ลงโฆษณากับเรา..เพื่อธุระกิจของคุณ..

ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - สาส์น จาก พระผู้เป็นเจ้า
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
สาส์น จาก พระผู้เป็นเจ้า

 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ปัญหาศาสนา
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
อับดุลเลาะห์(สอน)
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 25/09/2009
ตอบ: 26


ตอบตอบ: Sat Nov 07, 2009 9:47 pm    ชื่อกระทู้: สาส์น จาก พระผู้เป็นเจ้า ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Exclamation
วันฟื้นคืนชีพ หรือ วันกิยามะห์

ซึ่งได้ประจักษ์ต่อหน้าพวกเราแล้วในวันนี้
จากคำบอกเล่าของบรรดาคัมภีร์ ที่บรรดานบีย์ บรรดาศาสนฑูต บอกกล่าวให้เราได้รับรู้ ซึ่งพวกเราพากันสงสัยอยู่ว่า วันสิ้นโลก และวันกิยามะห์ หรือ วันฟื้นคืนชีพจะเกิดขึ้นเมื่อใด
เรามักได้ยินคำบอกกล่าว เล่ามาว่า เมื่อถึงเวลาแห่งการทำลายล้างโลก อัลลอฮ หรือ พระผู้เป็นเจ้า จะทำให้โลกแตกเป็นผุยผง และสูญสลาย ลรรพสิ่งทั้งจักวาลรวมทั้งมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย จะต้องแตกดับสูญหายตายจาก และพระองค์จะทรงสร้าง ผืนแผ่นดินขึ้นมาใหม่ มนุษย์ทุกคนที่เคยตายไปแล้ว ทุกยุคสมัย จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน คือ (ทุ่ง)มะห์ชัร. ซึ่งเป็นดินแดนที่ไร้ อาณาเขต ทุกคนจะร้อนรนทุกข์ทรมาน เพราะดวงอาทิตย์ ลงมาอยู่ต่ำ ใกล้ กับศีรษะของแต่ละคนเพียงศอกเดียว ทุกคนจะเปลือยกายล่อนจ้อน วิ่งหาอาม้าล - การงานของตน แต่ละคน จะแหวกว่ายในน้ำเหงื่อ เหงื่อจะท่วม บางคนถึงตาตุ่ม บางคน ถึงเอว บางคนถึงคอ และบางคนท่วมทั้งตัว ทุกคนจะอยู่อย่างตัวใครตัวมัน เพื่อเอาตัวรอด

คนทุกยุคสมัย จะฟื้นมาอยู่ในที่เดียวกัน ตั้งแต่ยุคแรก คือ ยุค อาดัม ยุคนบีนูห์ นบีอิบรอฮีม นบีลูต นบีสุไลมาน นบีมูซา นบีอีซา จนถึงนบีมูฮัมหมัด ก็จะมาอยู่ในสถานที่เดียวกัน บรรดาผู้บูชาเจว็ดรูปปั้น ก็มาปรากฏให้เห็น กษัตริย์ฟาโรห์ก็มาให้เห็น

บรรดาผู้คนที่บูชาดวงอาทิตย์ ก็จะตามดวงอาทิตย์ ผู้ที่บูชาดวงจันทร์ ก็จะตามดวงจันทร์ไป ผู่ที่บูชาตอฆูต (เจว็ด หรือบรรดาระบบ พิธี รูปแบบต่างๆที่ขัดกับศาสนาแห่งพระเจ้า )ก็จะติดตาม ตอฆูต ไป ใน(ทุ่ง) มะห์ชัร. เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น ณ จุดใด ผู้คนทั้งหลาย ก็จะรู้เห็น รับทราบโดยทั่วถึงกันหมด เมื่อบัญชีแห่งการกระทำของแต่ละคน ถูกนำมากางแผ่ ผู้คนทั่วไปในมะห์ชัร. ก็จะรับรู้รับทราบ ทั่วกัน และการตัดสินพิพากษากับผู้นั้นก็จะเกิดขึ้น

วันเวลาในวันฟื้นคืนชีพ หรือวันกิยามะห์ 1 วัน เท่ากับ วันยุคนบีมูฮัมหมัด(ศ) 1000 ปี และบรรดาผู้ศรัทธา จะได้ประจักษ์ในพระผู้เป็นเจ้า หลังจากนั้นพวกเขาก็จะต้อง เดินผ่านทางสายตรง (ศิรอตุลมุสตะกีม)ที่พาดผ่านนรกยะฮันนัม ตรงไปสู่ สวรรค์ สะพาน หรือ เส้นทางนั้น เล็กยิ่งกว่าเส้นผม คมยิ่งกว่ามีดดาบ บนเส้นทางจะมีหนามเหล็ก เป็นตะขอ คอยเกี่ยวผู้ที่เดินบนสะพาน ให้ตกลงในนรก ตะขอเหล็กดังกล่าว คือ อาม้าล หรือ ผลงานของตน

ชาวสวรรค์ จะสูงเท่ากับ นบีอาดัม เหมือนกันทุกคน คือ 60 ศอก

ชาวนรก หนังจะหนาและกว้าง ระยะห่างจากใบหู ถึง บ่า เท่ากับ ระยะทางเดินของอูฐ 60 ปี (ทั้งหมดที่กล่าว นี้ อยู่ใน วจนะ ของท่านนบี มูฮัมหมัด (ศ) ฮะดีษ ศอเฮียะห์มุสลิม ได้กลั่นกรองและเป็นที่ยอมรับกัน ว่าถูกต้องศอเฮียะห์

จากเรื่องราวทั้งหมด ผู้ที่รับคำบอกเล่า ที่อยู่ในศาสนา อิสลาม ทั้งบรรดาผู้รู้ และบุคคลทั่วไป เชื่อว่า

- ชาติหน้า(การเกิดใหม่) มีจริง
- โลกหน้า (โลกใหม่ หรือ แผ่นดินใหม่ หลังจากการแตกสลาย ของโลกและจักวาลนี้) มีจริง
- เมื่อแตรสังข์ถูกเป่า ครั้งที่หนึ่ง โดยเทพ (มลาอีกะห์) ที่ชื่อ อิสรอฟีล โลก จะแตก ผู้คนทุกคนจะตายหมด ไม่มีเหลือ และแตรสังข์ ก็จะถูกเป่าเป็นครั้งที่ สอง โลกใหม่ และแผ่นดินใหม่ ก็จะมีขึ้น และผู้คนทุกยุค ก็ จะฟื้นคืนชีพ ผุดออกจากสุสาน ออกมาอยู่รวมกัน
- มะห์ชัร. คือทุ่งกว้าง ไร้อาณาเขต ผู้คนจะเปลือยกายและมารวมกันอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
- ทุกคนที่อยู่ในทุ่งมะห์ชัร. จะรู้ตัว ตัวเองอยู่ในทุ่งมะห์ชัร. แล้ว
- ผู้คนจะวิ่ง หาความช่วยเหลือ จาก บรรดา นบี - ศาสดาต่างๆ แต่ไม่มีใครช่วยเหลือได้ นอกจาก นบีมูฮัมหมัด คนเดียว
- ทุกคนจะถูกนำบัญชี การกระทำ ของตน มายื่นและถูกตัดสินพิพากษา
- ทุกคนจะต้องเดินผ่านสะพาน ศิรอตุลมัสตะกีม (ทางสายตรง) ผู้ปฏิเสธ จะต้องลงไปในนรก และผู้ศรัทธาจะเดินผ่าน ไปสู่ สวรรค์
- ในสวรรค์จะมีหลายชั้น แต่ละชั้น จะมี ความสุขสำราญ มากมาย มีอาหาร หลากหลาย เช่น ธารน้ำนม ธารน้ำผึ่ง มีผลไม้ มี สาวสวยคอยบริการให้ความสุข จะอยู่ในนั้น ตลอดชั่วกาลนาน
- นรก มีหลายขุม แต่ละขุม มีความทรมาน มากเหลือ เช่น ร้อนทุรนทุราย ในน้ำเดือด อาหารเป็นฟางหญ้า และผลไม้มีหนาม น้ำที่ดื่ม เป็นน้ำเดือดและน้ำหนอง มีสภาพ ไม่เป็น และไม่ตาย จะอยู่ในนั้นชั่วกาลนาน
และบรรดาผู้รู้ และผู้ที่นับถือ ศาสนาอิสลาม ทั่วไป เชื่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวจะเกิดขึ้น ในเวลาอันใกล้นี้ และ นบีมูฮัมหมัด ได้บอกถึงสัญญาณ วันสิ้นโลกไว้อย่างมากมาย ดังนี้
- อัดดัจญาล (จอมหลอกลวง) จะมาปรากฏและครอบครองโลก
- ดอกเบี้ยจะรุ่งเรือง ,ผู้คนจะแข่งขันกันสร้างมัสยิด ,แผ่นดินไหวบ่อยครั้ง ,ลูกหลานจะไม่เชื่อฟัง พ่อแม่ ,ผู้ชายจะเป็นชู้กับชาย หญิงจะเป็นชู้กับหญิง ,ผู้ที่เคยยากจนจะแข่งขันกันสร้างตึก ,ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ,เลือดมนุษย์จะไม่มีค่า ,คนร่ำรวยจะทำพิธีฮัจญ์เหมือนงานอดิเรก ,คนชั้นกลางจะทำพิธีฮัจญ์เป็นธุรกิจ ,คนจนจะทำพิธีฮัจญ์ด้วยการขอทาน ,ปรากฏชาวตะวันตกเข้ามาครอบครองมุสลิม
- วันฟื้นคืนชีพ จะมาต่อจากฉัน(นบีมูฮัมหมัด)เหมือนกับ นิ้วสองนิ้วนี้ (นิ้วกลาง กับนิ้วชี้)
- เมื่อทะเลลุกเป็นไฟ ,เมื่อภูเขาถูกเคลื่อนย้าย ,เมื่ออูฐถูกทอดทิ้ง ฯลฯ
และยังมีสัญญาณ อีกมาก ที่บ่งบอกถึงสัญญาณ วัน กิยามะห์ ทำให้ผู้นับถือ ศาสนาอิสลาม ทั่วไป เชื่อว่า โลกใกล้อวสาน วันกิยามะห์ จะมาถึงในเวลาอันใกล้นี้

พี่น้อง ผู้มีปัญญา ทั้งหลาย

ท่านทราบหรือไม่ว่า คำพูดของศาสดา มูฮัมหมัด(ศ) ที่บอกว่า วันกิยามะห์ หรือ วันฟื้นคืนชีพ ที่ใกล้เข้ามานั้น บอกไว้แต่เมื่อใด

ท่านบอกไว้ว่าเมื่อ 1400 กว่าปีมาแล้ว..... ท่านบอกว่า ระยะห่างระหว่างตัวท่านศาสดาเอง กับวันกิยามะห์ นั้น เหมือนกับนิ้วชี้กับนิ้วกลาง แต่ เวลาก็ได้ล่วงเลยมาแล้วกว่า 1400 ปี ก็ยังไม่มีวี่แววว่า โลกจะแตก สัญญาณเครื่องหมายทั้งหลาย ที่บอกว่า วันกิยามะห์จะมาถึง ก็ปรากฏเกือบจะหมด หรือ หมดแล้วก็ว่าได้ แต่ก็ยังไม่มีเค้า ว่า โลกจะแตกเป็นผุยผง สักที นั่นหมายถึง วันกิยามะห์ยังอยู่อีกไกล แต่ทำไมท่านนบี(ศ)บอกว่าอยู่ใกล้กับท่าน ตั้งแต่ 1400 ปี ที่แล้ว หากโลกจะแตก หลายพันปี หรือ หลายแสนหลายล้านปี ข้างหน้าแล้ว จะเรียกอยู่ใกล้ได้อย่างไร

แต่ หามิได้ ท่านจะเชื่อหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับ ความศรัทธา หรือ การชี้นำ จากพระองค์ อัลลอฮ เท่านั้น

แต่ ท่านจงรู้ไว้เถิดว่า.....วันกิยามะห์ หรือ วันฟื้นคืนชีพ ได้มาถึงเราแล้ว ณ วันนี้

ท่านจงมองดู ไป รอบๆตัวของท่าน และใช้จิตใจ เพ่งพิจารณา คำบอกเล่าของท่านนบี (ศ) และบรรดาศาสดาทั้งหลาย เรื่อง วันฟื้นคืนชีพ ว่า ได้ปรากฏต่อหน้าพวกเราแล้ว ในตอนนี้

จากหลักฐาน ใน คัมภีร์ อัลกุรอาน และ ฮะดีษ ศอเฮียะห์ ตรอดจน บรรดาคัมภีร์ ก่อนๆ ได้กล่าวไว้ ปรากฏ คือ
ในคัมภีร์ อัลกุรอาน และในฮะดีษ ของท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ) ไม่เคยมีปรากฏในตอนใดเลย แม้แต่ อายะห์ หรือ ฮะดีษ เดียวว่า โลกหน้า หรือ แผ่นดินหน้า มีอยู่จริง ที่มีก็คือ ชาติหน้า คือ การกลับมาเกิดอีกครั้ง คำบอกเล่าทั้งหลายที่พวกเรา เข้าใจ และนำมาสอนกันถึงเรื่อง โลกหน้า ได้แก่ คำว่า

เยามุลกิยามะห์ แปลว่า วันแห่งการลุกขึ้น
เยามุลอาคิร หรือ อาคีเราะห์ แปลว่า วันสุดท้าย
เยามุลบะอ.ษิ แปลว่า วันแห่งการฟื้น
เยามุลอุซร แปลว่า วันแห่งความยากลำบาก
อัซซาอะห์ แปลว่า ชั่วโมง หรือ ยาม อันนั้น

ทั้งหมดนี้ ใช้คำว่า เยาม ซึ่งแปลว่า วัน ,วาระ ,ยุค ,สมัย ทั้งหมด บ่งบอกถึง เวลา มิใช่ สถานที่ ไม่มีคำใดเลย แม้แต่คำเดียว ที่แปลหรือมีความหมายบ่งบอกว่าเป็น โลกหน้า ,แผ่นดินหน้า ,โลกถัดไป ,แผ่นดินถัดไป
คำว่า โลก ในภาษาอาหรับ ใช้คำว่า อาลัม ,ดุนยา
คำว่า แผ่นดิน ในภาษาอาหรับ ใช้คำว่า อัรฎ
ส่วนคำว่า เยาม แปลว่า วัน หรือ บ่งบอก ถึง เวลา มิได้บ่งบอกถึงสถานที่
คำว่า โลกหน้า จึงไม่มีอยู่ใน อัลกุรอาน และ ฮะดีษ ตลอดจนคัมภีร์ก่อนๆ(เช่น ไบเบิล,เตารอต) เลย
จึงเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน ที่แปล คำว่า วันฟื้นคืนชีพ ,วันสุดท้าย เป็นคำว่า โลกหน้า เพราะกล่าวถึง วัน ,เวลา มิได้กล่าวถึงโลก
เมื่อไม่มีคำว่า โลกหน้า แล้ว ชาติหน้า(การเกิดครั้งถัดไป) จะมีหรือไม่ และที่ไหน?

ในคัมภีร์ อัลกุรอาน และอัลฮะดีษ ตลอดจนคัมภีร์ยุคก่อนๆ ได้กล่าวถึง การเกิดของคน ในครั้งต่อๆไป หรือ ชาติหน้า ว่า มีจริง และมีแน่นอน แต่ สถานที่ ก็ คือ แผ่นดินนี้ ในยุคแห่งการฟื้นคืนชีพ หรือ วันฟื้นคืนชีพ(วันกิยามะห์)

จากความเชื่อของผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามทั่วไป เชื่อว่า

- เมื่อแตรสังข์ ถูกเป่าครั้งที่ หนึ่ง โลกจะแตก และผู้คนทุกคนจะตายหมด ไม่มีเหลือ แม้แต่คนเดียว
แต่ในคัมภีร์ อัลกุรอาน บทที่ 39 กล่าวว่า เมื่อแตรสังข์ถูกเป่า ครั้งที่ หนึ่ง ผู้คนจะล้มตาย ไม่หมด ดังนั้น หากโลกแตก ผู้ที่ยังไม่ตายจะอยู่อย่างไร เมื่อไม่มีแผ่นดินจะอยู่
- ส่วนใหญ่เชื่อว่า เมื่อแตรสังข์ ถูกเป่า ครั้งที่สอง ก็ถึงวัน ฟื้นคืนชีพ ผู้คนจะผุด ออกมาจากสุสาน (กุโบร์) ออกมามีชีวิตอีก แต่ในคัมภีร์ อัลกุรอาน บทที่ 22 กล่าวว่า การฟื้นคืนชีพ ในวันกิยามะห์นั้น จะมีชีวิตขึ้นมาเหมือนกับการ เกิดครั้งแรก คือออกมาจากครรภ์มารดา (มนุษย์ไม่ใช่ต้นไม้ ที่จะงอกมาจากดิน)
- เราเชื่อว่า ในวันนั้น ดวงอาทิตย์ จะ อยู่เหนือ ศีรษะ เพียงศอกเดียว และเปลือยกาย ไม่ยกเว้นผู้ใด แน่นอนผู้ที่เคยรู้และศรัทธาเช่นนั้น ย่อมรู้ว่า นั้นคือ วันฟื้นคืนชีพ แต่ในคัมภีร์ อัลกุรอาน บทที่ 20 กล่าวว่า "ใน วันฟื้นคืนชีพ มีผู้รู้ไปบอก ผู้ที่ไม่รู้ว่า วันนี้ คือ วันฟื้นคืนชีพ แต่ทว่า ผู้คนทั่วไปหารู้ไม่ "

จากอัลกุรอานดังกล่าว และหลักฐานตลอดจนเหตุผลต่อไปนี้ จะเป็นข้อพิสูจน์ ให้ผู้ศรัทธา ได้รับรู้ว่า วันนี้ คือ วันฟื้นคืนชีพ ดังนี้
1. ในคัมภีอัลกุรอานและคัมภีร์ก่อนๆรวมทั้งอัลฮะดีษ ไม่เคยบอกในตอนใดเลย ว่ามี โลกหน้า หรือแผ่นดินหน้า บอก ไว้แต่เพียง โลกวิญญาณ(อาลัมบัรซัค)คือ โลกที่มีอยู่แต่วิญญาณ ไม่มีร่าง และรอคอยการกลับมาเกิดมีร่างกายอีกครั้ง มีสภาพ ทั้งความสุข และทุกข์ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า ยมโลก และจะมีการเกิดอีก คือ ชาติหน้า เพื่อมาชดใช้ กรรมที่เคยกระทำมาก่อน
2. ในคัมภีร์อัลกุรอาน บอกว่า เมื่อแตรสังข์ถูกเป่าครั้งแรก ผู้คนจะล้มตาย แต่ยังมีเหลือ ผู้ที่เหลืออยู่ ใช้ชีวิตต่อไป - โลกย่อมไม่แตกสลาย เพราะหากโลกแตกสลายผู้คนจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้
3. การฟื้นคืนชีพ ในอัลกุรอานบอกว่า ฟื้นมามีชีวิตเหมือนกับการเกิดครั้งแรก คือ ออกมาจากครรภ์มารดาไม่ได้งอกหรือผุดมาจากดิน (ที่ว่าออกมาจากสุสานนั้น หมายถึง ผู้ที่เคยตายมาก่อน ได้ออกมามีชีวิต เป็นคำเปรียบเปรยว่า ออกมาจากสุสาน) เพราะว่ายังมีผู้คนอีกมากที่ไม่ได้ถูกฝัง คือ ถูกเผา ถูกสัตว์กิน หรืออื่นๆอีกมาก
ลักษณะการมีชีวิตของผู้คน ในวันฟื้นคืนชีพ ดังต่อไปนี้เป็น ปริศนา หรือ นัยยะ เปรียบเปรยเป็น นามอธรรม มิใช่ รูปอธรรม ดังนี้ คือ
4. ผู้คนจะฟื้นขึ้นมา ใน อัรมะห์ชัร. ที่คนทั่วไป เข้าใจว่าเป็นทุ่งกว้าง แต่ อัลมะห์ชัร. แปลว่า สถานที่รวบรวม มิได้แปลว่า ทุ่ง ที่รวมคือ รวมผู้คนทั้งหลาย ทุกยุคสมัยมาอยู่ในที่เดียวกัน เราจะเห็นว่า ในปัจจุบัน มีผู้คนมาปะปนกัน อยู่ทั่วไป หลากหลาย ทุกรูปแบบ ทุกประเภท
5. ท่านนบี(ศ) ได้กล่าวว่า ในมะห์ชัร. ไม่มีเขตแดน นั่นคือ โลกไร้พรมแดน(Globalization) นั่นเอง
6. ผู้คนที่อยู่ในมะห์ชัร. จะเปลือยกาย ความหมายคือ ไม่มีผู้ใดจะปิดบังอำพรางตัวเอง ให้พ้นจากการรู้เห็นของผู้อื่นได้อีกต่อไป ท่านมีทรัพย์สินเท่าใด ,มีประวัติเช่นใด ,ทำสิ่งถูกหรือ ผิดใดๆมา ท่านมิอาจอำพรางได้อีกเลย
7. ดวงอาทิตย์จะอยู่เหนือ ศีรษะ เพียงศอกเดียว หมายถึง ความรุ่มร้อนที่สุมอยู่ในหัว จะร้อนดังดวงอาทิตย์อยู่ห่างเพียงศอกเดียว จะหลบหลีกไปที่ใด ก็ไม่พ้น ความรุ่มร้อน ในหัว ก็คือ ความกลัดกลุ้มจากปัญหาต่างๆในชีวิตนั่นเอง
8. ผู้ศรัทธาจะไม่ต้องร้อนดังดวงอาทิตย์อยู่บนหัว เพราะได้อยู่ใต้ร่มเงาของพระผู้เป็นเจ้า หมายถึง ผู้ศรัทธาไม่ต้องร้อนรนจนเกินไป จากปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิต เพราะมอบหมายต่อพระผู้เป็นเจ้า จึงไม่ต้องทรมานใจ ร้อนรนเหมือนผู้ปฏิเสธ
9. แต่ละคนเหงื่อจะท่วม และต้องว่ายในน้ำเหงื่อของตัวเอง บางคนท่วมถึง ตาตุ่ม ,ถึงเอว ,ถึงคอ หรือท่วมมิดทั้งตัว หมายถึง ผู้คนต้องทำงานอย่างมาก ต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ด้วยการขวนขวายทำงานเหมือนกับว่ายอยู่ในเหงื่อ หรือ เหมือนกับคำว่า เหงื่อท่วมกาย
10. ผู้คนแต่ละยุคสมัยจะฟื้นขึ้นมาปรากฏให้เห็น ได้แก่
ผู้คนยุค - นบีอาดัม = ผู้คนอยู่ในป่า ไม่มีผ้าให้นุ่ง
- นบี นูห์ (โนอาห์) = ผู้คนสัมมtเลเทเมา ,กราบไหว้บูชารูปปั้น
- นบีอิบรอฮีม(อับราฮัม) = ผู้คนทำธุรกิจ ผลิตจำหน่ายรูปปั้น รูปเคารพ
- นบีลูต(โลต) = ผู้คนนิยมเสพสุขทางเพศ จากเพศเดียวกัน(เกย์)
- นบีมูซา(โมเสส) = ผู้คนนิยมเล่น แข่งขันประชัน มายากล
- นบีสุลัยมาน(โซโลมอน) = ผู้คนนิยมเรื่องไสยศาสตร์ คาถาอาคม
- นบีอีซา(เยซู) = มีการทรงเจ้าเข้าผีมากมาย ดาษดื่น
- นบีมูฮัมหมัด(ศ) = ผู้คนนิยมทำการค้าระหว่างประเทศ นิยม ดนตรี การร้องรำทำเพลง

ผู้คนลักษณะต่างๆเหล่านี้ ได้มาปรากฏ ให้เห็นแล้ว ในยุคปัจจุบัน และยิ่งใหญ่ อลังการกว่าแต่ก่อนมากมาย หลายเท่า และบุคคลสำคัญก็มีมาให้เห็น หากสังเกตุ เช่น

- กษัตริย์ฟาโรห์ รามเสส (ฟาโรห์ ยุคนบีมูซา) ปรากฏมาให้เห็นในยุคปัจจุบันและมีอำนาจบาตรใหญ่กว่าในอดีตมากมายหลายเท่า ท่านนบี(ศ) กล่าวว่า ฟาโรห์ จะกลับมาในวันกิยามะห์พร้อมทั้งอำนาจ และไพร่พล มหาศาล และเขาจะนำไพล่พลของเขา เข้าสู่ขุมนรก
ฟาโรห์ กลับคืนชีพแล้ว จะเป็นผู้ใดนั้น ท่าน คาดเดาเอาเอง
- แม้กระทั้งพระเจ้า ตากสิน มหาราช ก็กลับมากู้เอกราชให้กับชาติ สยาม อีกครั้ง
นอกจากนี้ ยังมีบุคคลสำคัญอีกมาก ได้กลับฟื้นคืนชีพ ปรากฏต่อหน้าพวกเราแล้ว ในปัจจุบัน มาแสดง บทบาทเดิม แต่ยิ่งใหญ่กว่า…..แต่ใครเป็นใครนั้น ท่านพิจารณาดูเอาเอง
11. ผู้ที่บูชาดวงอาทิตย์ จะตามดวงอาทิตย์ไป หมายถึง ดวงอาทิตย์คือ ดาวที่มีแสง ในตัวเอง แสง หมายถึง วิชาความรู้ ผู้คนที่นับถือวิชาการ จากสถาบัน หรือ บุคคล ที่มีวิชาจากตนเอง เขาก็จะตาม สถาบัน หรือ บุคคลนั้นไป
12. ผู้ที่บูชาดวงจันทร์ ก็จะตามดวงจันทร์ นั้นไป หมายถึง ดวงจันทร์ คือ ดาวที่มีแสงจากการสะท้อนของดวงอาทิตย์ คือ สถาบัน หรือบุคคลที่เอาความรู้จาก สถาบันอื่น หรือบุคคลอื่นมาสอน ผู้ที่นับถือ ก็จะติดตามไป
13. ผู้ที่บูชา บรรดา ตอฆูต (เจว็ด หรือ ระบบต่างๆที่ขัดกับแนวทางแห่งพระผู้เป็นเจ้า) ก็จะติดตามตอฆูต นั้นไป หมายถึง จะมีบรรดา ระบบต่างๆ วิถี พิธีกรรม ประเพณีต่างๆเกิดขึ้นมากมาย เป็นเจว็ด หรือ เป็นที่เคารพบูชา ผู้คนที่นับถือ ก็จะปฏิบัติตาม มากมาย
14. ในมะห์ชัร. ไม่ว่าเหตุการณ์เกิดขึ้น จุดใด ผู้คนจะรู้เห็นกันหมด หมายถึง เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น ไม่ว่าอยู่มุมใด ของโลก ผู้คนก็จะได้เห็นเหมือนๆกัน และพร้อมๆกัน สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ในวันนี้ แต่เป็นไปไม่ได้เลยในยุค พันปีก่อน
15. เมื่อบัญชี อามาล (การกระทำ) ของแต่ละคนถูกนำมาเปิดเผย ผู้คนใน มะชัร. จะได้รู้เห็นกันทั่วไป หมายถึง เมื่อผลงาน หรือ การกระทำ ของแต่ละคน ได้ถูกนำมาเปิดเผย หรือแฉต่อหน้า สาธารณชน หรือสื่อมวลชน ผู้คนทั่วไป ก็จะได้รู้ถึงการกระทำของบุคลนั้นๆ โดยทั่วถึงกัน แล้วแต่ ระดับของแต่ละคน และการพิพากษาต่อชีวิตผู้นั้น ก็จะมีขึ้น
16.วันเวลา ในวันกิยามะห์ 1 วัน เท่ากับ 1000 ปี ของยุค ศาสดามูฮัมหมัด หมายถึง เวลาในปัจจุบันสามารถ กระทำการใดๆที่รวดเร็ว และมีค่ามาก หากเปรียบเทียบในยุค ก่อนๆ ก็พูดได้ว่า 1 วันในวันมีค่า หรือ ระยะเวลาเท่ากับ 1000 ปี ของสมัยก่อน เช่น ปัจจุบัน หากเราต้องการบอกข่าวคราว หรือติดต่อกับผู้คน ที่อยู่ห่างไกลออกไป นับหมื่นไมล์ หรือ อีกซีกโลก เราก็ใช้เวลาไม่กี่ วินาทีก็สามารถ ส่งข้อมูลข่าวสาร ได้สมบูรณ์ ทั้งอาจเป็นการตอบโต้ สนทนากันก็ได้ และยังสามารถ ส่งภาพให้เห็นกันได้ด้วย แต่หากเป็นในอดีตนับพันปี ก่อน การส่งข้อมูลข่าวสาร ที่อยู่ห่างไกลออกไป ถึงอีกซีกโลก นั้น อาจต้องใช้เวลา หลายเดือน หรือหลายปี ถึงจะบอกให้ผู้คนอีกซีกโลก ให้รับรู้ได้
17. ผู้ศรัทธาและผู้ประจักษ์ ในพระเจ้า จะต้องเดินผ่านทางสายตรง(สะพานศิรอตุลมุสตะกีม) ข้ามนรก ไปยัง สวรรค์ เส้นทางดังกล่าว เล็กยิ่งกว่าเส้นผม คม ยิ่งกว่า มีดดาบ หมายถึง ผู้ที่ประจักษ์ ในพระผู้เป็นเจ้า คือผู้ที่บรรลุ ถึง ความจริง แห่งพระผู้เป็นเจ้า จะต้องเดินบนเส้นทางแห่งชีวิต ที่ แคบ (เปรียบดังเส้นผม) ,ลำบากและเจ็บปวด(เปรียบดังคมมีดบาด) จึงจะผ่านไปสู่สวรรค์ได้ (สู่ความสงบรื่นรมย์ในชีวิต)
18. บนสะพานศิรอตุลมุสตะกีม จะมีหนามเหล็ก เป็นตะขอ คอยเกี่ยวให้ผู้ที่เดิน ผ่าน ตกลงในขุมนรก ตะขอ หนาม นั้น คือ อาม้าล(ผลงาน) ของตน หมายถึง บนเส้นทางชีวิต ของผู้ประจักษ์ใน พระผู้เป็นเจ้า แล้วนั้น จะถูกเหนี่ยวรั้ง ด้วยอุปสรรค(เหมือนตะขอเหล็ก)ให้ตกลงใน นรก (ความหายนะ และทุกข์ ทรมาน) ตะขอเหล็ก นั้น คือ ผลงานที่เคยกระทำมา คือ ปัญหาที่ตนได้ก่อขึ้น ซึ่งจะมาเป็นอุปสรรค ในการเดินทางของชีวิตตน สู่ความสงบสุขในชีวิต
19. ผู้ที่อยู่ในมะชัร. ที่ยังไม่ได้ข้าม สะพาน(ศิรอตุลมุสตะกีม) จะมีชีวิตอยู่ระหว่าง สวรรค์ กับ นรก หากเพลี่ยงพล้ำ ก็จะตก ลงในนรก และหากอยู่ในสวรรค์ในตอนนั้นก็มิอาจอยู่ อย่างถาวรได้ อาจจะต้องออกจากสวรรค์ อีก นอกจาก จะต้องข้ามสะพาน(ศิรอตุลมุสตะกีม)เสียก่อน หมายถึง ผู้ที่มีชีวิตอยู่ท่ามกลาง ความวุ่นวาย (มะห์ชัร.) มิอาจมีชีวิตอยู่อย่าง บรมสุข ได้ แต่จะมีชีวิต อยู่สลับกันไปมา ระหว่าง ความสุข กับ ความทุกข์ จนกว่าจะประจักษ์ ในพระผู้เป็นเจ้า และต้องข้ามเส้นทางแห้งชีวิต จนบรรลุ ถึงความสุขที่แท้จริง
20. ผู้ที่ได้เข้าสวรรค์ แล้ว เขาจะไม่ตาย อีกต่อไป หมายถึง จิตวิญญาณของผู้ที่ได้เข้าสวรรค์ คือ จิตวิญญาณ ของผู้ที่ประจักษ์ในพระเจ้า ประจักษ์ ในความเป็นจริงแห่งชีวิต ประจักษ์ในวิญญาณ หรือ อัตตา ของตน เขาจะไม่รู้สึกว่า ตัวเองจะตาย อีกต่อไป แม้ว่า ร่างกายจะดับลง แต่วิญญาณยังคงอยู่เป็น อมตะ ณ พระผู้เป็นเจ้า และกลับมามีชีวิต ที่ดี และมีความบรมสุขได้ตามที่ต้องการตลอดไป
21. ผู้ที่ลงนรก เขาจะต้องถูก ทรมาน ทั้งไม่เป็นและไม่ตาย เมื่อร่างกายถูกเผา จนหมดสิ้นแล้ว ก็จะเหลือกระดูกก้นกบ และพระเจ้าก็จะสร้าง ร่างให้กับเขาใหม่ เพื่อจะทรมานต่อไป หมายถึง ผู้ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากกรรมชั่วของตน เขาจะมีชีวิตที่ ไม่เป็นและไม่ตาย ก็คือ ตายทั้งเป็น นั่นเอง เมื่อร่างกายแตกดับ(ตาย) ที่เหลือคือ กระดูกก้นกบ หมายถึงไขสันหลัง คือ เชื้อ อสุจินั่นเอง และพระเจ้า ก็ได้ให้เขามีชีวิตขึ้นมาใหม่อีก และต้อง ทรมานกับการมีชีวิตต่อไปอีกนาน จนกว่าจะหมดเวร หมดกรรม
ข้อความทั้งหมดนี้ เป็นคำสอนที่ อยู่ในคัมภีร์ อัลกุรอาน และ อัลฮะดีษของท่านนบีมูฮัมหมัด(ศ) รวมทั้งคัมภีร์ ก่อนๆ ความจริง และเหตุการต่างๆ ที่ได้บอกถึง สภาพวันฟื้นคืนชีพ ได้มาปรากฏ ต่อหน้าพวกเราแล้ว ในวันนี้ ผู้ที่พระผู้เป็นเจ้า ชี้นำ เขาก็จะประจักษ์ในความจริงแห่งชีวิต และเขาสามารถ ใช้ชีวิต ได้อย่าง ไม่ต้องมีทุกข์ ส่วนผู้ที่พระผู้เป็นเจ้า ให้เขาหลงทาง เขาย่อมมืดบอด ไม่สามารถเห็นความจริง หรือสังเกตุได้ แม้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นต่อหน้าเขาก็ตาม
ดังที่พระผู้เป็นเจ้า ได้กล่าวไว้ใน คัมภีร์อัลกุรอาน มีความว่า " ผู้ที่พระเจ้าให้เขาตาบอดในดุนยาแล้ว ในวันฟื้นคืนชีพ เขาจะต้องตาบอดอีก " ตาบอดในที่นี้หมายถึง มองไม่เห็น ความจริง หรือ สัจธรรม ที่อยู่ต่อหน้า หรือรอบตัวเขา
ท่านจงพิจารณา ข้อความทั้งหลายดังกล่าวข้างต้น หากท่านประจักษ์ ท่านก็คือ ผู้ที่ฟื้นขึ้นมาแล้ว ในยุคแห่งการฟื้นคืนชีพ แต่หากท่านยังไม่ประจักษ์ ก็จงรู้เถิดว่า ท่านยังไม่ฟื้นทาง จิตวิญญาณ ท่านจงรอต่อไป แล้วพระเจ้าก็จะโปรดปรานท่าน ให้ประจักษ์ในความจริง อีกไม่นาน อินชาอัลลอฮ หากพระผู้เป็นเจ้าประสงค์
Question หวังว่าผู้อ่านคงได้รับความรู้ไม่มากก็กน้อย ขอพระองค์อัลเลาะห์(ซ.บ) ทรงชี้นำสู่ทางที่เที่ยงตรง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
saifoollah
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 12/04/2012
ตอบ: 2


ตอบตอบ: Thu Apr 12, 2012 2:54 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ได้ศึกษาสัญญานใหญ่มาหรือเปล่าเนี่ยครับ เอากุรอ่านเอาฮะดิษไปตีความเองหรือเปล่าเนี่ย !!!! ! ????? Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked Shocked
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Sat Apr 14, 2012 12:58 pm    ชื่อกระทู้: Re: สาส์น จาก พระผู้เป็นเจ้า ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อับดุลเลาะห์(สอน) บันทึก:
Exclamation

1. ในคัมภีอัลกุรอานและคัมภีร์ก่อนๆรวมทั้งอัลฮะดีษ ไม่เคยบอกในตอนใดเลย ว่ามี โลกหน้า หรือแผ่นดินหน้า บอก ไว้แต่เพียง โลกวิญญาณ(อาลัมบัรซัค)คือ โลกที่มีอยู่แต่วิญญาณ ไม่มีร่าง และรอคอยการกลับมาเกิดมีร่างกายอีกครั้ง มีสภาพ ทั้งความสุข และทุกข์ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า ยมโลก และจะมีการเกิดอีก คือ ชาติหน้า เพื่อมาชดใช้ กรรมที่เคยกระทำมาก่อน



อ่านข้อความข้างต้น ดูแปลกๆ พิกล ในข้อความของคุณ อับดุลลอฮ(สอน)ที่ว่า “ในคัมภีอัลกุรอานและคัมภีร์ก่อนๆรวมทั้งอัลฮะดีษ ไม่เคยบอกในตอนใดเลย ว่ามี โลกหน้า หรือแผ่นดินหน้า บอก ไว้แต่เพียง โลกวิญญาณ(อาลัมบัรซัค)”

ความจริงในคัมภีอัลกุรอานและ อัลฮะดีษ บอก ว่ามี โลกหน้า หรือแผ่นดินหน้า ดังข้างล่างนี้

يَوْمَ تُبَدَّلُ الْأَرْضُ غَيْرَ الْأَرْضِ وَالسَّمَاوَاتُ وَبَرَزُوا لِلَّهِ الْوَاحِدِ الْقَهَّارِ


วันซึ่งแผ่นดินจะถูกเปลี่ยนเป็นอื่นจากแผ่นดินนี้ และชั้นฟ้าทั้งหลาย (ก็เช่นเดียวกัน) พวกเขาจะปรากฎตัวต่อหน้าอัลลอฮ ผู้ทรงเอกะ ผู้ทรงพิชิต- อิบรอฮีม/43
และท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
รายงานจาก สะฮลิ บิน สะอฺดิน กล่าวว่า “ รซูลุลลอฮ กล่าวว่า


يُحْشَرُ النَّاسُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ عَلَى أَرْضٍ بَيْضَاءَ عَفْرَاءَ كَقُرْصَةِ نَقِيٍّ ) قَالَ سَهْلٌ أَوْ غَيْرُهُ : لَيْسَ فِيهَا مَعْلَمٌ لأَحَد

ความว่า “ในวันกิยามะฮฺ มนุษย์ทั้งหลาย จะมารวมตัวกัน ณ แผ่นดิน ที่มีสีขาวอมชมพู คล้ายกับแผ่นขนมปัง ที่ทำจากแป้งบริสุทธ์ แผ่นดินที่ว่านี้ จะไม่มีหลักเขตของผู้ใดสักคนเดียว” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ หมายเลขหะดีษ 6521 ,มุสลิม หมายเลขหะดีษ 2790 และสำนวนรายงานนี้เป็นของท่าน)

…………….
การโพสต์บทเรียนในทางศาสนา ใคร่ขอความกรุณา อ้างอิงหลักฐานด้วยนะครับ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
saifoollah
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 12/04/2012
ตอบ: 2


ตอบตอบ: Sun Apr 15, 2012 11:12 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เกริ่นมาก็ดูดีนะครับ คุณอับดุลลอฮ์ ทำไมลงท้ายด้วยเหตุผลส่วนตัวแบบนี้ ชอบคิดไปเองหรือเปล่าครับ ?
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ปัญหาศาสนา ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
หน้า 1 จากทั้งหมด 1

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.12 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004