ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - เขาว่าอุละมาซุนนะลอกการบ้านชีอะฮ์มา มุตอะกับมิสยาร นะ
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
เขาว่าอุละมาซุนนะลอกการบ้านชีอะฮ์มา มุตอะกับมิสยาร นะ
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, 4 ... 27, 28, 29  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ปัญหาศาสนา
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Oct 05, 2009 2:48 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

israya บันทึก:
แท้จริงอิสลามไม่ได้ปฏิเสธและดูหมิ่นต่อการเสพสุขทางเพศ และอิสลามให้ความสำคัญกับมันเสมอหากว่าเป็นสิ่งที่หะลาลหรือได้รับการอนุมัติ และยิ่งกว่านั้น นบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมยังได้กล่าวไว้ว่า

"وَفِي بُضْعِ أَحَدِكُمْ صَدَقَةٌ!"

قَالُوْا: "يَا رَسُوْلَ اللهِ، أَيَأْتِي أَحَدُنَا شَهْوَتَهُ وَيَكُوْنُ لَهُ فِيْهَا أَجْرٌ؟"

قَالَ: "أَلَيْسَ إِذَا وَضَعَهَا فِي حَرَامٍ كَانَ عَلَيْهِ وِزْرٌ! فَكَذَلِكَ إِذَا وَضَعَهَا فِي حَلاَلٍ كَانَ لَهُ أَجْرٌ".

“และในการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าก็เป็นทาน (เช่นกัน)”

บรรดาเศาะหาบะฮฺจึงถามว่า “โอ้รสูลของอัลลอฮฺ การปลดปล่อยความต้องการทางเพศของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเราจะได้รับผลบุญด้วยกระนั้นหรือ”

ท่านตอบว่า “เมื่อเขาวางมันลงไปในสิ่งที่ต้องห้าม เขาก็จะได้รับบาปไม่ใช่หรือ (คำตอบคือแน่นอน) ดังนั้นเมื่อเขาวางมันลงไปในสิ่งที่หะลาลเขาก็จะได้รับผลบุญเช่นเดียวกัน” (บันทึกโดยมุสลิม (1674) และคนอื่นๆจากอบีซัร) ซึ่งเป็นการอุปมานแบบตรงข้าม (กิยาสบิลอักส์)


โอ้ น้องบ่าวทีรัก อ้างผิดที่เสียแล้วครับ หะดิษนี้ หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา และการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยานั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะเป็นการให้ความสุขกับภรรยานั้น ถือ เป็นทาน(เศาะดะเกาะฮ)อย่างหนึ่ง ที่สามีจะได้รับผลบุญ แต่ถ้าสามี นกเขาไม่มีประสิทธิภาพ ภรรยาขอฟ้องหย่าได้นะครับ
แต่ที่เราพูดถึง ณ ที่นี้ คือ การเสพสุขกับผู้หญิง โดยจ่ายค่าตอบแทน แล้วก็จากไปทางใครทางมัน การสมสู่แบบนี้ เป็นสมสู่ที่น่ารังเกียจ และหะรอม เพราะเป็นซีนาครับ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Oct 05, 2009 2:51 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

asan บันทึก:
israya บันทึก:
แท้จริงอิสลามไม่ได้ปฏิเสธและดูหมิ่นต่อการเสพสุขทางเพศ และอิสลามให้ความสำคัญกับมันเสมอหากว่าเป็นสิ่งที่หะลาลหรือได้รับการอนุมัติ และยิ่งกว่านั้น นบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมยังได้กล่าวไว้ว่า

"وَفِي بُضْعِ أَحَدِكُمْ صَدَقَةٌ!"

قَالُوْا: "يَا رَسُوْلَ اللهِ، أَيَأْتِي أَحَدُنَا شَهْوَتَهُ وَيَكُوْنُ لَهُ فِيْهَا أَجْرٌ؟"

قَالَ: "أَلَيْسَ إِذَا وَضَعَهَا فِي حَرَامٍ كَانَ عَلَيْهِ وِزْرٌ! فَكَذَلِكَ إِذَا وَضَعَهَا فِي حَلاَلٍ كَانَ لَهُ أَجْرٌ".

“และในการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้าก็เป็นทาน (เช่นกัน)”

บรรดาเศาะหาบะฮฺจึงถามว่า “โอ้รสูลของอัลลอฮฺ การปลดปล่อยความต้องการทางเพศของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเราจะได้รับผลบุญด้วยกระนั้นหรือ”

ท่านตอบว่า “เมื่อเขาวางมันลงไปในสิ่งที่ต้องห้าม เขาก็จะได้รับบาปไม่ใช่หรือ (คำตอบคือแน่นอน) ดังนั้นเมื่อเขาวางมันลงไปในสิ่งที่หะลาลเขาก็จะได้รับผลบุญเช่นเดียวกัน” (บันทึกโดยมุสลิม (1674) และคนอื่นๆจากอบีซัร) ซึ่งเป็นการอุปมานแบบตรงข้าม (กิยาสบิลอักส์)


โอ้ น้องบ่าวทีรัก อ้างผิดที่เสียแล้วครับ อย่าอ้างมั่วๆซิครับน้อง หะดิษนี้ หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา และการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยานั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะเป็นการให้ความสุขกับภรรยานั้น ถือ เป็นทาน(เศาะดะเกาะฮ)อย่างหนึ่ง ที่สามีจะได้รับผลบุญ แต่ถ้าสามี นกเขาไม่มีประสิทธิภาพ ภรรยาขอฟ้องหย่าได้นะครับ
แต่ที่เราพูดถึง ณ ที่นี้ คือ การเสพสุขกับผู้หญิง โดยจ่ายค่าตอบแทน แล้วก็จากไปทางใครทางมัน การสมสู่แบบนี้ เป็นสมสู่ที่น่ารังเกียจ และหะรอม เพราะเป็นซีนา(ผิดประเวณี ครับ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Oct 05, 2009 2:59 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

israya บันทึก:

เพราะแนวทางของชีอะฮ์นั้น จริงๆแล้ว มาตรฐานจะอยู่ที่อัลกุรอาน และบรรดาฮะดีษศอฮีฮ์ของ
ท่านนบี(ศ) ที่รายงานมาจากบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)

.................

เอ้า..บรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์ ทั้งสิบสองทาน มีรายงานเศาะเฮียะสักบทใหมที่ชัดๆ ว่าท่านบี Solallah รับรองว่า ของอิหม่ามเท่านั้นของแท้ และอิหม่ามแต่ละทานเคยเป็นผู้นำการปกครองกิจการศาสนาอิสลาม ในยุคใหนบ้าง เพราะอาบังดูๆแล้วพวกเขาถูกอุปโลกน์มาทั้งนั้น หมายถึงนอกเหนือจากท่าน หุเซน

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Mon Oct 05, 2009 2:59 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เรื่องการฟัตวาให้แปลงเพศได้ ผมยอมรับว่ายังไม่ได้หาหนังสือฟัตวาใหม่ๆของอุละมา มาอ่าน

และไม่เห็นว่าจะเป็นความเลวร้ายอันใด เพราะประตูการอิจติฮาด สำหรับอละมาชีอะ ยังเปิด

ประตูอยู่เสมอ ฉะนั้นอุละมาชีอะจึงสามารถให้คำตอบแก่ปัญหาของมนุษย์ในโลกนี้ได้สารพัด

ปัญหา ไม่กักขังการอิจติฮาด ไว้กับคนในสมัยอดีตพันปีก่อน เช่นอิมามมัซฮับต่างๆของซุนนี ที่

เคยฟัตวาเรื่องแปลกมาแล้วมากมาย ขอให้ลองศึกษาดู เช่น อิมามมาลิก ให้กินสนัขป่าได้

บางอิมามก็ฟัตวาให้บิดานิกาห์กับลูกสาวตัวเองได้(กรณีว่าได้ทำซินากับมารดาของหญิงคน

นั้นแล้วท้องออกหญิงคนนั้นมา) ไม่มีใครเอามาโจมตีครับ

ปัญหาของคนในยุคสมัยใหม่ อิสลามจะเข้าไปมีบทบาทอย่างไร ถ้าหากอุละมา ไม่สามารถให้คำ

ตอบที่ถูกต้องตามหลักศาสนาได้ ที่อิหร่านได้เกิดคดีแขวนคอกะเทยพวกรักร่วมเพศเมื่อเร็วๆนี้

เป็นที่รู้กันดีว่า คนประเภทรักร่วมเพศแบบนี้ก็มีในประเทศซุนนี เช่นที่ซาอุ ที่อียิปต์ แต่ผมไม่

ทราบว่า เขามีทางออกให้คนเหล่านั้นอย่างไร หรือว่า ต้องเอามาแขวนคอ ตัดคอ สถานเดียว หรือ

ว่าปล่อยไว้ให้เป็นอย่างนั้น โดยไม่มีการลงโทษ หรือว่า เปิดโอกาสให้เขามีทางเลือกก่อน แล้วจึง

นำมาตรการการลงโทษทางกฎหมายมาใช้


ล้อเล่นกันว่า ถ้าแปลงเพศแล้ว จะกล้าทำมุตอะไหม เพราะเดิมเป็นชาย บัง็คิดเอาเองนะครับ

เป็นความรู้สึกส่วนตัวของบัง ถ้าสวยๆหุ่นดีๆ แบบที่บังเคยเห็นในจอ ถ้าบังจะปฏิเสธ ก็ไม่

เป็นไร ไม่มีใครว่าบัง แต่ถ้าเปนผมนะครับ ส่วนตัวผมว่า ผู้หญิงแท้ๆเดิมๆ จะดีกว่า นะครับ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Mon Oct 05, 2009 3:07 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เรื่องบรรดาอิมามแห่งอะฮ์ลุลบัยต์(อ)นี่ ถ้าบังยังไม่มีข้อมูลจริงๆ ผมอยากให้หาหนังสือมาอ่านครับ

ตอบในกระทู้นี้ไม่ไหว ต้องอ่านหนังสือหลายเล่ม แต่บังถามตัวเองดีแล้วหรือว่า จะจริงใจ ที่จะ

อ่าน บังจะศึกษา จะทำความเข้าใจปัญหาอันยิ่งใหญ่เพียงนั้นในเว็บนี้ไม่ไหวหรอกครับบัง ผม

เองก็ไม่มีความสามารถพอ บังต้องสละเวลาอ่านหนังสือ สัก ๗๐๐ หน้าถึง ๑๐๐๐ หน้าก่อน เฉพาะ

เกี่ยวกับเรื่องราวของบรรดาอิมามล้วนๆนะครับ บังมาหาผมได้ ที่กุฎีเจริญพาสน์ ยกห้องสมุดให้

บังใช้เป็นที่กิน ที่นอนไปเลย ถ้าเป็นห่วงว่าไม่มีใครดูแลเว็บให้ ไม่เปนไร ผมดูแลแทนเอง อิอิ

อิ(ล้อเล่น)
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Mon Oct 05, 2009 3:44 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

และแล้วคุณยูซุฟ ก็อรฏอวีย์ปราชญ์แห่งยุคของพวกคุณ ก็ขยายความเรื่องมิสยาร

องค์ประกอบของเงื่อนไขเหล่านี้คือการเสนอและการตอบรับจากทั้งสองฝ่าย และเรื่องมะฮัร ตามอายะฮ์กุรอานที่ว่า “และจงให้แก่บรรดาหญิงซึ่งมะฮัรของนางด้วยความเต็มใจ...”(อันนิซาอ์ 4) และในข้อตกลงการแต่งงานจะต้องได้รับการยินยอมจากผู้ปกครองฝ่ายหญิงด้วย ด้วยวิธีนี้ไม่มีใครมีสิทธิ์ที่จะทำให้มันเป็นสิ่งต้องห้ามได้ (มุตอะเขาก็งี้เหมือนกันแหละท่าน)
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าการแต่งงานในลักษณะนี้อาจไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคม แต่ระหว่างการยอมรับทางสังคมกับการถูกต้องตามหลักการอิสลามยังมีข้อแตกต่างที่ใหญ่โตมากอยู่ เหมือนกับที่เราทราบดีว่าผู้คนมักจะตำหนิความคิดที่จะให้ลูกจ้างแต่งงานกับนายจ้างสาวของเขา แต่ใครละจะกล้าปฏิเสธถึงความถูกต้องของการแต่งงานแบบนี้ ถ้ามันสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องตามชะรีอะฮฺอิสลาม?
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Mon Oct 05, 2009 4:17 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

โอ้ น้องบ่าวทีรัก อ้างผิดที่เสียแล้วครับ อย่าอ้างมั่วๆซิครับน้อง หะดิษนี้ หมายถึงการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยา และการมีเพศสัมพันธ์กับภรรยานั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะเป็นการให้ความสุขกับภรรยานั้น ถือ เป็นทาน(เศาะดะเกาะฮ)อย่างหนึ่ง ที่สามีจะได้รับผลบุญ แต่ถ้าสามี นกเขาไม่มีประสิทธิภาพ ภรรยาขอฟ้องหย่าได้นะครับ

แต่ที่เราพูดถึง ณ ที่นี้ คือ การเสพสุขกับผู้หญิง โดยจ่ายค่าตอบแทน แล้วก็จากไปทางใครทางมัน การสมสู่แบบนี้ เป็นสมสู่ที่น่ารังเกียจ และหะรอม เพราะเป็นซีนา(ผิดประเวณี ครับ


อ้างไม่ผิดที่หรอกบัง เพราะหลังจากชายหญิงมีการมุตอะอย่างถูกต้องแล้ว เขาสองคนก็ สามีกับภรรยา เพราะเขามีมะฮัร หรืออุญูรให้หญิงด้วยความเต็มใจ และมีกำหนดเวลาตามที่ตกลง เขาก็มีกฎเกณฑ์ของเขา ละเมิดกฎ เขาก็ฟ้องร้องกันได้เหมือนกัน

ส่วนที่บังมองว่าเป็นการสมสู่ที่น่ารังเกียจอันนั้น มันเป็นทัศนะส่วนตัวของบังนะครับ และเหตุผลของการมุตอะมันมีมากกว่าเรื่องสนองตัณหาอย่างที่บังคิด มองแค่รูปแบบภายนอกว่า น่าเกลียดก็น่าเกลียดด้วยกันแหละครับทั้ง มิสยาร มุตอะ


มุตอะเสียอีก ที่ไม่เอาเปรียบผู้หญิง เหมือนมิสยารของคุณ เพราะนั่นคุณเพียงจ่ายมะฮัรหนเดียว ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดความเปนผัวเมีย แต่ก็ไม่ใช่ผัวเมียจริงๆ จะรับมรดกกันก็ไมได้ ส่วนมากจะนิยมทำกันระหว่างนายจ้างรวยๆกับลูกจ้างตัวเองแบบที่ซาอุ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Oct 05, 2009 6:12 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

israya บันทึก:
[color=red]
][color=darkred]อ้างไม่ผิดที่หรอกบัง เพราะหลังจากชายหญิงมีการมุตอะอย่างถูกต้องแล้ว เขาสองคนก็ สามีกับภรรยา เพราะเขามีมะฮัร หรืออุญูรให้หญิงด้วยความเต็มใจ และมีกำหนดเวลาตามที่ตกลง เขาก็มีกฎเกณฑ์ของเขา ละเมิดกฎ เขาก็ฟ้องร้องกันได้เหมือนกัน


การแต่งงานแบบมุตอะฮ นี่ ไม่ใช่การแต่งงานตามเจตนารมณ์ของอิสลามนะครับ แต่เป็นการสนองอารมณ์กำหนัดทางเพศ เพียงชั่วคราว โดยมีผู้หญิงเป็นผู้สนองโดยมีค่าจ้างเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน หลังจากนั้น ผู้ชายก็จากไป ไปหาคนอื่นอีกตามที่อารมณ์ต้องการ ส่วนผู้หญิงก็รับสนองคนอื่นอีก ด้วยค่าจ้าง แบบนี้ เรียกว่า "การแต่งงานอย่างนั้นหรือ?" เพราะการแต่งงานแบบอิสลาม จุดประสงค์ก็เพื่อให้ชายหญิงได้อยู่ร่วมกันเป็นสถาบันครอบครัว
ดังอายะฮอัลกุรอ่านที่ว่า

وَمِنْ آيَاتِهِ أَنْ خَلَقَ لَكُم مِّنْ أَنفُسِكُمْ أَزْوَاجاً لِّتَسْكُنُوا إِلَيْهَا وَجَعَلَ بَيْنَكُم مَّوَدَّةً وَرَحْمَةً إِنَّ فِي ذَلِكَ لَآيَاتٍ لِّقَوْمٍ يَتَفَكَّرُونَ

[30.21] และหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์คือ ทรงสร้างคู่ครองให้แก่พวกเจ้าจากตัวของพวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้มีความสุขอยู่กับนาง และ ทรงมีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ


israya บันทึก:

ส่วนที่บังมองว่าเป็นการสมสู่ที่น่ารังเกียจอันนั้น มันเป็นทัศนะส่วนตัวของบังนะครับ และเหตุผลของการมุตอะมันมีมากกว่าเรื่องสนองตัณหาอย่างที่บังคิด มองแค่รูปแบบภายนอกว่า น่าเกลียดก็น่าเกลียดด้วยกันแหละครับทั้ง มิสยาร มุตอะ


ไม่ใช่ทัศนะส่วนตัวครับผม แต่เป็นสิ่งที่มีหลักฐานอย่างที่ได้นำเสนอไปหลายบทแล้ว แต่..น้องบ่าวยังคงใจแข็งไม่ยอมรับ ส่วนนิกะห์มิสยาร อาบังไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงดังที่เคยอ้างมาแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องมาพูดให้ฟัง เพราะนิกะห์มิสยัร เป็นประเด็นการอิจญติฮาด ของนักวิชาการบางคนเท่านั้น [/B]

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Tue Oct 06, 2009 3:39 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การแต่งงานแบบมุตอะฮ นี่ ไม่ใช่การแต่งงานตามเจตนารมณ์ของอิสลามนะครับ แต่เป็นการสนองอารมณ์กำหนัดทางเพศ เพียงชั่วคราว โดยมีผู้หญิงเป็นผู้สนองโดยมีค่าจ้างเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน

ถ้ามองในแง่มุตอะเพื่อสมสู่อย่างเดียว ก็ถูกในบางส่วนนะบังนะ แต่จะให้ถูกครบถ้วน ก็ต้องให้หมายถึงมิสยารของบังด้วย เพราะเจตนาบ่งบอกเพื่อการสมสู่อย่างชัดเจนเรื่องเดียว แต่มุตอะ มีไว้สำหรับกรณีอื่นด้วย เช่นป้องกันหะราม ในการไปไหนมาไหนของคู่หมั้น คู่มายที่กำลังจะแต่งงาน เพื่อการพูดคุยสองต่อสอง แม้จะไม่สมสู่กันก็ตาม สรุปแล้วการสมสู่หรือไม่สมสู่ เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ละปัจเจกชน และถ้าหากมองย้อนกลับไปยังฮะดีษที่ผมหยิบยกมาก่อนหน้านี้ หรือฮะดีษอื่นๆ ที่มีก่อนหน้าการมุตอะจะถูกสั่งยกเลิก จะพบว่าเจตนารมณ์ของอิสลามมิได้มาเพื่อสะกัดกั้นความกำหนัดของมนุษย์ กล่าวคือ ท่านบีเคยอนุญาตให้สาวกของท่านทำนิกาห์มุตอะ ชั่วคราวเมื่อออกรบได้ และอายะที่ผมยกมา ก็ยังมีร่องรอยความเข้าใจของคนในสมัยอดีต ว่า เป็นอายะที่อนุญาให้แสวงหาความสุขทางเพศกับหญิงโดยมีอุญูร ตามความพึงพอใจของสองฝ่าย การสมสู่ของมนุษย์ที่เขาปฏิบัติไปในกรอบดังกล่าวบังจะไปมองด้วยเหยียดหยามได้อย่างไร ในทางปฏิบัติจริงมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่บังคิด เพราะมันไม่ง่ายเหมือนกับไปหาหญิงโสเภณีตามในผับในบาร์นะบัง ? มิสยารนี่ซิบัง ผมสงสัยว่า เขามองผู้หญิงเป็นอย่างไร รับมะฮัรหนเดียว เป็นเมียตลอดไป ไม่มีกำหนด ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิเป็นเมียถาวร อยากให้บังตอบ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Tue Oct 06, 2009 3:57 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เรื่องมิสยารของซุนนี หรือเรื่องมุตอะของชีอะ มันเกิดขึ้นแล้วอย่างชัดเจน ในสังคมซุนนีและชีอะ มันไม่เกี่ยวว่า ผมและบังจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย เพราะมันไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของผมหรือของบัง หรือของนักวิชาการคนใดคนหนึ่ง มันเรื่องศาสนาด้วยกัน จะมีก็เพียงผิดหรือถูกเท่านั้นเอง

ส่วนบังจะบอกปัดว่าไม่เห็นด้วย นั่นเป็นความรู้สึกส่วนตัว ซึ่งผมก็มีความรู้สึกส่วนตัวได้เช่นกันว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เพราะหลักการศาสนา บางเรื่อง ไม่ได้อยู่กับความเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยโดยส่วนตัวของเราเพียงคนสองคน

ท่านยูซุฟเอง โดยส่วนตัวท่านก็อาจไม่เห็นด้วยก็ได้ แต่ที่ท่านกล้าฟัตวาไป ก็เพราะท่านเชื่อว่า เป็นเรื่องที่อนุมัติให้ตามหลักศาสนา แล้วทำไมบังไม่มองว่าอุละมาชีอะบางท่าน หรือในสังคมชีอะเองส่วนใหญ่ ก้ไม่ใช่ว่าจะยินยอมให้ใครทำมุตอะกันง่ายๆ

เพียงแต่ว่า ถ้าใครทำ ก็ไม่ถือว่าผิด จะไปประณามเขามิได้ บังตัดคำพูดว่าโดยส่วนตัวไม่เห็นออกไป แล้วหาความรู้ในส่วนนั้นมาตอบ เหมือนอย่างที่ผมตอบเรื่องมุตอะกับบังนี่ไง

ถามชีอะที่หวงลูกสาวซิ ว่าถ้าใครมาขอมุตอะลูกสาว แล้วเขาจะยอมง่ายๆหรือไม่ ? แต่ถ้าถามว่า มุตอะผืดหลักศาสนาหรือ เขาก็ต้องตอบว่าไม่ผิด ไม่ได้หมายความว่า อะไรที่ไม่ผิดแล้วเราวาญิบต้องทำทุกอย่างเสมอไป

คำว่าไม่ผิด คนละความหมายกับคำว่า วาญิบ

ผมขอถามละลาบละล้วงบังสักอย่าง ต้องขออภัยด้วยนะครับ ว่า ในสภาพสังคมวันนี้ของพวกเรา ถ้าจำเป็นในขั้นที่ว่าลูกสาวบังมีคู่หมั้น จะแต่งงานกันในเดือนหน้า หรือสัปดาห์หน้า พวกเขาขออนุญาตไปไหนด้วยกันสองต่อสอง

บังจะแก้ปัญหาอย่างไร ? อย่าให้พวกเขาฮะรอม บังจะห้ามอย่างเด็ดขาด ว่าเธอสองคนยังไปไหนด้วยกันไม่ได้

หรือบังจะคิดว่า ตราบใด ทั้งสองไม่สมสู่กัน ก็ให้ไปด้วยกันได้ บังมองว่าความผิด(ซินา)มีเฉพาะแค่เรื่องสมสู่อย่างเดียวกระนั้นหรือ?
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AntiRafidah
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 05/06/2009
ตอบ: 120


ตอบตอบ: Tue Oct 06, 2009 1:06 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

israya บันทึก:

การแต่งงานแบบมุตอะฮ นี่ ไม่ใช่การแต่งงานตามเจตนารมณ์ของอิสลามนะครับ แต่เป็นการสนองอารมณ์กำหนัดทางเพศ เพียงชั่วคราว โดยมีผู้หญิงเป็นผู้สนองโดยมีค่าจ้างเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน

ถ้ามองในแง่มุตอะเพื่อสมสู่อย่างเดียว ก็ถูกในบางส่วนนะบังนะ แต่จะให้ถูกครบถ้วน ก็ต้องให้หมายถึงมิสยารของบังด้วย เพราะเจตนาบ่งบอกเพื่อการสมสู่อย่างชัดเจนเรื่องเดียว แต่มุตอะ มีไว้สำหรับกรณีอื่นด้วย เช่นป้องกันหะราม ในการไปไหนมาไหนของคู่หมั้น คู่มายที่กำลังจะแต่งงาน เพื่อการพูดคุยสองต่อสอง แม้จะไม่สมสู่กันก็ตาม สรุปแล้วการสมสู่หรือไม่สมสู่ เป็นเรื่องส่วนตัว แต่ละปัจเจกชน และถ้าหากมองย้อนกลับไปยังฮะดีษที่ผมหยิบยกมาก่อนหน้านี้ หรือฮะดีษอื่นๆ ที่มีก่อนหน้าการมุตอะจะถูกสั่งยกเลิก จะพบว่าเจตนารมณ์ของอิสลามมิได้มาเพื่อสะกัดกั้นความกำหนัดของมนุษย์ กล่าวคือ ท่านบีเคยอนุญาตให้สาวกของท่านทำนิกาห์มุตอะ ชั่วคราวเมื่อออกรบได้ และอายะที่ผมยกมา ก็ยังมีร่องรอยความเข้าใจของคนในสมัยอดีต ว่า เป็นอายะที่อนุญาให้แสวงหาความสุขทางเพศกับหญิงโดยมีอุญูร ตามความพึงพอใจของสองฝ่าย การสมสู่ของมนุษย์ที่เขาปฏิบัติไปในกรอบดังกล่าวบังจะไปมองด้วยเหยียดหยามได้อย่างไร ในทางปฏิบัติจริงมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่บังคิด เพราะมันไม่ง่ายเหมือนกับไปหาหญิงโสเภณีตามในผับในบาร์นะบัง ? มิสยารนี่ซิบัง ผมสงสัยว่า เขามองผู้หญิงเป็นอย่างไร รับมะฮัรหนเดียว เป็นเมียตลอดไป ไม่มีกำหนด ทั้งๆที่ไม่มีสิทธิเป็นเมียถาวร อยากให้บังตอบ






เออ ผมว่าคุณฟิตชอบเดาจากเว็บมุสลิมไทย อ่านข้อความอาจารย์อะสันไม่เข้าใจอ่ะครับ
ขนาดอาจารย์แกบอกชัดเจนแล้วว่า "ส่วนนิกะห์มิสยาร อาบังไม่เห็นด้วยอย่างสิ้นเชิงดังที่เคยอ้างมาแล้ว"
คุณก็ยังมาเขียนว่า "ต้องให้หมายถึงมิสยารของบังด้วย" ซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมดูแล้วเหมือนไม่อ่านแบบพิจารณาที่อีกฝ่ายเขาเขียนไว้อ่ะครับ

ส่วนที่คุณเขียน อ่านดูแล้วเหมือนใช้ความคิดตัวเองซะมากกว่า หลักการทางออกที่อัลลอฮฺสั่งไว้ให้
ก็อัลลอฮฺให้ทางออกไว้แล้ว แต่คุณไม่ยอมศิโรราบเอง นั่นเป็นปัญหาของคุณ
อิสลามจากอัลลอฮฺของแท้เขาสอนให้รู้จักควบคุมความรู้สึกไว้บ้าง ไม่ใช่อะไรก็อยากจะให้ศาสนาทำตามความกำหนัดของตัวเอง
ที่อยากปลดปล่อยออกมาเหมือนสัตว์ ที่อยากเมื่อไหร่ก็ต้องไปหาเหตุผลที่ตัวเองจะระบายความอยากให้ได้




โอ้ ถ้าหลักการมุตอะยังอนุมัติอยู่ สงสัยวัยรุ่นเรา คงจะไม่มีใครที่จะพยายามให้ตัวเองมีความสามารถในการแต่งงานเลยล่ะครับ
คงตั้งหน้าตั้งตา ในการมุตอะกันยกใหญ่ เปลี่ยนคู่นอนไปมา ชิมคนโน้นที ชิมคนนี้ที แล้วพอเวลาจะแต่งงาน ก็อ้าว! ผู้ชายหรือผู้หญิงคนนี้
ก็ไม่บริสุทธิ์เสียเเล้ว เพราะผ่านการมุตอะกันมาอย่างโชกโชน
เผลอๆ มีลูกติดที่เกิดมาจากการมุตอะมาด้วย
ซึ่งผมก็เคยดูวีดีโอลูกติดจากมุตอะในอิหร่านมาแล้ว (โทษที เสียดายจำลิงค์ไม่ได้) แล้วตกลงลูกคนนี้ใครจะเลี้ยงล่ะครับเนี่ย?


ตกลงศาสนาชีอะห์เขาไม่ได้สอนให้เก็บความบริสุทธิ์ของมุสลิมแต่ละคน ไว้ให้กับคู่ครองตัวจริงของตัวเองเหรอครับเนี่ย?
หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้สอนให้ข่มความใคร่ตัวเองไว้บ้างเลยเหรอครับ รอฟิเฏาะนั้นประมาณว่าต้องการเมื่อไหร่ ต้องได้ที่ระบาย

แค่นี้ก็ไม่ตรงกับคำสอนของอัลลอฮฺในอัลกุรอานเสียเเล้วครับ นี่หรือที่อ้างว่าเป็นอิสลามของแท้จากอะลุ้ลบัยต์?







ผมว่าคุณทำตัวเหมือนกับที่อัลลอฮฺบอกไว้เลยครับ ที่จะให้เราคล้อยตามความต้องการของคุณ Laughing




Thai: [4:27] และอัลลอฮ์ ทรงปรารถนาที่จะอภัยโทษให้แก่พวกเจ้า และบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามความใคร่ใฝ่ต่ำนั้นปรารถนาที่จะให้พวกเจ้าเอนเอียงออกไปอย่างมากมาย






คงเสร็จกันพอดีครับ ถ้าจะให้ศาสนาของมนุษย์เป็นไปตามความต้องการของพวกรอฟิเฏาะอย่างคุณ






Thai: [23:71] และหากว่าความจริงนั้นสอดคล้องอารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขาแล้ว ชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในนั้นต้องเสียหายอย่างแน่นอน แต่ทว่าเราได้นำข้อเตือนสติของพวกเขา (คืออัลกุรอาน) มาให้พวกเขาแล้ว แต่พวกเขาเป็นผู้หันหลังให้กับข้อเตือนสติของพวกเขา


คุณรอฟิเฏาะ israya ครับ อัลลอฮฺให้อัลกุรอานมาเตือนสติคุณตั้งมากมายแล้ว
ทำไมถึงได้หันหลังให้กับข้อเตือนสตินี้แล้วอยากจะปฏิบัติตามอารมณ์ใคร่ของคุณล่ะครับ?
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
israya
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/10/2009
ตอบ: 293


ตอบตอบ: Tue Oct 06, 2009 5:40 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ออ คุณนี่เอง ผมดันไปตำหนิเอาคนที่ใช้ชื่อ ali ที่โต้ในกระทู้ ริวายะอะบูฮุร็อยเราะกับอายะกุรอาน

ผมไม่ใคร่อยากแลกเปลี่ยนทัศนะกับคุณนะ ไม่ใช่ไม่ชอบนิสัยหยาบคาย ไม่สุภาพของคุณแค่นั้น ธรรมดาสำรับพวกคุณ แต่ผมไม่เชื่อถือในความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความเข้าใจศาสนา ของคุณ

ถ้าคุณชอบพูดคุยเรื่องศาสนา ผมอยากเสนอให้คุณหมั่นเรียนตัฟซีร กุรอาน และทำความเข้าใจให้ได้กับความหมายของอัลกุรอาน โดยเฉพาะอายะที่ ๒๔/๑๗

คุณมีใครเป็นอาจารย์ หรือครับ ใครเป็นครูสอนการแปลกุรอานให้คุณ ตัฟซีรเล่มไหนในโลกที่คุณยึดถือ เป็นของมัซฮับไหน ผมจนใจเหลือเกิน กับความเข้าใจกุรอานแบบนั้นของคุณ

ผมว่านะครับ เลวขนาดพวกกาเฟรเมืองมักกะฮสมัยท่านนบีเอง ก็คงไม่เข้าใจอย่างคุณ ผมแน่ว่าพวกญาฮิลียะฮ์ ในสมัยนบีก็ยังเข้าใจอายะนั้นไม่เหมือนคุณ อย่าว่าแต่คนมุสลิมที่มีกุรอานอยู่ในมือเลย

คุณคิดออกมาได้ไงว่าบรรดาสาวกท่านนบีตั้งแต่อะบูบักร์ อุมัร อุษมาน อะบูฮุร็อยเราะฮ์และมุสลิมทุกรุป ทุกนาม มีสิทธิสามารถกล่าวคำขอพรต่ออัลลอฮ์ ตามคำสั่งให้ท่านนบีขอในอายะ ๒๔/๑๗ นั้นได้ทุกคน ยกเว้นนบีมุฮัมมัดคนเดียว ทำไมคุณไม่มองอายะแรกที่สั่งห้ามตั้งภาคี หรือคุณคิดว่า คำสั่งห้ามตั้งภาคี เป็นกฏยกเว้นแก่ท่านนบี(ศ)ด้วย

คุณเป็นมนุษย์ที่มีสมอง หรือว่า เป็นแค่ตัวคนที่เดินได้ ส่วนจิตวิญญาณภายในของคุณ มันไม่ใช่ เพราะผมสังเกตความสะเปะสะปะของคุณมานานแล้ว

ขอพุดตรงไปตรงมาอย่างนี้สักครั้งเถอะนะ คุณด่าผมมามากแล้ว ผมไม่ได้แก้เผ็ดตรงที่คุณเคยด่า แต่ผมไม่เข้าใจจริงๆว่า คุณแกล้งดันทุรังเถียงอายะของกุรอานไปแบบนั้น เพื่อหวังอะไร

หวังแค่การยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่า พ่อแม่นบีต้องตกนรก ทั้งๆที่ผมหยิบยกหลักฐานที่เป็นอายะกุรอาน หลายอายะมาเป็นข้อหักล้าง

แต่ในที่สุด คุณก็จะแกล้งหักล้างโดยเจตนาเพียงเพื่อเอาชนะอย่างเดียว ทั้งๆที่คุณเห็นกับตาว่าอะบูฮุร็อยเราะบอกว่า นบีขออนุญาต อัลลอฮ์ไม่อนุญาต
แต่อายะ ๒๔/๑๗ อัลลอฮสั่งให้ขอเลย แต่สติปัญญา จิตใจของคุณ ถูกสร้างมาเพื่อการบิดเบือน

ไม่คิดเกรงกลัวโทษทัณฑ์จากอัลลอฮ์ก็ตามใจคุณนะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
AntiRafidah
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 05/06/2009
ตอบ: 120


ตอบตอบ: Tue Oct 06, 2009 7:21 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

israya บันทึก:

ออ คุณนี่เอง ผมดันไปตำหนิเอาคนที่ใช้ชื่อ ali ที่โต้ในกระทู้ ริวายะอะบูฮุร็อยเราะกับอายะกุรอาน

ผมไม่ใคร่อยากแลกเปลี่ยนทัศนะกับคุณนะ ไม่ใช่ไม่ชอบนิสัยหยาบคาย ไม่สุภาพของคุณแค่นั้น ธรรมดาสำรับพวกคุณ แต่ผมไม่เชื่อถือในความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับความเข้าใจศาสนา ของคุณ

ถ้าคุณชอบพูดคุยเรื่องศาสนา ผมอยากเสนอให้คุณหมั่นเรียนตัฟซีร กุรอาน และทำความเข้าใจให้ได้กับความหมายของอัลกุรอาน โดยเฉพาะอายะที่ ๒๔/๑๗

คุณมีใครเป็นอาจารย์ หรือครับ ใครเป็นครูสอนการแปลกุรอานให้คุณ ตัฟซีรเล่มไหนในโลกที่คุณยึดถือ เป็นของมัซฮับไหน ผมจนใจเหลือเกิน กับความเข้าใจกุรอานแบบนั้นของคุณ

ผมว่านะครับ เลวขนาดพวกกาเฟรเมืองมักกะฮสมัยท่านนบีเอง ก็คงไม่เข้าใจอย่างคุณ ผมแน่ว่าพวกญาฮิลียะฮ์ ในสมัยนบีก็ยังเข้าใจอายะนั้นไม่เหมือนคุณ อย่าว่าแต่คนมุสลิมที่มีกุรอานอยู่ในมือเลย

คุณคิดออกมาได้ไงว่าบรรดาสาวกท่านนบีตั้งแต่อะบูบักร์ อุมัร อุษมาน อะบูฮุร็อยเราะฮ์และมุสลิมทุกรุป ทุกนาม มีสิทธิสามารถกล่าวคำขอพรต่ออัลลอฮ์ ตามคำสั่งให้ท่านนบีขอในอายะ ๒๔/๑๗ นั้นได้ทุกคน ยกเว้นนบีมุฮัมมัดคนเดียว ทำไมคุณไม่มองอายะแรกที่สั่งห้ามตั้งภาคี หรือคุณคิดว่า คำสั่งห้ามตั้งภาคี เป็นกฏยกเว้นแก่ท่านนบี(ศ)ด้วย

คุณเป็นมนุษย์ที่มีสมอง หรือว่า เป็นแค่ตัวคนที่เดินได้ ส่วนจิตวิญญาณภายในของคุณ มันไม่ใช่ เพราะผมสังเกตความสะเปะสะปะของคุณมานานแล้ว

ขอพุดตรงไปตรงมาอย่างนี้สักครั้งเถอะนะ คุณด่าผมมามากแล้ว ผมไม่ได้แก้เผ็ดตรงที่คุณเคยด่า แต่ผมไม่เข้าใจจริงๆว่า คุณแกล้งดันทุรังเถียงอายะของกุรอานไปแบบนั้น เพื่อหวังอะไร

หวังแค่การยืนกรานกระต่ายขาเดียวว่า พ่อแม่นบีต้องตกนรก ทั้งๆที่ผมหยิบยกหลักฐานที่เป็นอายะกุรอาน หลายอายะมาเป็นข้อหักล้าง

แต่ในที่สุด คุณก็จะแกล้งหักล้างโดยเจตนาเพียงเพื่อเอาชนะอย่างเดียว ทั้งๆที่คุณเห็นกับตาว่าอะบูฮุร็อยเราะบอกว่า นบีขออนุญาต อัลลอฮ์ไม่อนุญาต
แต่อายะ ๒๔/๑๗ อัลลอฮสั่งให้ขอเลย แต่สติปัญญา จิตใจของคุณ ถูกสร้างมาเพื่อการบิดเบือน

ไม่คิดเกรงกลัวโทษทัณฑ์จากอัลลอฮ์ก็ตามใจคุณนะ






โอ้โห!!!!!! อะไรกันครับนี่!!!!!! ขนาดข้ามมาอยู่กระทู้นี้แล้วคุณยังผิดอีกเหรอครับเนี่ย?

เราคุยกันอยู่ที่อายะที่ 17/24 นะครับ ไม่ใช่ 24/17 อย่างที่คุณเขียนมา!!!!!!!!!
Laughing



คุณทำให้ผมทึ่งได้ถึงความสามารถในการผิดพลาดของรอฟิเฏาะชีอะห์จริงๆ ครับ!!!!

นี่ขนาดคุยกันอยู่แท้ๆ ยังผิดได้ถึงขนาดนี้ เรื่องอื่นคงไม่ต้องพูดถึงกันแล้วครับเนี่ย
คุณต่างหากเล่าครับ ที่ไม่ได้รับความน่าเชื่อถือในความรู้เบื้องต้นด้านศาสนา
แค่โพสต์อายะที่คุยกันอยู่แท้ๆ คุณยังไม่รอบคอบในการตรวจสอบเลยครับ


แล้วเรื่องอื่นมันจะไปเหลือเหรอครับเนี่ย !!!!!!!



และคุณจะว่าผมไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ก็ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ซีเรียจอะไรเลย
เพราะส่วนตัวของผมเอง ผมก็ไม่ได้ถือว่าตัวเองมีความรู้อะไรมากอยู่แล้ว
ก็คอยเก็บเกี่ยวจากคณาจารย์ต่างๆ สะสมไปเรื่อยๆ






ส่วนเรื่องหยาบคาย ไม่สุภาพตามที่คุณว่ามา ผมว่าอย่ามาตักกียะห์อ้างให้สะอิดสะเอียนเลยครับ

ก็พวกคุณไม่ใช่เหรอครับ ที่ไร้มารยาท และกักขฬะต่อบรรดาศอฮาบะที่อัลลอฮฺทรงพึงพอพระทัย และภรรยาของท่านนบี ที่เป็นมารดาของผู้ศรัทธา!!!


พวกรอฟิเฏาะแบบคุณ ถ้าจะด่าว่าผม ผมจะไม่ว่าอะไรเลยครับ
แต่นี่ดันทะลึ่งไปด่าว่า ใส่ร้าย สาดโคลน ให้ความเป็นกาฟิรแก่มารดาของผู้ศรัทธาที่ผมให้ความสำคัญกว่าแม่ตัวเอง
และตำหนิ ใส่ร้าย ให้การเป็นผู้ปฏิเสธแก่บรรดาศอฮาบะที่อัลลลอฮฺทรงพึงพอพระทัยและรับรองสวรรค์ให้


ผมด่าคุณว่าโง่เง่าเต่าตุ่น ที่ไปเข้าลัทธินอกรีตอิสลามที่ผ่านมา นี่มันยังน้อยยยยยยยยยยยไปมากครับ


เห็นคุณชอบคิดนัก งั้นผมให้ลองคิดดูว่า ถ้าคุณด่าแม่แท้ๆ ของผม ผมจะทำยังไงกับคุณ?
ผมคงโกรธคุณสุดๆ อยู่แล้วครับ แต่นี่มาด่าแม่ของบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งสำคัญกับผมและมุสลิมคนอื่นๆ
ยิ่งกว่าแม่แท้ๆ ของตัวเอง คุณจะโดนด่าบ้างแค่นี้ มันน้อยไปอยู่แล้วครับ ใช่มั้ย?





ส่วนโองการที่เราสองคนคุยกันอยู่ ผมไม่ได้อยากกระสัน(เหมือนกับที่คุณกระสันมุตอะ)จะให้
พ่อแม่ท่านนบีตกนรกให้ได้เลยครับ แต่ที่ผมต้องการ คือให้คุณรู้ว่า หลักฐานของมุสลิมเรา
มันไม่ได้ขัดกันสักนิดเมื่อประมวลดูแล้ว และอัลกุรอานกับอัลฮาดีษที่ถูกต้องย่อมไม่มีวันขัดกัน
ที่เราเห็นว่าขัดกัน นั่นคือยังมีรายละเอียดบางอย่างที่เรายังไม่รู้ และเมื่อหลักฐานปรากฏแล้ว
เรามุสลิมก็ต้องทำใจยอมรับความจริง เพราะมีตัวอย่างจากศาสนทูตคนอื่นๆ ก่อนหน้ามาแล้ว
ส่วนที่คุณมาตั้งกระทู้ว่าขัด นั่นคุณอ่านแล้วมามั่วเอาเอง โดยไม่รอดูข้อสรุปจากเราก่อน อย่างคน
ที่อยากเรียนรู้จริงก็เท่านั้น คุณแค่ต้องการสร้างความปั่นป่วนในสังคมมุสลิมก็เท่านั้นเอง




ถามหน่อยเถอะครับ คุณรักนบี และคนใกล้ชิดรอบข้างนบีจริงหรือเปล่า?
พอเวลาบิดามารดาท่านนบีคุณก็พยายามจริงๆ ไม่ให้เป็นชาวนรก แต่ไฉนพอเป็นเครือญาติคนใกล้ชิด
ของท่านนบีอื่นจากท่านอาลี ไม่ว่าจะเป็นพ่อตาทั้งสอง ลูกเขย บรรดาภรรยา และเครือญาติทางอื่นๆ

ไม่เห็นคุณออกมาปกป้องอย่างที่ทำอยู่นี้บ้างเลยครับ กลับจะด่าว่า ตำหนิ ให้ร้าย หรือมอบความเป็นผู้ปฏิเสธแก่บุคคลรอบข้างนบีข้างต้นด้วยซ้ำไป?



ใช่มั้ย? ไม่ต้องตักกียะห์นะ.........
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Tue Oct 06, 2009 11:27 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

น้องบ่าวชีอะฮ อิสรายา ลองอ่านข้างล่าง

محمد بن الحسن بإسناده عن محمد بن أحمد بن يحيى، عن أبي جعفر، عن أبي الجوزاء، عن الحسين بن علوان، عن عمرو بن خالد، عن زيد بن علي، عن آبائه عن علي عليه السلام قال: " حرّم رسول الله صلى الله عليه وآله يوم خيبر لحوم الحمر الأهلية ونكاح المتعة

มุหัมหมัด บิน อัลหะซัน ด้วยสายรายงานของเขา จากมุหัมหมัด บิน อะหมัด บิน ยะหยา จากอบียะอฺฟัร จาก อบี อัลเญาซาอฺ จาก อัลหุซัยน์ บิน อุลวาน จากอัมริน บิน คอลิด จาก เซด บิน อาลี จาก บิดาของเขา จาก อาลี อะลัยฮิสสลาม กล่าวว่า " รซูลุลลอฮ Solallah วะอาลิฮี ได้ห้ามเนื้อลาบ้านและการนิกะหฺมุตอะฮ - ดู วะสาอิลุชชีอะฮ ของท่านหุรอัลอามิลีย์ อัชชีอีย์ เล่ม 14 หน้า 441 หะดิษหมายเลข 32 บทว่าด้วยเรื่อง นิกะห หัวข้อเรื่อง นิกะหมุตอะฮ

...........

ข้างต้น นักวิชาการคนสำคัญของชีอะฮเอง ได้รายงานว่า ท่านอิหม่ามอาลีบอกว่า ท่านนบี Solallah ห้ามการนิกะหฺมุตอะฮ แต่..ไม่มีใครออกมาเปิดเผย เพราะถือหลักตะกียะฮ (ปิดบังอำพรางเพื่อความอยู่รอด) เพราะฉะนั้น น้องบ่าวควรใช้วิจารณญานให้ดี ก่อนที่จะสายเกินแก้

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Tue Oct 06, 2009 11:40 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ما رواه أحمد بن محمد بن أبي الحسن عن بعض أصحابنا يرفعه إلى أبي عبد الله (ع) قال: لا تتمتع بالمؤمنة فتذلها

สิ่งที่รายงานโดยอะหมัด บิน มุหัมหมัด บิน อบีอัลหะซัน จากบางส่วนของสหายของเรา เขาได้อ้างมันว่า อบีอับดุลลอฮ (อ)กล่าวว่า " ท่านอย่านิกะหมุตอะฮ กับหญิงผู้ศรัทธา เพราะท่านจะทำให้นางต่ำต้อย - ดู ตะซีบุลอะหกาม เล่ม 7 หน้า 253 หมายเลข 1089 หะดิษที่ 14 (1)
---------
(1)تهذيب الأحكام ج7ص 253 رقم 1089 حديث 14 - باب في تفصيل أحكام النكاح
.........
แสดงว่า มีเหมือนกันคำสอน ชีอะฮ ห้ามมุตอะฮกับสตรีมุสลิมะฮ แล้วสตรีต่างศาสนามุตอะฮได้หรือครับน้อง israya

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ปัญหาศาสนา ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3, 4 ... 27, 28, 29  ถัดไป
หน้า 3 จากทั้งหมด 29

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.10 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004