิมามชาฟิอีย์
ผมอยากให้คุณยกตัวอย่างมาสัก ตัวอย่าง พร้อมระบุหลักฐาน เพราะผมจะได้เอาข้อมูลไปสอนชาวบ้าน นะครับ
ผมเองเชื่อว่า อบุลหะซัน อัลอัชอรีย์ ตัวจริง มีทัศนะเกี่ยวกับอะกีดะฮ ไม่ต่างจากยุคสลัฟ
แต่ ตวามแต่งต่างในรุ่นหลัง อาจจะมีการแอบอ้างยี้ห้อก็ได้นะครับ ลองอ่านบทความนี้ดู

http://www.tawhed.ws/r?i=2921
และคุณ อ่านข้อความนี้ครับ
والأشعري أبو الحسن – رحمه الله – كان في آخر عمره على مذهب أهل السنة والحديث، وهو إثبات ما أثبته الله تعالى لنفسه في كتابه، أو على لسان رسوله صلى الله عليه وسلم من غير تحريف، ولا تعطيل، ولا تكييف ولا تمثيل. ومذهب الإنسان ما قاله أخيراً إذا صرح بحصر قوله فيه كما هي الحال في أبي الحسن كما يعلم من كلامه في "الإبانة". وعلى هذا فتمام تقليده اتباع ما كان عليه أخيراً وهو التزام مذهب أهل الحديث والسنة؛ لأنه المذهب الصحيح الواجب الاتباع الذي التزم به أبو الحسن نفسه
http://www.ibnothaimeen.com/all/books/article_16824.shtml
ทำให้ผมคิดว่า อัลอัชอะรียะฮบ้านเราน่าจะไม่ใช่ของแท้นะครับ หรือคุณว่าไง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
อิลยาส
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 20/04/2005
ตอบ: 279


ตอบตอบ: Sun Aug 28, 2005 2:52 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

คุณอัซฮารีย์ครับ..อย่าได้เข้าใจผิด พวกเราให้เมื่อพูดถึง.อิบนุ ฮะญัร เราก้อมีร่อฮิม่าฮุ้ลลอฮ์ พูดถึงอิม่ามนะวาวี อิม่ามอบูหะซัน เราก้อกล่าว..ในเรื่องนี้แนวทางของสะละฟีย์เคลียลมาอย่างชัดเจน..จุดยืนและจุดจบ แนวทางของท่านเหล่านั้น เปนความจำเป็นที่พวกเราต้องศึกษา
ผมจะไม่พูดอะไรมากกว่านี้ หากคุณยังไม่ตอบคำถามของผม..(เพื่อผมจาได้นำเสนอหลัดฐานให้ตรงประเดนหนะครับ ไม่ใช่ลองภูมิแต่อย่างใด) เพราะผมยังลังเลกับการนิศบะฮฺตัวของคุณเองไปยังอะชาอิเราะฮฺ ไม่งั้นก้อฝาก อ.อะซันเคลียลด้วยแร้วกันครับ

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
อิลยาส
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 20/04/2005
ตอบ: 279


ตอบตอบ: Sun Aug 28, 2005 2:54 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

salam

ฝากอีกข้อครับ.. "วะฮุวะ มะอะกุม อัยนะมากุนตุม" คุณอัซฮารีย์ในแนวทางอะชาอิเราะฮฺ ให้ความหมาย และอธิบายว่าอย่างไรครับ (รบกวนด้วยเพื่อตัวผมจาได้กระจ่าง)

wassalam
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
อิลยาส
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 20/04/2005
ตอบ: 279


ตอบตอบ: Mon Aug 29, 2005 2:10 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อ.อะซัน สรุปบทความแร้วเอามาเล่าสู่กันนะครับ..แต่คุฯอัซฮารีย์ กะ คุน ฟารุคห้ามอ่านเพราะยังไม่ได้ตอบคำถามผมในเบื้องต้นนะครับ

wassalam

تعرف على عقيدة الشعراي وكشك السؤال بتاريخ 2003-02-06 11:56 م
هناك من يحب الاستماع إلى الشيخ الشعراوي ، والشيخ الشعراوي يخرج كثيراً على التلفاز ، نريد نقداً أو بعض المآخذ لو تفضلتم بعرض المآخذ على الشيخ الشعراوي ؟



الجواب بتاريخ 2003-02-06 11:58 م
الذي نحن نعرفه عنه أنه خلفي أشعري

أنا أقول بارك الله فيك ، فأفترض أنك أحد رجلين ، إما أن تكون ذاك الرجل الذي كما يقولون الأن في العصر الحاضر عندك خلفية علمية في العقائد السلفية ، فحينئذٍ عندما تكون هكذا وعندك علم بما صح وبما لم يصح من حديث رسول الله صلى الله عليه وسلم ، فإذا استمعت لمثل هذا الإنسان تستفيد كالمثال الذي ضربته فيما يتعلق بالصلاة ، فكلامه أخاذ،جذاب وهذا الذي يجعل عامة الناس يلتفون حوله إذا جلس في محاضرة أو ما شابه ذلك ، ثم ينشر ذلك في التلفاز ، أما أن كنت الرجل الآخر الذي ليس لديه الخلفية العلمية والبصيرة الدينية التي أمرنا بها في بعض الآيات القرآنية كقوله تعالى (( قل هذه سبيلي أدعو إلى الله على بصيرة أنا ومن اتبعني وسبحان الله وما أنا من المشركين ))
فلما بيكون الشخص اللي يصغي لهذا الشئ من القسم الثاني فيخشى أن تزل به القدم لأنه ما عنده ما يميز بين صوابه وخطأه ، وأنا ما بلومك كونك أخذت به لأنه الحقيقة كما يقال في بعض الأشعار ( ما أنت أول ساهر غره القمر ) مثل كثير حتى من إخواننا السلفيين حينما جاء إلى الأردن أخذوا به ، وصاروا وين ما راح يتبعوه ، أحدهم من إخواننا وهو نابلسي معجباً بكلمات الشعراوي وفصاحته وبيانه إلى آخرة ...
قلت له Smiles جيد ، هل اختبرته من حيث عقيدته ؟ ، قال Smiles لا !
فذكر لي فيما بعد هو نفسه صاحبنا ، قال Smiles كنت مع صاحب لي في سيارته لما ذهب إلى الشيخ الشعراوي وحضر جلسته ثم أركبه معه في السيارة ليوصله إلى مكان ، فاغتنمت الفرصة وركبت مع صاحبي وأجريت الحديث التالي بيني وبين الشعراوي ، من شان يختبره في عقيدته ، قال Smiles يا أستاذ أريد أن أستفسر منك قوله تعالى في القران الكريم في غير ما آية واحدة (( الرحمن على العرش استوى )) ايش المعنى ؟ ، قال Smiles استوى بمعنى استولى !! ، صاحبنا عنده شيء من العقيدة الصحيحة فأخذ يناقشه يعني يناشق الشيخ فكبر ذلك على الشيخ ، ولكن صاحبنا تحمل ذلك فوجه سؤال حساساً عندنا نحن معشر السلفيين وهو كما أول له الآية في ذاك التأويل وهو تأويل باطل كما سأذكر قريبا أن شاء الله ، فقال له Smiles طيب يا أستاذ إذا قال لك قائل أين الله ؟ فقال Smiles أعوذ بالله لا يجوز أن يقول الإنسان أين الله ؟
الله في كل مكان ، قالSmiles يومئذ عرفت عقيدته أنها منحرفة عن الكتاب والسنة فما عدت اهتممت به اهتمامي الأول ، هذه قصة وقعت .
الشاهد الآن أن آية (( الرحمن على العرش استوى )) للعلماء المسلمين في تفسيرها قولان ، قول للسلف وقول للخلف
السلف يقولوا Smiles (( الرحمن على العرش استوى )) أي استعلى ولذلك نحن نقول في كل سجود " سبحان ربي الأعلى " تطبيقاً لقوله تعالى (( سبح اسم ربك الأعلى ))
القول الثاني والذي قاله الشعراوي (( الرحمن على العرش استوى )) أي استولى ، هذا التأويل من أبطل الباطل لأنه يصور هذا المعنى بأنه هناك مغالبه بين الله وبين غيره ، لكن الله تغلب عليه فاستولى على ملكه ، فهل يقول هذا مسلم ؟ .
(( الرحمن على العرش على استوى )) فسرها بمعنى استولى ، فمن كان مستولي عليه من قبل ؟ ، أخالق مع الله ؟ ، حاشا لله تبارك وتعالى
ثم جاءت الأخرى لما صارحه بالسؤال السابق أين الله ؟ ، انتفض وقال Smiles ما يجوز توجيه مثل هذا السؤال ، علماً بأن هذا السؤال صدر من رسول الله صلى الله عليه وسلم ، وفي أصح الأحاديث التي رواها الإمام مسلم في صحيحه ، الحديث الذي سأذكره مروي في صحيح مسلم ، ترى هذا الرجل الفاضل الشعراوى ، الذي أخذ بمجامع قلوب الناس ، لاشك أنه أحد رجلين ، إما أن يكون على علم به فجحده أو أن يكون على جهل به فلم يقل به ، وكما يقال " أحلاهما مر " يعنى إن كان عرف وحاد فهذا أخطر مما لو لم يعرف ، مع ذلك كونه لم يعرف قد يقال بالنسبة لعامة الناس ، أما بالنسبة لشخص يتولى إرشاد العالم الإسلامي كله وتوجيهه ، هذا قبيح جداً أن نتصور نحن بأنه لم يطرق سمعه هذا الحديث الصحيح .
الآن أرجو الانتباه ! هي قصة طويلة ، رجل من أصحاب النبي صلى الله عليه وسلم اسمه معاوية بن الحكم السلمي ، جاء إلى النبي صلى الله عليه وسلم ، فقال له Smiles يا رسول الله ، لي جاريه ترعى غنماً لي في أحد في المدينة ، فسطا الذئب يوماً على غنمي ، وأنا بشر أغضب كما يغضب البشر ، فصككتها صكه ، يعني صفعها على خدها ، وعلي يا رسول الله عتق رقبة ، يستفسر ويستوضح ، هل يجدي عنه أن يعتق هذه الجارية التي ضربها بغير حق ؟ فهو ندمان على تلك الصفعة أو الصكه ، كما قال هو ، فقال له عليه السلام Smiles ائتني بها ، فلما جاءت قال لها عليه السلام Smiles أين الله ؟ ، هنا الشاهد ، قالت Smiles في السماء
قال Smiles فمن أنا ؟ ، قالت Smiles أنت رسول الله ، فالتفت إلى سيدها فقال له Smiles اعتقها فإنها مؤمنة .
إذاً من قال أين الله ؟ ، رسول الله وإجابة الجارية أنه في السماء ،
الشعراوي و أمثاله كثير من علماء الأزهر لا يؤمنون أن الله في السماء مع إن كل مسلم يقرأ في سورة تبارك ، سورة الملك (( ءامنتم من في السماء ... الآية )) ، الجارية من حيث الحيثية أعلم من الشعراوي وأمثاله لأنها استطاعت أن تجيب الجواب الذي شهد بسببه رسول الله بأنها مؤمنة ، وبناء على ذلك قال لسيدها اعتقها فأنها مؤمنة ، شهدت بأن الله في السماء أي عالياً وليس كما يقول كثيراً من أمثال الشعراوي وغيره ، وهذه عبارة مشهورة بين عامة الناس ، بيكون واحد جالس في مجلس كهذا وفي صمت شو بيقول Smiles الله موجود في كل مكان ، الله موجود في كل الوجود ،( هذا كفر ) لكن الناس كما قال تعالى (( لكن أكثر الناس لا يعلمون )) ، لماذا كفر ، لأنه مخالف لما سبق أن ذكرنا لمثل قوله (( الرحمن على العرش استوى )) ولمثل حديث الجارية هذه أين الله ، قالت Smiles في السماء ، والأحاديث والآيات كثيرة وكثيرة جدا كمثل قوله صلى الله عليه وسلم Smiles ( ينزل الله كل ليلة إلى السماء في الثلث الأخير من الليل ... الحديث ) فنزول الله إلى السماء معناه أنه على السماء وأنه ليس في كل مكان ، كما يقول العوام هذا من جهة ومن جهة أخرى لو رجع العاقل المسلم متسائلاً ، الله تعالى أزلي لا أول له كما قال تعالى (( هو الأول والآخر والظاهر والباطن )) أما الخلق فله أول كما قال عليه السلام ( أول ما خلق الله القلم ، فقال له Smiles اكتب ، فقال Smiles ما اكتب ؟ ، فقال Smiles ما هو كائن إلى يوم القيامة )
فقبل أن يخلق الله الخلق هل كان في مكان ؟ ، فهم يقولون أن الله في كل مكان ، المكان لم يكن مع الله شريك ، لأنه الله هو الذي أوجده
وخلقه في كلمة " كن " كما قال عز وجل (( إنما أمره إذا أراد شيئاً أن يقول كن فيكون )) ، فبكن خلق السماوات والأرض فكان الزمان وكان المكان ، فأيش هولاء الناس حين يقولون الله موجود في كل مكان
وقد كان الله ولا مكان ، هل ذلك إذاً أن الله لما خلق الخلق دخل فيه
وصار له ملجئ وصار له مأوئ وصار محاطاً في المكان تعالى الله عما يقولون علواً كبيراً ، هذه واحدة والأخرى أن الأماكن ليست بنسبة واحدة من حيث الطهارة والنظافة والسمو والرفعة والقذارة وإنما يختلف من مكان إلى مكان وقد جاء في الحديث الصحيح ، أن النبي صلى الله عليه وسلم قال Smiles ( خير البقاع المساجد وشر البقاع الأسواق ) ، ترى ربنا موجود على حد تعبيرهم في كل مكان موجود في المساجد ، موجود في الأسواق ، فهل هذا يليق بالله عز وجل أن يكون في شر الأماكن وفي البيوت ، بيت الخلاء وبيت الخلاء له مجاري ، بل لا نذهب بعيداً ، بل أن بطن الإنسان الممتلئ قذارة ، هو مكان ، بدليل أنه يتنفس الهواء ويأكل الطعام ويشعر بالشبع ، فهل ربنا عز وجل حقاً في هذه الأمكنة كما يزعمون الله موجود في كل مكان ، كيف جاء هذا والله يقول Smiles (( ءامنتم من في السماء )) كما ذكرنا آنفاً (( تعرج الملائكة والروح إليه )) مش تنزل عليه في كل مكان ، كذلك (( إليه يصعد الكلم الطيب والعمل الصالح يرفعه ))
كل هذه النصوص في مخ الشعراوي متعطلة فهو لا يؤمن بها .
الشعراوي مثل شيخ آخر مع اختلاف بينهما بلا شك ، الذي يسمى
" كشك " كلاهما قصاص ، والقصاص هذه طبيعتهم ، يجمعوا الناس حولهم وينبسطوا من كلامهم ، لكن مهما حضر جلسات هولاء القصاصين اسأله بعد سنين شو معلوماتك اللي استفدتها بما يتعلق بمعرفة الحلال والحرام والمكروه والمستحب إلى آخر ما هنالك من الأحكام ، ما
بتشوف عنده شيء إطلاقاً ، إنما عنده حكايات وعنده سوالف كما يقولون ومطمئن تماماً لكن ألخاتمه لا يخرج من هذه الدروس بشيء
أو أي شيء يصحح عقيدته وهذا هو المثال بين أيدينا ، لأنك لو سألت العامة فضلاً عن أهل العلم ، القران كلام مين ؟ كل المسلمين يقولون كلام الله ، لكنك لو انك مع الشعراوي وأمثاله ، من الأشاعرة والماتريدية
يتموا بيلفوا ويدورا معك حتى يخرجوك عن هذه العقيدة ويقولوا القرآن هذا ليس كلام الله ، لكن ما يرموها هيك صراحة حتى ما تطلع ريحتهم النتنة ، القرآن كلام الله (( كلم الله موسى تكليماً)) مثل التوراة مثل الإنجيل كلها كتب أنزلها الله على رسله المصطفين الأخيار ، الشاهد أن العقيدة التي يجب تدريسها من كل العلماء في كل المناسبات الشعراوى وكشك هذا لا يدندنون حول ذلك.
هل سمعت الشعراوي يبين للناس هذه الصلاة التي أمرنا بها في آيات كثيرة كمثل قوله تعالى (( وأقيموا الصلاة وآتوا الزكاة واركعوا مع الراكعين )) ، نصحك وجزاه الله خير هذا لا يمكن إنكاره لما سألك كيفك أنت في الصلاة ؟ ، بتصلي ما بتصلي ؟ ، إلى آخر ما ذكرت أنت ، لكن
هل بين لك كيف لك أن تصلي أنا بقولك سلفاً Smiles لا ، ليش ، إذا كنت مخطأ فقولي أخطأت ، لأني على مثل اليقين أنه هو وكشك وغيره لا يعرفون يصلون ، هم بيصلوا لكن لا يعرفون يصلون ، ليش ، لأن صلاتهم حسب ماقرؤا في مذهبهم ، من كان شافعياً يرفع يديه عند الركوع ومن كان حنفياً يقول لا ، وهكذا والأمثلة كثيرة وكثيرة جداً ، مع أن النبي صلى الله عليه وسلم قال Smiles ( صلوا كما رأيتموني أصلي ) كما أنهم لا يدندنون حول أمر رسول الله عليه الصلاة والسلام ، ليعرف المسلم أن يأتمر بالحديث السابق ( صلوا كما رأيتموني أصلي ) ، لماذا ؟ ، لأنه مشغول في تفسير القرآن وبخاصة العلوم العصرية فهو ليس متفرغاً ليصحح صلاة نفسه على السنة فضلاً على أن يتفرغ لتصحيح صلاة الآخرين .
فنحن هنا نلاحظ أن العلماء هم الذين يدرسون الكتاب كلاً وبخاصة بما يتعلق بتصحيح العقائد ثم العبادات أما الجوانب العلمية الكونية الطبيعية ، فهذه لا شك تفيد وتزيد المؤمن إيماناً ، بقدرة الله عز وجل ، وحكمته لكن هولاء قبل ذلك كان عليهم أن يعرفوا كيف يعبدون الله لا يشركون به شيئاً.


المرجع : شريط " وقفات مع الشعراوي وكشك " للألباني رحمه الله
الشيخ محمد ناصر الدين الألباني

[align=right]
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   กระทู้นี้ถูกปิดคุณไม่สามารถแก้ไขคำตอบหรือตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, ... 28, 29, 30  ถัดไป
หน้า 2 จากทั้งหมด 30

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.18 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004