ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - “มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
“มรดกอิสลาม”.............โดย แมทท์ (muslimThaiUSA.com)
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 5, 6, 7 ... 21, 22, 23  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Sat Jun 19, 2004 10:57 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสลามมุอะลัยกุมคุณวิทยากร

เรื่อง คำว่าฮะดีษ และ อะฮะดีษ นั้น อย่างคุณอย่างผม คงเข้าใจไวยกรณ์ ดีอยู่แล้ว และคุณฟารีด เฟ็นดี้ ก็ ใช้เป็นเอกพจน์ เช่น กัน ในบาง ครั้ง ที่ควรเป็น พหูพจน์, การเขียนโดยรีบร้อน ย่อมผิด พลาด กันได้ เช่น อายะห์ และ และอายาต ผมเห็นใช้กัน สับสนอยู่เรื่อยๆ เมื่อ ผมเห็นข้อผิด พลาด, ผม พยายาม จะหาทางเตือน อย่าง สุภาพ ให้คุณๆ แก้ ไข, ผมเพิ่งเข้าใจ ว่า คุณวิทยากร อยู่ ในมาตรฐานเดียวกัน กับ คุณ "ประหลาด" และ คุณ NES ด้วย เหมือนกัน

คุณวิทยากรทราบไหม? ว่า ผมเสียเวลา เข้ามาที่นี้ ไม่ใช่ ต้องการมาต่อปากต่อคำ แบบ ลูกเล่นกับคุณ ผมอยากคุย กับผู้ที่มีความรู้จริงๆ เพราะ ผม ต้องการ เรียน รู้ เมื่อผมตั้งกระทู้อะไร กับใครก็ตาม ในที่นี้, คุณๆมีแต่หลีกเลี่ยงคำถามผม และถามผมกลับ ถ้าว่า คุณกล่าวหาผมว่า บิดเบือน คุณควรจะหาหลักฐานของ คุณมาแสดง เพราะผมมีหลักฐานอยู่แล้วคือ “อัลกุรอาน” หลักฐาน ผมว่า “มรดกอิสลาม” คือ การสอนศาสนาอิสลามที่คุณๆ กำลังทำอยู่ นั้น ไม่ถูกต้อง ตามหลักการของศาสนาอิสลาม ดังนั้นคุณควรตอบ, “คำถามของผมโดย ละเอียด” เพราะผมว่า มีสมาชิกที่นี่ หลายคน สนใจการเสวนา เรื่องนี้ ซึ่งคุณ จะ เห็น ตัว เลข ในการ เข้า ชม สูงมาก

ผมสามารถประเมินผลการสอน ตามแนวนี้ ได้จากความรู้จาก คำถามคำตอบ ของสมาชิกที่นี่ ที่ส่งผลสะท้อน ถึงความไม่เข้าใจหลักการของศาสนา นอกจาก ผลที่ได้ จาก "หนัง สือ อะฮาดีษต่างๆ." เท่านั้น คุณทราบไหมว่า ลูกศิษย์ ของ คุณ บางคนยังไม่ทราบ เลยว่า "อะฮาดีษ" ที่ผมนำมานั้น มีอยู่จริง เพราะว่า ทางซุนนีย์ ก็ยกมาเพียง ภาคเดียว ทางฝ่าย ชีอะต์ ก็ยกมาเพียง ภาคที่เขา ต้อง การ ดังนั้น ผมขอกล่าวยำ้อีกครังหนึ่ง ขอความกรุณาคุณ ให้อธิบาย “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” ข้างล่างให้สมาชิกทุกๆท่านในที่นี้ทราบด้วย ถ้าอธิบายไม่ได้ คุณอาจจะขอความกรุณา จาก คุณฟารีด เฟ็นดี้ ให้ช่วยอธิบายให้ผมและสมาชิกทุกๆท่านทราบด้วย ว่า อะฮาดีษ เหล่านั้น มีความเป้นมาอย่างไร? ผมยกคำถามนั้นมาที่นี่อีกที ถ้ามีเหตุผล ตามอัลกุรอานแล้ว ผมยินดีรับฟัง.. ข้างล่างนี้คือคำถามของผม.......................

คำถามของผม....


ฮะดีษข้างล่างถูกต้องหรือไม่?

ผมขอความกรุณาจากคุณช่วย ตรวจสอบความหมาย ของ ฮะดีษ ศอเฮียะห์ บุคอรีย์, หมวด 9, เล่ม 92, เลขที่ 374 จากต้น ฉบับ ภาษาอรับ (ผมไม่ต้องการภาษาอังกฤษ) ว่า...ที่ผมอธิบายความหมาย ข้างล่างนี้ ผม มีการเข้าใจผิด หรือ ไม่, ถ้ามีการผิดพลาดอย่างไร, มะอัฟให้ผมด้วย ผมไม่มีเจตนาจะบิดเบือน อย่างไร แต่เนื่องจากผมไม่ “Well Verse” ในภาษาอรับ, ผมจึงต้อง ขอความกรุณา จากคุณ ช่วยอธิบายให้ด้วย

ตามที่คุณกล่าวว่าคุณคุยกับผมเหมือนว่าเป็นการคุยกับ "กาเฟร" คนหนึ่ง ดังนั้น แล้ว "มุสลิมชีอะต์" ในสายตาของคุณเขาเป็นมุสลิมหรือไม่? ผมจึงอยากให้คุณตอบคำถามผมโดยละเอียดด้วย ผมยังมีเวลามาก ที่จะคอยฟังคำตอบจากคุณ................ ขอขอบคุณล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ด้วย.... “ความหมาย” ของ “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” มีดังต่อไปนี้.....

“บรรยายโดย....อะนัสบินมาลิก: ว่า เขาได้ยินท่าน อุมมาร์ กล่าว ขณะที่ท่านยืน อยู่บน แท่น “คุตอบะห์” ของท่านรอซูลล์ (มูฮัมมัด) ในเวลาเช้า, หลังจาก วันที่ท่านรอซูลล์ (มูฮัมมัด) ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว, เมื่อฝูงชนกล่าวปฏิญาณให้การรับรอง ต่อ อะบูบาคร์.... ท่านอุมมาร์ผู้นั้น กล่าวว่า, ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลออ์, โดยยกนื้วชี้้ของมือขวา ขึ้น และลดนิ้วชี้นั้นลงเมื่อท่าน กล่าว “ชาฮาดะห์”, จบต่อหน้า อาบูบาคร์, และกล่าว, “ว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง”, พระองค์อัลลอฮ์, ได้ทรงเลือก ท่านรอซูลล์ ให้อยู่กับพระองค์ บนสรวงสวรรค์ แทนที่จะให้อยู่กับพวกเราบนโลกมนุษย์, สิ่งนี้คือหนังสือ(อัลกุรอาน) ที่พระองค์ ฮัลลอฮ์ ได้ใช้ เป็น หลัก แนะแนวทางปฏิบัติ ของท่านนบีมูฮัมมัด, ดังนั้นจงยึดมั่นไว้กับหนังสือนั้น (อัลกุรอาน), เพื่อที่ว่าพวกท่านจะได้รับแนวทางที่ถูกต้องเช่นเดียวกับที่ “พระองค์อัลลอฮ์”, ใช้ (หนังสือนั้น) เป็นสิ่งแนะนำแนวทาง แก่ รอซูลล์ (มูฮัมมัด) ของพระองค์”

และถ้าเป็นไปได้ถ้าคุณจะกรุณา เอา "ต้นฉบับภาษาอรับ" ลงให้ผมเรียนด้วยก็จะขอบพระคุณมาก

ข้างล่างเป็นข้อความที่ผมถามคุณ NES แต่คุณนำมาตอบรับผมแต่แรก เพื่อให้ผม ตอบกระทู้แรกให้จบก่อน....ข้อความมีดังต่อไปนี้....

ผมมีปัญหาที่อยากจะให้คุณตอบ คือว่า "จาก “คุตอบะ” ครั้งสุดท้าย ของท่านรอซูลล์มูฮัมมัด มีผู้ฟังอยู่เป็นจำนวน พันๆคน แต่ในการจดบันทึกฮะดีษ มีบันทึกไว้ 3 ภาค และเป็นไปได้อย่างไร?

ภาคที่1. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ “ซุนนะห์” (มุวัตตะ, 46/3)

ภาคที่2. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ อะฮ์ลาลบัยต์ (อะฮ์ลุลบัยต์)
(มุสลิม 44/4, นู2408; อิบนฺ ฮะนะบาล4/366; ดอริมิ23/1; นู 3319)

ภาคที่3. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน, “อัลกุรอาน” อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของ พวก
ท่าน (มุสลิม 15/19, นู 1218, อิบนุมาญะฮ์ 25/84, อะบูดาวูด 11/56)

ทั้ง สามภาคนี้มาจากฮาดีษ มาตรฐาน ชนิดใด? ฏออีฟ หรือ ซอเฮียะฮ์ ? และเราควรจะตาม ฮาดีษ ภาคใดใน 3 ถาคนี้ กรุณาให้ความกระจ่างแก่ผมด้วย ผมจะได้นับถือคุณว่า เป็นผู้ มีหลักวิชาที่จะให้ความรู้ และ สามารถที่จะเปลี่ยนใจผมได้

หวังว่าท่านวิทยากร คงกรุณาอธิบายให้ผมและสมาชิกทุกๆท่านได้เข้าใจด้วย

************************************

ส่วนคำถามที่ว่า "ถ้าไม่มีอะฮาดีษ " แล้วจะละหมาดอย่างไร? เพราะ ไม่มีการบอกรายละเอียด เกี่ยว กับ เวลา ละหมาด การอาบน้ำละหมาด การกระดิดกนิ้ว, และอะไรต่างๆที่ มุสลิมในปัจจุ บัน ไม่ได้ทำเหมือนกัน ทุก คนไป ข้อพิสูจน์ ที่ว่า การละหมาด ไม่ได้มาจาก ฮะดีษนั้น จะเห็นได้ จากการถก เถียง และถกถามปัญหากันอยู่ กระดานเสวนาต่างๆ ว่า ทำละหมาดอย่างไร ถึง จะถูกต้อง ทำไมต่างนิกายกันถึงทำท่าทางละหมาด ไม่เหมือนกัน สึ่งเหล่านี้ แสดง ให้ เห็น ว่า ถ้า สิ่งใดก็ตาม ถ้าใช้ มาตฐาน เดียว กัน คือมาจาก ฮะดีษและซุนนะห์ จากท่านรอซูลล์ท่านเดียวกันแล้า ท่าทางในการละหมาดจะต้อง ทำ เหมือนกันหมด

การละหมาด มีมาก่อน ศาสดามูฮัมมัด ท่านปฏิบัติ มาก่อน ที่จะได้ วะฮีย์ มาจากอัลลออ์ การจ่ายซะกาต การทำฮัจจ เหล่านี้ มีมาก่อน ที่ อีหม่ามบุคอรีย์ จะ ใช้คำว่า ฮาดีษ เนื่องจาก ผมบอกว่าจะนำมาแ ล้วผมจะ นำมาแสดงให้ เห็น ว่า "อัลกุรอานมีความสมบูรณ์ ในรายละเอียดทีหลัง หลังจากที่ คุณๆทั้งหลาย มีศรัทธา ในอัลกุรอานอย่าง แท้จริง โดยไม่ใช้คำถาม ท้าทายหรือสงสัยใน “กีตาบุลลอฮ์”

คำถามใดๆ ก็ตามที่ถามถ้าทายความสมบูรณ์ และความแท้จริง ของ อัลกุรอาน แล้ว เป็นคำถามของพวกมุชริกีน ที่ไม่มีความแน่ใจ หรือ ศรัทธา ที่แท้จริง ในอัลลอฮ์ และอัลกุรอาน เพราะ เขาจะเชื่อ และยินดีกับสิ่งที่เขาประดิษฐ์ กัน ขึ้น มา เพื่อ เคารพเทิดทูล เหนือ หัว คุณวิทยากร คุณ เข้า ใจดี ว่า ผมพูด ถูก, แต่ คุณ มี ความ กลัว “มนุษย์ธรรมดา” มากกว่ากลัว อัลลอฮ์, คุณ มี ความ รัก “มนุษย์ธรรมดา” มากกว่ารัก อัลลอฮ์, คุณ ก็เหมือน ตก กระใด พลอยโจน

คุณไม่คิดบ้างหรือ ว่าทำไมผมถึง เข้ามาเสวนาเพื่อแสวงหาความรู้ กับสมาชิกที่นี่ เหตุผลก็คือ ผมมีศรัทธา ต่อ อัลลอฮ์ และ อัลกุรอาน และ คำสอนของ ท่าน รอซูลล์ มูฮัมมัด อย่างถุกต้อง และมั่นคง ผมเชื่อว่า ผุ้ที่ใช้สิ่งประดิษฐ โดยมนุษย์ตามแนวการสอนของอาจารย์ต่างๆ มาผสมผสาน กับ หลักการ ของ อัลลออ์ ย่อม ไม่มีเหตุ ผลในการลบล้าง ความสมบูรณ์ ของ “กีตาบุลลอฮ์” ได้ ผมถามคำถามอะไรที่นี ผมไม่เคยได้รับ คำตอบ ตรงไปตรงมาจากคุณเลย นอกจาก การ จะจับผิด ทางไวยกรณ์ และสำนวน การเขียน ซึ่ ง ไม่ทำให้ผม ได้ เนื้อ หาคำตอบ และความรู้ที่แท้จริง เลย

พระองค์อัลลออ์ทรงทราบดีว่าหลังจากท่านรอซูลล์ สิ้นชีวิตไปแล้ว จะมีผุ้สร้างสิ่งแปลกปลอม ขึ่นมาแทนอัลกุรอาน ท่านจึงส่งอายยัตนี้มา เตือนผู้ศรัทธา..

“เราได้กำหนดให้มีศัตรูของศาสดาทุกๆท่านคือ บรรดาชัยฏอนมนุษย์ และญิน , ซึ่งจะ สมคบกัน เพื่อที่จะหลอกลวงด้วยการตกแต่งคำพูด และหากใช่ว่าไม่เป็นความประสงค์ของพระเจ้าของท่านแล้ว, พวก(ชัยฏอนมนุษย์ และญิน) ก็ไม่อาจทำได้? เจ้าจงอย่าสนใจกับพวกเขาและสิ่งหลอกลวงของเขา.....โดยเหตุนี้ปล่อยให้จิตสำนึกของผู้ที่ไม่เชื่อในวันอาคีเราะห์เชื่อถือสิ่งหลอกลวงเหล่านั้น ยอมรับและปฎิบัติตามสิ่งเหล่านั้น(ที่เขากระทำกันอยู่) (6:112-113)


ครูสอนสานาบางท่านนอกจากจะนำสิ่งเหลวไหลมาล้างสมอง เยาวชนมุสลิมแล้ว ยังพยายามจะบิดเบือน “อัลกุรอาน” โดยพยายามบัญญัติ ศัพท์ ใหม่ขึ้นมา ดังนี้

“ฮะดีษมีความหมายทางด้านภาษาว่า “ใหม่” ซึ่งตามความหมายนี้ นักวิชาการบางท่านวิจารณ์ว่า อัลกุรอานคือคัมภีร์แห่งอัลลอฮ์ เป็นนิติบัญญัติอันดับแรกแห่งอิสลาม เราจึงถือว่าอัลกุรอานเป็นบัญญัติเก่าแก่ดังเดิมจากพระองค์ ส่วนฮะดีษเป็นของใหม่ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากอัลกุรอาน โดยถือเป็นบัญญัติอันดับสองรองจากอัลกุรอาน” การจัดตำแหน่งเช่นนี้..เข้าทำนองของคริสต์ศาสนา ที่มีทั้ง Old Testament and New Testament แต่ “ความเขลา” ของท่านผู้นี้ หาทราบไม่ว่า “อัลกุรอาน” คือ Final Testament หรือ คัมภีร์ เล่มสุดท้าย ของโลก

มาถึงตอนนี้ผู้เขียนไม่กล้าพูดอย่างเต็มปาก ว่า “ฮาดีษ” เป็น คัมภีร์หรือเป็นนิติบัญญัติอันดับสอง เล่มที่สอง แห่งอัลลอฮ์ แต่กลับ ใช้ เล่ห์กล อ้าง อัลกุรอาน ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3 สนับสนุน คำกล่าวนี่ว่า

““และเขา (มูฮัมหมัด) มิได้กล่าวเรื่องใดจากอารมณ์ของตัวเอง หากแต่เป็นการดลใจที่ถูกประทานมา” ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3”

จากคำจำกัดความข้างบนนี้ ท่านสมาชิกจะเห็นว่า “ท่านผู้นี้ พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างภาคี (ชิริก) โดยพยายามจะแยกความสำคัญของอัลกุรอาน ออกเป็นบัญญัติเก่า เพื่อเปิดที่ ให้ “ฮะดีษ” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ ของมนุษย์ ขึ้นมาเป็นหลักการ “ใหม่” ของศาสนา เล่มที่สอง โดยอ้างอัลกุรอานประกอบไว้เพียงครึ่งเดียว ดังกล่าวแล้ว

ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3 ซึ่งในอายะห์นี้ ต่อ ด้วย อายะห์ ที่ 4 แล้วจึงจะได้ความหมาย สมบูรณ์ ว่า

“โองการในอัลกุรอาน” ไม่ได้ถูกกล่าวออกมาจากอารมณ์ของท่าน รอซูลล์ แต่เป็นการดลใจจากอัลลอฮ์” ดังนั้นคำว่า “วะฮีย์” จึงบ่งเฉพาะ การกล่าวของท่านรฮซูลล์ในขณะที่ เปล่งเสียงบรรยายโองการแต่ละโองการของอัลกกุรอาน เท่านั้น”

แต่บรรดาผู้ที่พยายาม จะ บิดเบือน นำสิ่งแปลกปลอม เข้าไป สอดแทรก ในหลักการ จะอ้างเฉพาะ ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3 เท่านั้น, โดยกล่าวว่าถึงแม้คำพูดธรรมดาซึ่ง เป็นการส่วนตัว ของท่านรอซูลล์ ก็เป็น “วะฮีย์” ซึ่ง ในข้อนี้ แม้แต่ใน “ฮาดีษ ซอเฮียะ” ก็มีกล่าวไว้ว่า “ท่านรอซูลล์ กล่าวห้ามไม้ให้ ผู้ใดจดบันทึกอะไร ที่ไม่เกี่ยวกับบัญญัติ ในอัลกุรอาน “ข้อนี้ ชี้ให้เห็นว่า คำกล่าวต่างๆ ของท่านนบีมูฮัมมัด ที่ท่านอีหม่ามต่างๆ อ้าง ว่าได้ยิน ผู้นั้น ผู้ นี้ กล่าว นั้น และจดบันทึก ไว้ เป็น “อะฮาดีษ” จึงไม่ใช่ “วะฮีย์” และไม่มีส่วน ใดเกี่ยวข้องกับ อัลกุรอาน นอกเสียว่า ข้อความนั้นๆที่ท่านรอซูล กล่าวตรงกับใน อัลกุรอานเท่านั้น

ในทำนองเดียวกัน คุณวิทยากรก็พยายาม ตาม รอยเท้าของอาจารย์คุณ แทนที่จะตามรอยเท้า ท่านรอซูลล์ จากคำกล่าวของคุณวิทยากร ต่อไปนี้:

“อิสลามเป็นศาสนาที่บริสุทธิ์จากพระเจ้าสู่มนุษยชาติด้วยวิถีทาง "วะฮีย์" วะฮีย์แรกถูกเรียกว่า "กุบรอ" คือ อัลกุรอาน ซึ่งเป็นคำของอัลลอฮ์ วะฮีย์ที่สองถูกเรียกว่า "ซุครอ" คือฮะดีษศอเฮียะห์หรือซุนนะห์ของท่านรอซูล


พระองค์อัลลอฮ์ได้กล่าวว่า

وما ينطق عن الهوى ان هو الا وحى يوحى

"และเขาไม่ได้พูดจากอารมณ์แต่มันเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานมา" ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3-4

وَمَا يَنطِقُ عَنِ الْهَوَى
53:3
และเขามิได้พูดตามอารมณ์

إِنْ هُوَ إِلَّا وَحْيٌ يُوحَى
53:4
อัลกุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮีย.ที่ถูกประทานลงมา

ถ้าคุณเอาอายะห์ 3-4 มารวมกันเช่นนี้, และคุณจะเห็นว่าโดยใช้คำแปลของนักเรียนเก่าอรับมาแปลไว้ให้เห็น แล้วอธิบายให้ สมาชิกทั้งหลาย เข้า ใจใน ด้วยว่า คำว่า “มัน”ในที่นี้ “หมายถึง อัลกุรอาน” ไม่ได้หมายถึงคำกล่าวโดยทั่วไป นอกเหนือจาก “อัลกุรอาน” นี่คือการบิดเบือนของคุณที่ผมเห็นว่าคุณไม่เหมาะสมและสมควรเป็นวิทยากร ในเรื่อง ศาสนาเลย

ดังนั้นคำพูดของคุณวิทยากรที่ว่า “วะฮีย์ที่สองถูกเรียกว่า "ซุครอ" คือฮะดีษศอเฮียะห์.......” นั้นเป็น “ชิริก” ที่เห็นได้ชัด คือ ตั้งสิ่งที่มนุษย์ ประดิษฐ์ ขึ้น เป็น ส่วนหนึ่ง ของ “อัลกุรอาน” ซึ่งเกิดจาการดลใจของอัลลออ์ เพราะ ใน “ฮะดีษศอเฮียะห์” ยังมี สิ่งที่ผิดพลาดและขัดต่อ อัลกุรอานอยู่มาก และยังเป็นที่ข้องใจกันอยู่มากในบรรดาผู้ศรัทธา

ผมจะอธิบายใหคุณเข้าใจ เรื่อง "วะฮีย์" ตามความที่ถูกต้องว่า ควรจะเป็นอย่างไร ซึ่ง ผมอยากให้ ท่านสมาชิกทั้งหลายไตร่ตรองก่อนที่จะกล่าวว่า “ผมบิดเบือนความหมาย” แต่ผมต้องการชี้ให้เห็นว่า “ฮะดีษศอเฮียะห์” ที่ท่านอีหม่ามต่างๆรวบรวมประดิษฐ์ ขึ้นมานั้น ไม่มี ส่วน เกี่ยวข้องกับอัลกุรอานเลย และไม่ใช่ “วะฮีย์”.............

1. “วะฮีย์” แรก คือ บัญญัติในอัลกุรอาน ซึ่งเป็นคำของอัลลอฮ์ ในที่นี้หมายถึง โองการของอัลลอฮ์ โดยตรง
ตัวอย่างเช่น: ซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะห์ 19, อายะห์ 38

“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า สิ่งใดใหญ่ยิ่งกว่าในการเป็นพยาน, จงกล่าวเถิดว่าอัลลอฮ์นั้น คือผู้เป็นพยานระหว่างฉันกับพวกท่าน และอัล-กรุอานนี้ก็ ได้ถูกประทานลงมาแก่ฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ใช้ อัลกรุอาน นี้ตักเตือนพวกท่าน และผู้ที่อัลกรุอานนี้ไปถึง, พวกท่านจะยืนยัน โดยแน่นอนกระนั้นหรือว่า มีบรรดาที่เคารพสักการะอื่นร่วมกับอัลลอฮ์? จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่าฉันจะไม่ยืนยัน จงกล่าวเถิด แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ที่ควรแก่การเคารพ สักการะแต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น และแท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากสิ่งที่พวกท่านให้มีภาคี(แก่อัลลอฮ์)” (6:19)

อายะห์ 38
“ไม่มีสัตว์ใดๆที่มีชีวิตอยู่ ในโลกนี้, จะเป็นสัตว์ที่อยู่ บนพื้นดิน หรือไม่ก็พวกที่บินได้ด้วย ปีกของมัน, แต่มันเหล่านั้น ไม่อาจจะสร้างสังคม รวมกัน อยู่ อย่างมนุษย์ได้, เราไม่ได้ละทิ้ง สิ่งอื่นใดออกจากคัมภีร์เล่มนี้เลย, และในวันสิ้นโลกเขาเหล่านั้น จะถูกเรียกมารวมอยู่ต่อหน้าพระองค็อัลลอฮ์(6:38)

2. “วะฮีย์” ที่สอง คือ คำกล่าวของท่านนบีมูฮัมมัดโดยการดลใจ และ เป็นส่วนหนึงของ บัญญัติ
ในอัลกุรออาน ไม่ใช่คำกล่าวใดๆทีอยู่ ในชีวิตประจำวันของท่านนบีมูฮัมมัด

ตัวอย่างเช่นซูเราะฮฺ อัล-อันอาม อายะห์ 114

“ฉันจะต้อง แสวงหาผู้ชี้ขาดอื่นใดอีกหรือ? ทั้ง ๆ ที่พระองค์เป็นผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่พวกท่านในสภาพที่ถูกแจกแจงไว้อย่างละเอียด”

และคำกล่าวที่ว่า “มุสลิมต้องน้อมรับวะฮีย์ทั้งสองไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมหากปฏิเสธวะฮีย์หนึ่งใด เขาสิ้นสภาพการเป็นมุสลิม”

คุณพยายามที่จะหลอกลวง “บรรดาเยาวชนมุสลิม ให้เข้าใจว่า “ฮะดีษศอเฮียะห์” ของ อีหม่ามเหล่านั้น มีความสำคัญเทียบเท่า “อัลกุรอาน” คุณว่าผมเป็น “กาเฟร” เพราะว่าผมไม่เชื่อ การบันทึกของ อีหม่ามบุคอรี, มสลิม ฯลฯ แต่ ในขณะเดียวกัน คุณกำลัง หลอกมุสลิมว่า “ฮะดีษศอเฮียะห์” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษของ อีหม่ามทั้งสองนั้น มีความสำคัญเท่ากับ “อัลกุรอาน” นั้น ในหลักศรัทธาของอิสลาม แล้ว คือการกระทำ “ชิริก” นั้นเอง คือ รับ“ฮะดีษศอเฮียะห์” ขึ้น เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ของคุณ และยังกล่าว ชักนำ พี่น้องมุสลิม ให้ทำเช่นเดียวกับคุณด้วย

เรี่องการทำละหมาดนั้นผมไม่ลืมที่จะนำมาแจกแจง แต่ผมเห็นว่า คำถามนั้น เป็นคำถามของผู้ที่มีความสงสัย ในอัลกุรอาน และยังไม่มีความศรัทธาใน “อัลลอฮ์” อย่างจริงใจ, และเป็น คำถามที่ ถูกสอนต่อๆ กันมาของ บรรดาผู้ที่ไม่มีความศรัทธาในอัลกุรอาน ว่ามีความสมบูรณ์ ในรายละเอียด , สั่งสอนใลูกศิษย์ ห้ตอบโต้ผู้ที่เชื่อในความสมบูรณ์ ในอัลกุรอานเช่นผม, ผมรู้เล่ห์ กลอันนี้ มานานแล้ว คำตอบของผมก็คือ “สำรวจศรัทธาที่แท้จริงของคุณเสียก่อน” ว่าคุณตามซุนนะห์ ที่แท้จริง ของท่านรอซูลล์ หรือคุณ ตามซุนนะห์ ของอีหม่ามเหล่านั้น, ผู้ซึ่งสร้างสิ่งประดิษฐ์ ให้คุณนับถือคู่เคียงกับ “อัลลออ์" อยู่ทุกๆวันนี้ ......[size=24]ลองนั่งคิดดูซิครับ .... Think about it![/size]


วัสลาม


แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 7:14 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

السلام عليكم ورحمة الله وبركاته

สลามพี่น้องมุสลิมที่รักทุกท่าน
ถึงคุณ matt

ตราบใดที่คุณ matt ยังปฏิเสธฮะดีษศอเฮียะห์อยู่ ผมคงไม่รีบร้อนที่จะอธิบายฮะดีษตามที่ยกมา เพราะเสียเวลาเปล่า แต่ข้อสงเกตุของผมยังไม่ได้รับการชี้แจงคือ คุณ matt ยืนยันว่าเชื่อนบี แต่ปฏิเสธฮะดีษศอเฮียะห์.. แล้วจะตามนบีอย่างไร หรือว่านบีมาเข้าฝันเพื่อบอกคุณเป็นการเฉพาะ

ความจริงแล้วคุณ matt ไม่ได้ตามนบี แต่ตีตัวเสมอนบีเสียเอง ซ้ำยังยืนยันด้วยว่า ต้องอัลกุรอานอย่างเดียวไม่เช่นนั้นแล้วจะเป็นชิริกคือ “ท่านผู้นี้ พยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างภาคี (ชิริก) โดยพยายามจะแยกความสำคัญของอัลกุรอาน ออกเป็นบัญญัติเก่า เพื่อเปิดที่ ให้ “ฮะดีษ” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ ของมนุษย์ ขึ้นมาเป็นหลักการ “ใหม่” ของศาสนา เล่มที่สอง โดยอ้างอัลกุรอานประกอบไว้เพียงครึ่งเดียว”

ถ้าเป็นอย่างคุณว่านั้นย่อมหมายถึง คนที่มีประโยคชะฮาดะห์ที่ 2 คือ “อัชฮ่าดุอันน่ามูฮัมม่าดัรรอซูลุลลอฮ์” เขาย่อมทำชิริกด้วย เพราะไม่เชื่ออัลลอฮ์อย่างเดียว แต่กลับเชื่อรอซูลด้วย

คำปฏิญาณตนประโยคที่ 2 สำหรับคุณ matt นั้นไม่มี หรือถ้ามีก็เป็นเพียงคำกล่าวพล่อยๆ เพราะถ้าเชื่อว่าตัวมูฮัมหมัด คือรอซูล แต่ปฏิเสธคำสอนของรอซูล นั่นไม่ใช่มุสลิม และเท่าที่สนทนากันมาเป็นสิ่งยืนยันได้ชัดเจนว่าคุณ matt เป็นกาเฟรที่ทำลายอิสลาม

นอกจากนั้นแล้วคุณ matt ก็ไม่ได้ตามอัลกุรอานตามที่กล่าวอ้าง ยกตัวอย่างเช่น พระองค์อัลลอฮ์กล่าวว่า

من يطع الرسول فقد أطاع الله

“ผู้ใดฏออัตต่อรอซูล เขาได้ฏออัตต่ออัลลอ์” ซูเราะห์อันนิซาอ์ อายะห์ที่ 80

คำว่า ฏออะห์ หมายถึงเชื่อฟัง น้อมรับ และปฏิบัติตาม แต่สำหรับคุณ matt แล้วไม่ได้ฏออัตต่อรอซูลและก็ไม่ได้ตออัฏต่ออัลลอฮ์ด้วย


_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 7:20 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



คำสอนของนบีคือวะฮีย์ของอัลลอฮ์

وما ينطق عن الهوى ان هو الا وحى يوحى

"และเขาไม่ได้พูดจากอารมณ์แต่มันเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานมา" ซูเราะห์อัลนัจญ์ อายะห์ที่ 3-4

คุณ matt ได้แปลของสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับมายืนยันว่า “อัลกุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นวะฮีย.ที่ถูกประทานลงมา” แล้วได้วิจารณ์ต่อว่า “และคุณจะเห็นว่าโดยใช้คำแปลของนักเรียนเก่าอรับมาแปลไว้ให้เห็น แล้วอธิบายให้ สมาชิกทั้งหลาย เข้า ใจใน ด้วยว่า คำว่า “มัน”ในที่นี้ “หมายถึง อัลกุรอาน” ไม่ได้หมายถึงคำกล่าวโดยทั่วไป นอกเหนือจาก “อัลกุรอาน” นี่คือการบิดเบือนของคุณที่ผมเห็นว่าคุณไม่เหมาะสมและสมควรเป็นวิทยากร ในเรื่อง ศาสนาเลย”

ผมเคยใช้คำพูดกับคุณ matt ว่าเคยละอายบ้างไหม? แต่วันนี้ขอเติมคำว่า “ยาง” ไว้ข้างหน้าคำว่า “อาย” ซะหน่อย... คุณ matt คงไม่มียาง...แน่ๆ คือ

1 – อัลกุรอานฉบับแปลไทยที่คุณนำมาอ้าง เขาแปลโดยใช้ฮะดีษประกอบ แต่คุณ matt ก็หยิบเฉพาะตรงที่จะได้ประโยชน์ต่อตัวเองมาอ้าง ส่วนอายะห์อื่นกลับแปลลุยถั่ว ไม่เห็นอ้างคำแปลของเขาบ้าง บางครั้งยังติคำแปลของเขาเสียอีก

2 – ประโยคที่เขาอธิบายคุณหมกเม็ดไว้ทำไม หรือกลัวว่าตอจะโพล่ สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับเขาอธิบายไว้ดังนี้ครับ “ อัลกุรอานเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมาให้แก่มูฮัมหมัด ดังนั้นสิ่งที่เขาพูดและเรียกร้องเชิญชวนและสิ่งที่เขาปฏิบัตินั้น เป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมาให้แก่เขา”

เสียใจด้วยนะครับคุณ matt ที่อ้างเขา แต่เขาไม่ได้ปฏิเสธเหมือนอย่างคุณ

คำอธิบายด้วยภาษาอาหรับ จากตัฟซีรอิบนิกะษีร คือ

أى / انما يقول ما أمر به يبلغه الى الناس كاملا موفرا من غير زيادة ولا نقصان

“หมายถึงท่านนบีจะกล่าวตามที่ถูกใช้ แล้วได้เผยแพร่แก่มนุษชาติอย่างครบสมบูรณ์ โดยที่ไม่ต่อเติมและตัดทอน”

แล้วอิบนิกะษีรก็ได้นำเอาฮะดีษมาประกอบการอธิบาย แต่น่าเสียดายที่คุณ matt ฮะดีษ คุณเลยไม่มีโอกาสได้รู้ว่านบีอธิบายอย่างไร ?


_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
วิทยากร
อนุรักษ์มรดกอิสลาม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม


เข้าร่วมเมื่อ: 13/01/2004
ตอบ: 158


ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 7:24 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)



หากเข้าใจว่าคำสอนของนบีมูฮัมหมัด มาจากปัญญาของท่านเอง คำสอนนั้นก็อาจจะถูกหรือผิดก็ได้ มิน่าละ...ที่ตีค่าฮะดีษนบีเยี่ยงตำราประวัติศาสตร์ คุณคงเข้าใจซินะว่า นบีมูฮัมหมัดก็มีค่าเท่ากับนักเขียนประวัติศาสตร์คนหนึ่งเท่านั้น

وأنزلنا اليك الدكر لتبين للناس

“และเราได้ประทานข้อเตือน (อัลกุรอาน) แก่เจ้าเพื่อให้เจ้าเอาไปสาธยายแก่มนุษย์ชาติ” ซูเราะห์อัลนะฮล์ อายะห์ที่ 44

เมื่อคุณ matt ปฏิเสธฮะดีษศอเฮียะห์แล้วจะรับรู้การอธิบายของท่านนบีได้อย่างไร ? แต่ภาพที่ปรากฏก็คือ คุณทำตัวเหมือนดังรับวะฮีย์เองแล้วอธิบายเอง เรียบร้อยโรงเรียนชัยฏอน

ขอถามหน่อย คุณได้อัลกุรอานมาอย่างไร ? ถ้าไม่ผ่านนบี ไม่ผ่านศอฮาบะห์ ไม่ผ่านตาบีอีน ไม่ผ่านการรายงานจากคนในยุคแรกๆ

อย่าบอกนะว่า ได้วะฮีย์มาเอง


_________________


กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์ เข้าชมเว็บไซต์ MSN
อัลฮุดา
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 16/03/2004
ตอบ: 44


ตอบตอบ: Mon Jun 21, 2004 11:48 pm    ชื่อกระทู้: มรดกอิสลาม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณแมทท์ คุณนี่เจ้าสำนักคิดผู้ปฏิเสธฮาดีสศอเฮียะห์ตัวจริงเลยนะคะ

ท่านวิทยากรได้นำหลักฐานต่างๆ มาอธิบายไว้อย่างชัดเจนแล้ว คุณยังจะเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้อีกหรือนี่ คิดได้ไงเนี่ย ความหมายของ “วะฮีย์” ของคุณน่ะ

ผมจะอธิบายใหคุณเข้าใจ เรื่อง "วะฮีย์" ตามความที่ถูกต้องว่า
1. “วะฮีย์” แรก คือ บัญญัติในอัลกุรอาน ซึ่งเป็นคำของอัลลอฮ์ ในที่นี้หมายถึง โองการของอัลลอฮ์ โดยตรง
2. “วะฮีย์” ที่สอง คือ คำกล่าวของท่านนบีมูฮัมมัดโดยการดลใจ และ เป็นส่วนหนึงของ บัญญัติ
ในอัลกุรออาน ไม่ใช่คำกล่าวใดๆทีอยู่ ในชีวิตประจำวันของท่านนบีมูฮัมมัด

วะฮีย์ในความหมายของคุณทั้ง 2 ข้อ ไม่ได้แตกต่างกันเลย เพราะเป็นอัลกุรอาน เป็นคำของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทั้งสิ้น ซึ่งก็ตรงกับวะฮีย์กุบรอที่ท่านวิทยากรได้อธิบายไว้ ดังนั้นวะฮีย์ในความหมายของคุณจึงเป็นเพียงส่วนเดียวเท่านั้น ไม่มีส่วนที่เป็นคำสอนของท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

แต่ไม่ว่าจะเป็นวะฮีย์ในความหมายของคุณทั้งข้อแรก และข้อที่สอง ล้วนต้องผ่านท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาถ่ายทอดและอธิบายให้บรรดาศอฮาบะห์ได้รับรู้และทำความเข้าใจ ก่อนที่จะตกทอดเรื่อยมาถึงเรา โดยอาศัยฮาดีสศอเฮียะห์ ซึ่งก็คือ วะฮีย์ซุครอ ที่ท่านวิทยากรได้อธิบายไว้นั่นเอง

มีอัลกุรอาน ต้องมีซุนนะห์นบี พร้อมศอฮาบะห์นบี เพราะ ศอฮาบะห์ คือ ความเข้าใจในอัลอิสลาม จะข้ามสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ ตีความไม่ได้ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเป็นฮาดีสศอเฮี๊ยะห์

คุณปฏิเสธฮาดีสศอเฮี๊ยะห์ นอกจากคุณจะไม่รับคำสอนของท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม คุณยังไม่รับคำสั่งของอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ที่ส่งผ่านมาทางท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ที่เรียกว่า “ฮาดีสกุดซีย์” อีกด้วย

ดังนั้น ตามที่คุณกล่าวอ้างถึงท่านวิทยาการว่า "คุณคุยกับผมเหมือนว่าเป็นการคุยกับ "กาเฟร" คนหนึ่ง " นั้น น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณน่ะไม่ใช่แค่กาเฟรธรรมดา แต่เป็นกาเฟรที่ทำลายอัลอิสลาม ไม่ต่างกับพวกชีอะห์หรอกค่ะ
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Tue Jun 22, 2004 4:26 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Assalamualaikum brothers and sisters;

I am sorry I cannot communicate with you in Thai because I am out of town. I am very disappointed because I did not get the answer about the 3 versions of Ahadeeth from the Prophet's Last sermon, and the others.

The reason I use the translation of the Thai-Arabic Alumni Association as a reference is that it meets your standards. When I refered to the translation of Yusuf ali and the other owledgable people, you did not understand.

The Ayah 53:3 and 53:4 are written in the simplest statements and grammar. Anyone who knows basic Arabic could understand it. You know what you are trying to do. You can fool only those who are in the same school of thought as you.

I never feel ashamed to bring the truth to our Muslim youths. I know very well that you do not have enough knowledge to discuss Al Qur'an without using the fabricated Hadeeth to manipulate its meaning into what you want it to be.

Ahadeeth are not the inspiration from God .They are the tales which You know about them very well.

Every Muslim knows about God's revalation. We all restpect Nabi Muhummad. Why do you try to put your words into my mouth as if I do not have faith in him?

You try again and again to avoid answering truthfuly, the questions about those ahadeeth of which I asked you.

You should at least show your intelligence and knowledge about the truth of Islam, instead of showing your ignorance and rudeness.

It is normal to accept what we do not know and admit that we could not find a logical way to answer those questions. However it is unnecessary to behave in an ill manner during a religious disscussion.

I cannot go along with this kind of illogical discussion anylonger.

I will let you slowly reflect on what I have written and said here. I hope someday you will understand.


Wassalaamualaikum Wa Rahmatullahi Wa Barakatuh;


Matt


Note:The Arabic word 'Hadeeth' literally means : speech,news, conversation. The plural of Hadeeth is 'Ahadeeth. It does not mean "new".
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ซัลมา
มือเก่า
มือเก่า


เข้าร่วมเมื่อ: Feb 07, 2004
ตอบ: 80
ที่อยู่: sumanan_sakuldee@hotmail.com

ตอบตอบ: Tue Jun 22, 2004 6:34 am    ชื่อกระทู้: "มรดกอิสลาม"......โดย แมทท์ (muslim Thai USA. Com) ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสลามมุอะลัยกุ้ม

คุณแมทท์ค่ะ คุณเขียนภาษาอังกฤษทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยเขาแปลออกนะคะว่าคุณเขียนอะไร

ถ้าคุณแมทท์เป็นมุสลิมจริง ๆ ยังไม่สายเกินไปถ้าคิดจะกลับใจ

ซัลมายินดีที่จะคุยกับคุณค่ะ

วัสสลาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว ส่งอีเมล์
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Tue Jun 22, 2004 12:00 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสสลามมุอะลัยกุม ซัลมา:

(ตอบคุณ ซัลมา โดยเฉพาะ ครับ)

ผมขอขอบคุณมากที่คุณยังให้สลามผม และแสดงความหวังดี อย่างสุภาพ เป็นลักษณะที่ดีของ มุสลิม ที่ ปฎิบัติ ตาม “ฮะดีษ” และ “ซุนนะห์” อย่างแท้จริง ของท่านรอซูลที่รักและนับถือ ของมุสลิมทั่วโลก


เนื่องจาก เมื่อคืนวาน ผมออกนอกเมือง เปิด คอมพ์ ดู พบข้อ ความ ของ ท่านวิทยากร ที่เขียน อย่าง “คนทะเลาะกัน” โดย ใช้วาจา ที่ บุคลากร ที่ ทำหน้าที่ เป็นวิทยากร ทางศาสนา ไม่สมควรใช้ โดยการ “ด่าผู้ที่ได้รับการเชิญชวน ให้เข้ามาร่วม เสวนา ในเวบนี้ ว่า “ไม่มียางอาย” เนื่องจาก ท่านขาดความรู้พอที่จะเข้าใจ คำถามและ คำอธิบาย ของ ผู้ร่วม สนทนา

ผมเคยสนทนา เรื่อง ความแท้จริง ของ “ฮะดีษ” และ “อะฮะดีษ” ทำนองนี้ ที่ มุสลิมไทย.คอม และมีคุณ ซายยิด เป็นวิทยากร เมื่อเปรียบเทียบกับวิทยากร(สุไลยมาล) ท่านนี้ ทำให้ผม นับถือ คุณ ซายยิด มากขึ้นอีมากที เดียว ทั้งนี้เพราะว่า คุณ ซายยิด มี มรรยาทที่น่า นับถือ มาก เมื่อเห็นการสนทนาของผม ที่ท่านไม่ เห็นด้วย เพราะจะทำให้ ผู้ที่มีอีหม่านไม่แข็ง พอ จะเข้าใจผิด จาก ประเด็นที่ผม เสวนา

คุณซายยิด เขียน หนังสือ เตือน ผม เป็น ส่วนตัว และในที่สุดท่าน ก็ ปิดการสนทนาของผม และเกรงว่า จะเป็นการเปิดทาง ให้ “ชีอะต์มุสลิม” เข้ามาแทรกแซง ใน กระดารเสวนาแห่งนั้น ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจ ทำไม มุสลิมเหมือนกัน จึง มีเฉพาะ “นิกายซุนนีย์มุสลิมเท่านั้นที่เป็นเจ้าของศาสนาอิสลาม” ทั้งๆที่ “อิสลามเป็นศาสนาของอัลลอฮ์” สิทธิ และอำนาจสูงสุดนั้น เป็นของอัลลออ์แต่พระองค์เดียวเท่านั้น ที่จะตัดสิน ว่า ใครเป็น “มุสลิม หรือ กาเฟร” ไม่ใช่อำนาจของมนุษย์เดินดินธรรมดา เช่น คุณ ซายยิด หรือ คุณสุไลยมาล ที่จะตัดสินว่าใครจะเป็น“มุสลิม หรือ กาเฟร” ถ้าท่านทั้งสองเข้าใจคำว่า “อิสลาม” ว่าหมายความว่าอย่างไร?

สิ่งที่คุณซายยิดทำ คือ ตั้งการสำรวจว่า “ผู้ที่ไม่เชื่อฮะดีษ” เป็นมุสลิมหรือไม่? ผลเป็นอย่างไร คุณ สามารถ สอบถามได้จาก คุณ ซายยิด


แต่ สิ่ง ที่ทำให้ผมนับถือ คุณ ซายยิด คือ การแนะนำ ให้ผม เปลี่ยน เรื่อง เสวนา และคุณซายยิด ไม่ เคย ใช้คำ “หยาบคาย" อย่าง เช่นที่คุณ “วิทยากรสุไลยมาล” ใช้กับผม


ด้วยเหตุนี้ ผมจึงจำเป็น ที่จะตอบโต้ ทันที่ แต่ผม ไม่มี คอมพ์ ภาษาไทย ผมจึงเขียน เป็นภาษาอังกฤษ และผมเคารพในความรู้ทางภาษาของทุกๆท่าน ในที่นี้ ว่า คงเข้าใจ ภาษาอังกฤษ เป็นอย่างดี การใช้ภาษาอังกฤษของผม ไม่มีเจตนา อย่างอื่น นอกจาก การสื่อสารเท่านั้น


ในเมืองไทย ภาษาอังกฤษ เป็น เรื่อง ธรรมดา เมื่อ สอง ปี ที่่ แล้ว ผมมาพักที่โรงแรม ชั้น ดีที่ แห่งหนึ่งในภูเก็ต ผมพยายาม พูด ภาษาไทยกับเขา แต่ พนักงานที่นั้น พยายามพูด ภาษาอังกฤษ กับผม ผมจึงมีความเข้าใจว่า ทุกๆท่านในที่นี้ คงเข้าใจที่ผมเขียน มาเป็นอย่างดี


ประเด็นที่คุณ วิทยากร(สุไลยมาล) ไม่เข้าใจผมมีดังนี้:


1. “Authenticity” หรือ ความแท้จริง เชื่อได้อย่างแน่นอน, ไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม ของ ฮะดีษ และ อะฮะดีษ ทุกชนิด (ต่อไปนี้ผมจะเรียกว่า “ฮะดีษ” ซึ่ง ใช้ในภาษาไทยโดยทั่วๆไป)

2. การทีผมใช้ คำแปลของ “นักเรียนเก่าอรับ นั้น เพราะ ถ้าผมแปลเอง, ผม อาจจะแปลไม่ถูกใจ ของหลายๆคนที่นี่ ถึงแม้ว่าผมนำ คำแปลของท่าน ยูซุบ อาลี มาใช่ ก็ถูกคัด ค้าน


การทีผมไม่ นำมาทั้งหมด ของ “ฟุตโนท” นั้น ก็เพราะจำกัดการ เขียน และ ใครก็ตามสามารถที่จะไปหาอ่านได้ เพราะ ผมบอก ที่มาที่ไป แล้ว ไม่มีการซ่อนเร้นอะไร


การแปล ซูเราะฮฺ อันนัจมฺ อายะ 3 และ 4 นั้น ง่ายมาก แม้แต่ ผู้ที่มีความรู้ภาษาอรับ พออ่านออกเขียนได้ ก็สามารถ เข้า ใจได้ว่า ใน การประทานโองการต่างๆจากพระเจ้า นั้น ทุกๆศาสนทูตไม่ได้พูดตามอารมณ์ ของเขา ไม่ใช่ แต่ศาสดา มูฮัมมัดเท่านั้น, เพราะ อายะ 4 ที่ตามมา ในซูเราะห์ เดียวกัน กล่าวว่า มันเป็นโองการของ “อัลลอฮ์” ที่ถูกประทานมา” หรือ “อัลกุรอานมิใช่อื่นใดนอกจากเป็นการดลใจของอัลลอฮ์ ให้ท่านรอซูลล์ กล่าวบัญญัตินั้นๆออกมา”

และถ้าท่านศาสดากล่าวสิ่งใดนอกเหนือไปจากการดลใจในเรื่องทีเกี่ยวกับศาสนาแล้ว จะ ได้รับการลงโทษจากพระองค์ซูเราะฮฺ อัลหากเกาะฮฺ อายะห์ 44 ถึง อายะห์ 47
อีกประการหนึ่งการแปลและการอธิบาย “ฟุตโน๊ท” ของ สมาคมนักเรียนเก่า อรับ ซึ่ง ใช้ ฮะดีษ มาประกอบ การอธิบายนั้น ทำให้ ความหมายของอัลกุรอานถูกผสมผสานกับ สิ่งที่อาจจะจริงหรือไม่จริงก็ได้, การแปลก็ เข้าใจยาก บางครั้งก็วกวนเวียน ตามสำนวน อรับ และ จะ พยายามอธิบายให้เข้ากับฮะดีษ

3. การที่คุณสุไลยมาล กล่าวว่า “จะต้องยก ฮาดีษ ซอเฮี๊ยะ และอัลกุรอาน ขึ้น ทูลหัวนั้น” ไม่ถูกตามหลักความศรัทธาของอิสลาม

4. การกล่าวของอาจารย์สอนศาสนาบางท่านว่า “อัลกุรอาน” เป็นบัญญัติเก่า และ “ฮะดีษเป็นบัญญัติใหม่นั้น เป็นการ ค้านกับ อัลกุรอาน ที่ว่า อัลกุรอาน เป็น คัมภีร์ฉบับสุดท้าย

5. ผมต้องการให้คุณสุไลยมาลช่วยอธิบายว่าทำไม จึง ว่าผมเข้าใจผิด และ บิดเบือน ฮะดีษต่อไปนี้ :
คือผม อยากให้คุณสุไลยมาล ตอบคำถามผมโดยละเอียด ถึง “ความหมาย” ของ “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” ต่อไปนี้.....

“บรรยายโดย....อะนัสบินมาลิก: ว่า เขาได้ยินท่าน อุมมาร์ กล่าว ขณะที่ท่านยืน อยู่บน แท่น “คุตอบะห์” ของท่านรอซูลล์ (มูฮัมมัด) ในเวลาเช้า, หลังจาก วันที่ท่านรอซูลล์ (มูฮัมมัด) ได้สิ้นชีวิตไปแล้ว, เมื่อฝูงชนกล่าวปฏิญาณให้การรับรอง ต่อ อะบูบาคร์.... ท่านอุมมาร์ผู้นั้น กล่าวว่า, ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์อัลลออ์, โดยยกนื้วชี้้ของมือขวา ขึ้น และลดนิ้วชี้นั้นลงเมื่อท่าน กล่าว “ชาฮาดะห์”, จบต่อหน้า อาบูบาคร์, และกล่าว, “ว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง”, พระองค์อัลลอฮ์, ได้ทรงเลือก ท่านรอซูลล์ ให้อยู่กับพระองค์ บนสรวงสวรรค์ แทนที่จะให้อยู่กับพวกเราบนโลกมนุษย์, สิ่งนี้คือหนังสือ(อัลกุรอาน) ที่พระองค์ ฮัลลอฮ์ ได้ใช้ เป็น หลัก แนะแนวทางปฏิบัติ ของท่านนบีมูฮัมมัด, ดังนั้นจงยึดมั่นไว้กับหนังสือนั้น (อัลกุรอาน), เพื่อที่ว่าพวกท่านจะได้รับแนวทางที่ถูกต้องเช่นเดียวกับที่ “พระองค์อัลลอฮ์”, ใช้ (หนังสือนั้น) เป็นสิ่งแนะนำแนวทาง แก่ รอซูลล์ (มูฮัมมัด) ของพระองค์”

และถ้าเป็นไปได้ถ้าเขาจะกรุณา เอา "ต้นฉบับภาษาอรับ" ลงให้ผมเรียนด้วยก็จะขอบพระคุณมาก

ข้างล่างเป็นข้อความที่ผมถามคุณ NES แต่คุณนำมาตอบรับผมแต่แรก เพื่อให้ผม ตอบกระทู้แรกให้จบก่อน....ข้อความมีดังต่อไปนี้....

ผมมีปัญหาที่อยากจะให้คุณสุไลยมาล ตอบ คือว่า "จาก “คุตอบะ” ครั้งสุดท้าย ของท่านรอซูลล์มูฮัมมัด มีผู้ฟังอยู่เป็นจำนวน พันๆคน แต่ในการจดบันทึกฮะดีษ มีบันทึกไว้ 3 ภาค และเป็นไปได้อย่างไร?

ภาคที่1. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ “ซุนนะห์” (มุวัตตะ, 46/3)

ภาคที่2. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน “อัลกุรอาน” และ อะฮ์ลาลบัยต์ (อะฮ์ลุลบัยต์)
(มุสลิม 44/4, นู2408; อิบนฺ ฮะนะบาล4/366; ดอริมิ23/1; นู 3319)

ภาคที่3. เราทิ้งไว้ให้พวกท่าน, “อัลกุรอาน” อย่างเดียวเท่านั้น เพื่อให้เป็นสิ่งยึดถือของ พวก
ท่าน (มุสลิม 15/19, นู 1218, อิบนุมาญะฮ์ 25/84, อะบูดาวูด 11/56)

ทั้ง สามภาคนี้มาจากฮาดีษ มาตรฐาน ชนิดใด? ฏออีฟ หรือ ซอเฮียะฮ์ ? และเราควรจะตาม ฮาดีษ ภาคใดใน 3 ถาคนี้ กรุณาให้ความกระจ่างแก่ผมด้วย ผมจะได้นับถือคุณว่า เป็นผู้ มีหลักวิชาที่จะให้ความรู้ และ สามารถที่จะเปลี่ยนใจผมได้

หวังว่าท่านวิทยากร คงกรุณาอธิบายให้ผมและสมาชิกทุกๆท่านได้เข้าใจด้วย
ที่ผมถามเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ เพราะต้องการความจริงว่า “ฮะดีษซอเฮียะฮ์” มีความแท้จริง มากน้อยเท่าใด

********************************
คุณซัลมาคงจะเห็นว่า ความศรัทธาของมุสลิมเราจะแข็งกล้ามากขึ้น ถ้าเราเข้าใจเหตุและผล ของ สิ่งที่เรากำลังนับถืออยู่ ว่า มี หลักฐานและความแท้จริงมากเท่าใด และการสนทนาเรื่องศาสนา เช่นนี้ ไม่จำเป็น ต้อง ใช้ คำหยาบคาย ต่อกัน ถ้าเราจะเปิด “ฟอรัม” ใดๆแล้ว จะต้อง ให้เป็นมาตรฐาน


ผมไม่อยากให้คุณซัลมา ต้องถูกตำหนิจากสมาชิกที่นี่, ที่คุณ ซัลมา ยินดีที่จะสนทนากับผม, ผมเป็นมุสลิม มา หลายชั่วคน ความเชื่อ ของคุณปู่ผม, คุณพ่อผม เราถูกสอนกันมาด้วยเหตุ และ ผล เราอนุญาต ให้ทุกๆคน มีสิทธิถามหลักการ ทางศาสนาได้ อย่างไม่มีเขตจำกัด


การที่อาจารย์ บางคน ใช้ ฮะดีษเป็นเครื่อง มือ ในการทำมาหากิน นี้ มีมาทุกยุค ทุกสมัย แต่ไม่มีใครกล้าคัด ค้าน แม้แต่ ผู้ที่มีความสำคัญ อยู่ ในวง การมุสลิม ไทย ในปัจจุบันนี้ก็ตาม ทั้งนี้ เพราะ มีความเกรงใจกัน แต่ไม่ใช่ว่า เขาจะ เห็นด้วย

เนื่องจาก ผมเป็นมุสลิม ซึ่งมีความศรัทธา ต่ออัลลอฮ์ อัลกุรอาน และท่านรอซูลล์ คำพูด ของมนุษย์ ธรรมดา ไม่มีอำนาจพอที่จะตัดผมจากความเป็น มุสลิมได้


พวกหน้าไหว้ หลังหลอก บางท่าน ไม่ได้พิจารณาตัวเอง ว่า ปฏิบัติตามฮะดีษ และซุนนะห์ ที่แท้จริง หรือไม่? ในฮะดีษ ห้ามฟังเพลง, ให้ขยันทำมาหากิน, ห้ามร้องเพลง, ดูหนัง, ผู้ชายก็ ให้ สำรวม, ห้ามพูดนินทา, ห้ามถ่ายรูป, ห้ามสาบานเวลาทำการค้า, ต้องเลี้ยงดูภรรยา, , ห้ามมีรูปต่างๆอยู่ในบ้าน, ให้เชื่อฟังผู้ปกครองประเทศที่เราอาศัยอยู่, ห้ามเรียกครูบาอาจารย์ ว่าหน้าไหว้ หลังหลอก, ห้ามล่วงเกิน สุภาพสตรี ด้วย กาย วาจา ใจ, ให้จ่ายค่าแรงลูกจ้างในทันทีที่ทำงานเสร็จ,ห้ามพูดโกหก ฯลฯ


จากตัว อย่างที่ผมยกมานี้ คุณจะเห็นว่า เกินกว่า 90 % ของพวก หน้าไหว้หลัง หลอก บางท่าน เหล่านั้น ไม่มีทางที่จะ เข้ากับ มาตรฐานที่เขาวางไว้เลย


การสอนศาสนาอิสลามในปัจจุบัน นอกจากจะสอนเกี่ยว กับความ ศรัทธา ตามหลักการแล้ว ยังสอดแทรก หลักการที่เป็น NEGATIVE ต่อสังคม ไปในสมอง ของ เยาวชนไทย มุสลิม ให้มีแต่ความเคียดแค้น และ โหดเหี้ยม ต่อคนที่ต่างศาสนา การสอนเช่นนี้ ทำให้เยาวชนเติบโตมามีแต่ปมด้อย และเมื่อ เข้าสนทนากับผุ้ที่ใช้เหตุและผล ก็ไม่อาจจะ ดำเนินการสนทนาได้ สิ่งดีที่ทำได้ ก็คือ “ใช้คำหยาบคาย เพื่อให้คู่สนทนา อับอาย และเลิกล้ม การสนทนา


นี่เป็นเหตุผลอันหนึ่งที่ผมเปิด muslimthaiUSA.com ขึ้น เพื่อ จะให้เยาวชนมุสลิมไทย เข้าใจหลักการศาสนาอิสลามที่ถูกต้อง ตามอัลกุรอาน เพราะ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของ “อัลลอฮ์” ไม่มีใครเป็นเจ้าของหรือผูกขาด ผมไม่จำเป็นต้องเข้ามาคุย ในที่นี้ แต่ที่เข้ามาเพราะว่า อาจจะมีบางท่านที่ เข้าใจเจตนาผมไปในทาง Positive บ้าง และผมถูกชวนเข้ามา จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม
โดยอ้าง “ฮะดีษ” ที่ไม่สามารถ จะประยุคใช้ในสมัยนี้ได้ ซึ่งคุณจะเห็น จาก “หน้าแรก” ของเกือบ ทุกเวบมุสลิม


ขอบคุณมากครับที่กรุณาเป็นห่วงผม “ผมยังเป็นมุสลิมอยู่” เมื่อเราเป็นมุสลิมแล้ว ไม่มีการขาดจากการเป็นมุสลิม จนกว่าจะถึง วัน อาคิเราะห์ ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ เท่านั้น ที่จะตัดสินชึ้ขาดได้
คุณซัลมาอย่าหาว่าผมดื้อดึงนะครับ, คุณจะให้ผมกลับใจเรื่องอะไรครับ? ช่วยกรุณาบอกเหตุผลให้ผมทราบด้วย


เนื่องจากผมเข้าใจ ในความปรารถนาดีและ ความจริงใจของคุณต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน ผมขอขอบคุณ และ ขอพรจากพระองค์อัลลอฮ์ ให้คุณประสพแต่ความสุขสมบูรณ์ ในสุขภาพ และมีความกรุณาต่อพี่น้องมุสลิมทุกๆท่านด้วยความยุติธรรม


วัสลาม

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Nirwana
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 13/06/2004
ตอบ: 8


ตอบตอบ: Tue Jun 22, 2004 1:54 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เรามีคำถามนับ 10 ข้อที่จะถามต่อคุณแมทท์
แต่คำถามอื่น ๆ ที่มีถึงคุณก่อนหน้านี้ คุณก็ไม่ได้ตอบเลย เพียงแค่ยกอัลกุรอานมา
เพื่อต้องการที่จะเบี่ยงเบนประเด็นที่คุณตอบไม่ได้ไช่ไหม ?
อยากถามคุณว่า (เฉพาะจากข้อความของคุณข้างบนเท่านั้น)

1. ที่ว่าอาจารย์ใช้ฮาดิษเป็นเครื่องมือทำมาหากิน เป็นอย่างไร? และใคร ?
เราเห็นบ่อยครั้งที่คุณพยายามสร้างภาพลบต่อบุคลากรทางศาสนา แต่คุณไม่เคยได้ชี้ชัดเลยว่าสิ่งที่เป็นลบนั้นคืออะไร ? และใคร

2.พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก ถือเป็นความรุนแรงในทางศาสนา ผู้มีศาสนาย่อมไม่อาจจะเป็นอย่างนี้ได้ แต่คุณกล้าที่จะใช้วาจา
เช่นนี้ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องที่จะยืนยันว่าเป็นใคร ? ที่ไหน ? และอย่างไร ?

3. หลักการสอนที่เป็น NEGATIVE ต่อสังคมเป็นอย่างไร และมาจากใคร ? และคุณก็เคยบอกว่าการสอนศาสนา
ในทุกวันนี้ เป็นการนำมุสลิมถอยหลังเข้าคลอง ช่วยบอกให้ละเอียดด้วย ถ้าคุณแน่ใจว่าคุณเป็นผู้มีเหตุมีผล ดังที่คุณอ้าง


4. ฮาดิษมาจากรอซูล และที่คุณว่าไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในสมัยนี้ ฮาดิษใหน และคุณจะยืนยันไหม ว่าสิ่งที่มาจาก
รอซูลนั้น ใช้ไม่ได้ ?

5. อาจารย์ท่านใหนที่บอกว่า“อัลกุรอาน” เป็นบัญญัติเก่า และ “ฮะดีษ" เป็นบัญญัติใหม่ ถ้าคุณตอบไม่ได้ก็หมายความว่าคุณกุเรื่องขึ้นมาเอง

6. กรุณาทบทวนความยุติธรรมที่คุณได้บอกมา คุณแน่ใจหรือว่าท่าทีของคุณต่อโลกมุสลิมทุกวันนี้ เป็นไปด้วยความยุติธรรม
(ขอย้ำว่า "ท่าทีของคุณ")

7. ที่คุณว่าจริงใจต่อมุสลิม คุณแน่ใจหรือ ในเมื่อเวบของคุณดูเหมือนจะเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้นำที่ซอเลมมากกว่า
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
อัลฮุดา
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 16/03/2004
ตอบ: 44


ตอบตอบ: Tue Jun 22, 2004 11:27 pm    ชื่อกระทู้: มรดกอิสลาม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณแมทท์

อยากทราบความเข้าใจคำว่า “อิสลาม” ของคุณแมทท์ จังเลย ว่าเป็นเช่นไร ถึงได้กล่าวว่า “ผมก็ไม่เข้าใจ ทำไม มุสลิมเหมือนกัน จึง มีเฉพาะ “นิกายซุนนีย์มุสลิมเท่านั้นที่เป็นเจ้าของศาสนาอิสลาม” ทั้งๆที่ “อิสลามเป็นศาสนาของอัลลอฮ์” สิทธิ และอำนาจสูงสุดนั้น เป็นของอัลลออ์แต่พระองค์เดียวเท่านั้น ที่จะตัดสิน ว่า ใครเป็น “มุสลิม หรือ กาเฟร” ไม่ใช่อำนาจของมนุษย์เดินดินธรรมดา

เอ! ถ้าดูจากความเข้าใจของคุณข้างต้นเนี่ย เราก็ตัดสินไม่ได้สิว่า ไอ้บุชที่คุณเทิดทูน เป็นมุสลิมหรือกาเฟร ??หรือว่า คนนุ่งเหลืองห่มเหลืองอยู่ที่วัดเป็นกาเฟรหรือมุสลิม??

ก็อย่างที่ดิฉันเคยถามคุณไว้ครั้งหนึ่งแล้ว ว่า คุณปฏิเสธฮาดีสศอเฮี๊ยะห์แล้ว คุณเอาอะไรมาเป็นโครงสร้างหลักของศาสนา เพราะศาสนาอิสลามมีองค์ประกอบที่เป็นโครงสร้างหลัก 3 ประการ คือ หลักความเชื่อ(รุกนอีหม่าน) หลักการปฏิบัติ(รุกนอิสลาม) และหลักคุณธรรม(อัลเอี๊ยะฮ์ซาน) ที่ได้มาจากคำสอนของท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ตามฮาดีสศอเฮี๊ยะห์นั่นเอง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
อัลฮุดา
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 16/03/2004
ตอบ: 44


ตอบตอบ: Thu Jun 24, 2004 12:57 am    ชื่อกระทู้: ,มรดกอิสลาม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คุณแมทท์

"I neve feel ashamed to bring the truth to our Muslim youths. "

จากที่คุณกล่าวว่า “ I never feel ashamed” นั้น ดิฉันขอให้คุณfeel ashamed ดีกว่านะคะ เพราะการที่คุณจะ bring the truth to our Muslim youths นั้น ดิฉันว่ามันไม่ใช่"truth. หรอกค่ะ มันเป็นความหลงมากกว่า หลงออกจากอัลอิสลาม อย่างที่พวกกาเฟรหรือมุนาฟิกที่ทำลายล้างอัลอิสลามทำอยู่น่ะค่ะ

และจากที่คุณกล่าวว่า " you do not have enough knowledge to discuss Al Qur'an without using the fabricated Hadeeth to manipulate its meaning into what you want it to be. "

คุณไม่ต้องไปว่าใครหรอกค่ะ ไม่มีใครเขาอาจหาญไปอธิบายอัลกุรอาน โดยไม่อาศัยฮาดีสศอเฮี๊ยะห์หรอกค่ะ คงมีแต่คุณแมทท์คนเดียวเท่านั้นละค่ะ ที่มีความรู้มากพอที่จะอธิบายอัลกุรอาน โดยไม่ต้องอาศัยคำสอนของท่านรซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม จากฮาดีสศอเฮี๊ยะห์มาอธิบาย

คุณบอกว่าเชื่อถืออัลกุรอานอย่างเดียว แต่สิ่งอัลกุรอานบอกไว้ คุณก็ไม่ปฏิบัติตาม คุณไม่ทำตามที่อัลกุรอานซูเราะห์อัลอะห์ซาบ อายะห์ที่ 21 ที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงกล่าวไว้ว่า

“ โดยแน่นอน ในรซูลของอัลลอฮ์ มีแบบฉบับอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้ว (1) สำหรับผู้ที่หวัง (จะพบ) อัลลอฮ์และวันปรโลก และรำลึกถึงอัลลอฮ์อย่างมาก”
(1) คือ แบบฉบับอันสูงส่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติตามในทุกคำพูด การปฏิบัติ และสถานะ เพราะท่านมิได้พูดและปฏิบัติตามอารมณ์ หากแต่เป็นวะฮีย์และการประทานให้ลงมา
ที่มา : หนังสือความหมายอัลกุรอานเป็นภาษาไทย ภาค 3 ญุซที่ 21-30 โดยสมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ.2535.หน้า 893.

อย่างนี้คุณแมทท์จะจัดอยู่ในจำพวกไหนดีล่ะระหว่างกาเฟรกับมุนาฟิก เพราะจากคุณลักษณะของมุนาฟิกที่ประมวลได้จากอัลกุรอานซูเราะห์อัลบากอเราะฮ์ อายะห์ที่ 8- 20 คุณแมทท์ก็มีอยู่ในตัวคุณเหมือนกันนะคะ
1. ปากว่าเชื่อ แต่ใจไม่เชื่อ
2. หลอกให้คนอื่นเชื่อว่าอีหม่าน แต่หัวใจไม่เชื่อ
3. มักมีโรค คือ โรคสงสัย
4. ชอบสร้างปัญหา สร้างความสับสนวุ่นวาย
5. ดูถูกผู้ปฏิบัติตามซุนนะห์ว่าโง่
6. ทิ้งทาง

ก็พิจารณาเอาเองละกันนะคะ แต่ขอบอก บอกว่า พวกมุนาฟิกนั้น จะได้อยู่ในนรกชั้นต่ำสุด
สนใจไหมคะ คุณแมทท์??
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
อัลฮุดา
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 16/03/2004
ตอบ: 44


ตอบตอบ: Thu Jun 24, 2004 1:18 am    ชื่อกระทู้: มรดกอิสลาม ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ข้อ 6 ยังไม่ครบค่ะ ขอเติมหน่อยนะคะ เพราะมีความสำคัญต่อคุณแมทท์มาก

6. ทิ้งทางนำ ไปเอาทางหลง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
Nirwana
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 13/06/2004
ตอบ: 8


ตอบตอบ: Thu Jun 24, 2004 8:56 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ขอร้องสมาชิกมรดกอิสลาม อย่าได้เพิ่มข้อใหม่ ๆ เลย เพราะข้อเก่าๆ หลายสิบข้อเขายังตอบไม่ได้
(แม้เขาจะบอกว่าทุกคำถามมีคำตอบ แต่จนถึงวันนี้เขาก็ยังไม่ตอบ)

ของเราเองเราก็เคยแนะนำเขาเกี่ยวกับการใช้ถ้อยคำใส่ร้ายผู้อื่น การไม่ยอมรับเหตุผล (แม้เขาจะบอกว่าทุกอย่างอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผล) เราบอกเขาว่า ให้เขาชี้ชัดว่าสิ่งที่บอกว่า
"นักการศาสนาอิสลามในไทยนำไปสู่ความรุนแรง" เราบอกเขาว่าสิ่งนั้นคืออะไร นักการศาสนาคนนั้นเป็นใคร
อย่ากล่าวแบบตีคลุมอย่างนั้น เพราะจะทำให้วงการนักการศาสนาไทย เสียหายหมด เขาตอบว่า
"นั้นคือสิ่งที่ผมอยากทำ และผมก็ควรจะทำอย่างนั้น แต่วันนี้ผมยังไม่อาจจะทำได้" แล้วก็จบหายไป

พิจารณาจากข้อเขียนของเขาว่าปลิ้นปล้อน ขนาดใหน เพราะฉะนั้นอย่าได้เพิ่มคำถามอื่น ๆ เลย เพราะถ้าเรายิ่งเพิ่มคำถามมากขึ้นก็จะเท่ากับเปิดโอกาสให้เขาได้ปลิ้นปล้อนมากขึ้น วันนี้เราไม่ควรที่จะนำกุรอานซึ่งเป็นของสูงมาอ้างให้มากนัก เพราะเขาไม่ได้ศรัทธาในกุรอานเลย เพราะคนที่ศรัทธาในกุรอานที่แท้จริงเขาไม่ปลิ้นปล้อนอย่างนั้นหรอก เขาเพียงแต่ยกกุรอานขึ้นมา เพื่อต้องการเพิ่มเครดิตให้กับตนเองเท่านั้น

ของเราเองก็ขอยืนยันว่ายังมีอีกนับ 10 คำถาม ที่จะถามเขา และคำถามทั้งหมดก็ก่อเกิดขึ้นมาจากข้อเขียนของเขาเองทั้งสิ้น
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
ahlussunnah
มือใหม่
มือใหม่


เข้าร่วมเมื่อ: 25/06/2004
ตอบ: 43


ตอบตอบ: Fri Jun 25, 2004 3:17 am    ชื่อกระทู้: Are you shi-ah? Matt ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

Assalamualaikum every body
Let me introduce my self first. I'm thai people but right now live in the US. I've studied about Shi-ah.

Someone in this may be Shi-ah but you don't know becasue they have attakiyah. They will tell you something to make confuse and just deceive every body.


If Matt don't understanding about Al-qual and Hadis so we can not tell everythings to him because we have a different way.

Assalamualaikum
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว เข้าชมเว็บไซต์
matt
มือเก๋า
มือเก๋า


เข้าร่วมเมื่อ: 02/06/2004
ตอบ: 254
ที่อยู่: usa

ตอบตอบ: Sat Jun 26, 2004 10:31 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัสลามมุอะลัยกุม คุณ Nirawan

ขอโทษด้วยที่ปล่อยให้รอนาน ผมมีเวลา ในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ เท่านั้น ผมจะตอบคำถามของคุณ เป็นข้อๆดังนี้

1. ที่ว่าอาจารย์ใช้ “ฮาดิษ” เป็นเครื่องมือทำมาหากิน เป็นอย่างไร? และใคร ?
เราเห็นบ่อยครั้งที่คุณพยายามสร้างภาพลบต่อบุคลากรทางศาสนา แต่คุณไม่เคยได้ชี้ชัดเลยว่าสิ่งที่เป็นลบนั้นคืออะไร ? และใคร?


ข้างล่างนี้คือที่ผมเขียน

การที่ “อาจารย์ บางคน” ใช้ ฮะดีษเป็นเครื่อง มือ ในการทำมาหากิน นี้ มีมาทุกยุค ทุกสมัย แต่ไม่มีใครกล้าคัด ค้าน แม้แต่ ผู้ที่มีความสำคัญ อยู่ ในวง การมุสลิม ไทย ในปัจจุบันนี้ก็ตาม ทั้งนี้ เพราะ มีความเกรงใจกัน แต่ไม่ใช่ว่า เขาจะ เห็นด้วย

พวกหน้าไหว้ หลังหลอก “บางท่าน” ไม่ได้พิจารณาตัวเอง ว่า ปฏิบัติตามฮะดีษ และซุนนะห์ ที่แท้จริง หรือไม่?

การใช้คำพูดว่า “บางท่าน” หมายถึง “ไม่ทั้งหมด”, การสอนให้มุสลิม เห็นผิดจาก ในแนวทาง ของอัลกุรอาน โดยยึด ฮะดีษ และ ท่านอุละมาต่างๆมาอ้างนั้น มีมานมนานแล้ว ตั้งแต่สมัยที “ฮะดีษ” เริ่มถูกรวบรวม หรือ ประดิษฐ์ขึ้นมา, เราจะทราบเรื่องดังกล่าว จาก กระทู้ ของคุณ addullslam เรื่อง “รู้ไว้ได้ประโยชน์เรื่องของ 4 อิมาม” ซึ่ง เป็นบทความที่ดี และมีประโยชน์มากต่อ มุสลิมทุกท่าน ที่จะใช้ พิจารณา ในการจะ เชื่อ การ สอน ของ ผู้ใด

คุณจะเห็นว่า ในประวัติศาสตร์ ของอิสลาม เรานั้น ครูผู้สอนศาสนา และผู้ที่มีอำนาจ ได้ใช้ ฮะดีษเป็นเครื่อง มือ สร้างอำนาจ และ ความรำ่รวย และ เพื่อ ประโยชน์ ส่วนตัว โดยเฉพาะ ประวัติของ ท่าน อาบู – ฮูรอยเราะฮฺ ถ้าคุณ ได้อ่านแล้ว คุณจะเห็นว่า มีส่วนที่น่า คิด ในเรื่อง นี้ อยู่มาก ตัวอย่าง ข้างล่างนี้ นำมาจาก “รู้ไว้ได้ประโยชน์เรื่องของ 4 อิมาม”

************************
จาก “รู้ไว้ได้ประโยชน์เรื่องของ 4 อิมาม” จากกระทู้ ของคุณ addullslam

มีหะดีษ บทหนึ่งข้อความว่า, “ประชากรของฉันจะไม่ลงความเห็นพ้องกันในเรื่องเหลวไหล ถ้าท่านทั่งหลายพบการขัดแย้งกันขึ้น ก็จงยึดฝ่ายข้างมาก”

หะดีษนี้ ท่านครูนำมาอ้างเป็นหลักฐานว่า ในเรื่องที่เราเคยทำบุญให้คนตาย อ่านอิซีกุโบร์นั้น ตามมัซฮับชาฟิอีระบุว่า ผลบุญไปถึงผู้ตาย ปู่ย่า ตายาย ก็เคยทำกันมานานแล้ว ผู้รู้สมัยพ่อ หรือสมัยปู่ของเราก็ทำกันมา แม้กระทั้งในปัจจุบันนี้ก็ยังมีผู้คนนิยมทำกันเยอะแยะ นี่ย่อมเป็นเครื่องแสดงว่า คนส่วนมากเขาทำกัน เราก็ต้องทำตามด้วยจึงจะถูก เพราะท่าน นบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สั่งว่า ให้เราตามคนส่วนมาก ดังข้อความ ที่ปรากฎชัดอยู่ใน อัล หะดีษ ที่กล่าวมาข้างต้น

การที่ต้องนำหะดีษบทนี้มาเขียนถึง ก็เนื่องจากเห็นว่าท่านครูบางคนออกจะมักง่ายเอามากๆ ในการอ้างหะดีษ ชอบแต่จะอ้างหะดีษเพื่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว แทนที่จะอ้างเพื่อประโยชน์ แก่หลักการของ อัล อิสลาม อันนี้ส่อให้เห็นว่า ท่านครูประเภทนี้ได้กระทำตนไม่เหมาะสม กับที่เป็นนักวิชาการที่ควรค่าแก่การได้รับการยกย่อง และให้ความนับถือ

อิมามเฑาะซาลี พูดไว้ว่า, “เราทั้งหลายกลายมาเป็นคนที่อยู่ในยุคของคนอาลิม ที่มั่วอยู่กับปัญหาย่อยที่ถกเถียงกัน, แถมยังทึกทักว่าเป็นเรื่องที่ได้ผลบุญ แต่ที่จริงเป็นเรื่องที่คนยุคก่อนๆต่างเกลียด /ดู อิหฺยาอฺ อุลูมมุดดิน

จากที่ว่ามานี้จึงเห็นได้ว่า อุละมาอฺนั้นมีอยู่หลายชนิด อุละมาอฺจริงนั้นมีแยะ
แล้วอุละมาอฺเก๊ก็มีมาก ถ้าเราประกาศลอยๆว่าต้องเชื่ออุละมาอฺ ต้องตามอุละมาอฺ
แล้วใครจะแยกแยะได้ว่าอุละมาอฺ อย่างไหนตามได้ อย่างไหนตามได้
หรือถ้าจะถือว่าอุละมาอฺ ที่เขาเขียนหนังสือฟิกเกาะฮฺ ได้คนนั้นแหละเราต้องตาม
เพราะถือว่าเขาต้องรู้ดีกว่าเรา นักฟิกเกะฮฺทำหนัวสือได้ทั้งสิ้น แล้วผู้มีสติปัญญา
จะยอมเชื่ออุละมาอฺ แบบไหนหรือ ใช้สามัญสำนึกก็พอ



***********************************

จาก ตัวอย่างเนื้อหาในบทความข้างบนนี้ แสดงให้เห็นว่า การใช้ฮะดีษ และ คุณสมบัติของครูผู้สอนศาสนานั้น มีส่วน สัมพันธ์ กันมาก เพราะ ในฮะดีษ มี สิ่งที่แปลกปลอม เจือ ปนอยู่มาก, ขัดกันเอง, ขัดกับอัลกุรอาน ฯลฯ เมื่อ ตัวประกอบทั้งสอง, คือ “ของปลอม” และ “คนเลว หรือ คน เฉกชั่ว” หรือ “แต่ถ้าไม่ใช่คนเลวแต่เป็นคนเขลา”,มารวมด้วยกันแล้ว, โดยเฉพาะคนเลวที่ทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนา นั้น เป็นอันตราย ต่อสังคม มุสลิม เป็นอย่างยิ่ง และบุคคลเหล่านี้ มีอยู่ในทุกๆยุค ทุกๆสมัย แม้แต่ ในปัจจุบันนี้

จากเรื่อง “รู้ไว้ได้ประโยชน์เรื่องของ 4 อิมาม” กระทู้ ของคุณ addullslam นั้น คุณ จะเห็น ว่า, “ท่านอิมามทั้งสี่ นี้ รวมทั้งท่านอีหม่ามทั้งหลายที่ดี ที่ มาก่อน และหลัง ท่านอีหมา่่ม ทั้งสี่ นั้น เราจะต้อง ถือว่า มี บุญคุณ แก่มุสลิมรุ่นหลังๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ ท่านอีหม่าม ทั้งสี่ นั้นได้วาง กฎเกณฑ์ ในการ เชื่อถือ “ฮะดิษ” โดยให้ มุสลิม ใช้ปัญญา ท่านกล่าวว่าถึงแม้แต่คำพูดของท่านเองถ้าขัด กับ อัลกุรอานแล้ว ก็อย่าเชื่อท่าน ลองคิดดูให้ดี ถ้าไม่ มีอีหม่ามทั้งสี่นี้ สังคมมุสลิม จะไม่มีเหลืออยู่เลย เพราะ เราจะตกอยู่ ในความเชื่อถือ “ต่อสิ่งแปลกปลอม มากกว่านี้

2.พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก ถือเป็นความรุนแรงในทางศาสนา ผู้มีศาสนาย่อมไม่อาจจะเป็นอย่างนี้ได้ แต่คุณกล้าที่จะใช้วาจา เช่นนี้ เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องที่จะยืนยันว่าเป็นใคร ? ที่ไหน ? และอย่างไร ?

ถาม....พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก เป็นอย่างไร?


ตอบ... พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก นี้ ผมหมายถึง ผู้ที่อ้างตนว่า “เป็น ผู้ ศรัทธา ที่มีความรู้ความเข้าใจ หลักการของศาสนาอิสลาม เป็นอย่างดี ว่า อะไรถูก อะไรผิด ในหัวใจเขานั้น เข้า ใจดี ถึง สิ่งที่เขากล่าว หรือ เหตุผลที่เขา ยกมา โดย อ้าง บัญญัติในอัลกุรอาน หรือ ตัดทอน บางส่วนออก เพื่อให้ได้ ข้ออ้าง แต่ในบาง ส่วน ที่ เขา ต้องการ จะเพื่อวัตถุประสงค์ ใดๆก็ตาม คนประเภทนี้ จัดอยู่ในประเภทหน้าไหว้หลังหลอก”

การที่มุสลิม กล่าวปฏิญาณตัว หรือ สาบาน ตน ต่อ “พระองค์อัลลอฮ์” คือ การ กล่าว “ชะฮะดะห์” ว่า “ลา อีลาฮะอีลลัลละฮ์” ความหมายว่า “ข้าฯขอ ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก พระองค์อัลลอฮ์ (พระเจ้าผู้เป็นเอก) เท่านั้น” นี่เป็น“ชะฮะดะห์” ที่แท้จริง ที่ท่านรอซูลทุกๆท่าน ตั้งแต่ท่าน นบี อิบรอฮิม มาจนถึง ท่าน นบีมูฮัมมัด โดยที่ เราจะอ่านพบได้ ใน คุตอบะอ์ ครั้งสุดท่้าย ของท่าน

เราจะต้องเข้าใจว่า“ชะฮะดะห์” นั้น มีความหมายว่าอย่างไร? ไม่ใช่แต่กล่าว ลอยๆ เพื่อแสดงความเป็นมุสลิม เท่านั้น, ขณะที่มุสลิมกล่าวว่า “ข้าฯขอ ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก พระองค์อัลลอฮ์ (พระเจ้าผู้เป็นเอก) เท่านั้น” คือ มุสลิมหรือ บุคคล ผู้นั้น มีความศรัทธาอย่าง แท้จริง ว่า มีพระเจ้าอยู่องค์เดียวเท่านั้น (อัลลอฮ์)ที่เราสักการะ บูชา, ไม่มีสิ่งอื่นๆ หรือบุคลผู้ใด ที่จะเทียบเคียง เสมอเหมือน แทนพระองค์ได้, พระองค์เป็นเอก ที่สูงสุดแห่งการได้รับการสรรเสริญ พระองค์ เป็นผู้ประทาน ชีวิต และความตาย และมีอำนาจเหนือกว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ในระบบจักวาล ต่างๆ, พระองค์ ทรงประทานชัยชนะตามคำสัญญาของพระองค์ ต่อผู้ ที่มีความศรัทธาที่แท้จริงต่อพระองค์ และ พระองค์เท่านั้น ที่จะนำชัยชนะต่อศัตรูของ อิสลาม

การที่ว่าท่านรอซูลล์กล่าว “ชะฮะดะห์” ที่ถูกต้องนั้น ก็เพราะว่า ตรงกับในอัลกุรอานซูเราะฮฺ อาละอิมรอน อายะ18 ที่ว่า

“อัลลอฮ์ทรงเป็นพะยานว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์เท่านั้น, และมะลาอิกะฮ์ และตลอดทั้งผู้มีความรู้ผู้ซึ่งดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมนั้น ก็ยืนยันด้วยว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเท่านั้น”


เนื่องจากเมื่อเรามีความศรัทธาที่แท้จริง ต่อ ความ คงอยู่ ของ พระองค์อัลลฮ์ แล้ว เราจะต้อง มีศรัทธา อย่างแท้จริงว่า ท่านรอซูลลทุกๆท่าน ที่ พระองค์ส่งมา เป็น ศาสนทูตว่าเป็น ศาสนทูตที่แท้จริง ที่ถูกประทับตราโดยอัลลออ์ รวมทั้งท่านรอซูลล มูอัมมัดด้วย พระองค์อัลลอฮ์ ทรงล่วงรู้ถึงจิตใจของผู้ “หน้าไหว้หลังหลอก” ที่ยืนยันในความแท้จริง ของรอซูลลด้วยปาก แต่การกระทำหรือ จิตใจ ไปเกาะติดอยู่กับสิ่งแปลกปลอม ดังจะเห็น ได้จาก ซูเราะฮฺ อัลมุนาฟิกูน อายะ 1

“ เมื่อพวกหน้าไหว้หลังหลอก มาหาเจ้า(มูฮัมมัด), และ ปฏิญาณว่า “เจ้า(มูฮํมมัด) คือ ศาสนาทูต ของ อัลลอฮ์ที่แท้จริง” แน่ละ, อัลลอฮ์ทรงล่วงรู้ ว่าเจ้า(มูฮัมมัด) เป็นศาสนทูตที่แท้จริงของพระองค์, และพระองค์อัลลอฮ์ทรงเป็นพะยานว่า “พวกหน้าไหว้หลังหลอกเหล่านั้น”ความจริงแล้วมันคือพวกโกหก”

ดังนั้นในการที่เรา กล่าวยืนยันว่า “ท่านรอซูลมูฮัมมัด เป็น ศาสนทูตที่แท้จริงของพระอค์ อัลลอฮ์” โดยต่อท้าย “ชะฮะดะห์” ที่แท้จริง ที่ท่าน รอซูล กล่าวไว้ ซึ่งตรง กับ อัลลกุรอาน, ซูเราะฮฺ อาละอิมรอน อายะ18 ที่กล่าว ข้างต้นแล้ว นั้น เราจะต้อง เชื่อ ในทุกๆกสิ่งทุกๆอย่าง ที่ท่านทำตามหน้าที่ของท่านที่อัลลออ์ทรงประสงค์ ให้ รอซูล ของท่านทำ , โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เชื่อว่า อัลกุรอานเท่านั้น คือ “วะฮีย์” ที่ท่านได้รับมาจาก อัลลอฮ์


เนื่องจากท่านเชื่อใน “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ผมคิดว่าคุณคงเชื่อ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ข้างล่างนี้


ดังจะเห็นได้จาก ฮะดีษ ซอเฮียะ มุสลิม เล่ม 7เลขที่ 2803/1 “ฮัจจฺ” (กีตาบ- อัลขฮัจจฺ) กล่าวถึง คุตอบะฮ์ ครังสุดท้ายของท่าน รอซูลล บรรยายโดย ญาบิรอิบนฺ อับดุลลอฮ์ ว่า

“ท่านรอซูลล........กล่าวว่า “ฉัน(มูฮัมมัด) ทิ้งหนังสือของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน), และถ้าพวกท่านยึดถืออัลกุรอาน(เป็นทางดำเนินชีวิต) อย่างมั้่นคงแล้ว ท่านจะไม่หลงทางอย่างแน่นอน.”



จากฮะดีษนี้ จะเห็นว่า เมื่อ มุสลิม กล่าว คำปฎิญาณ ต่อพระองค์อัลลอฮ์ “ชะฮะดะห์” แล้ว และ ต่อเติม “ชะฮะดะห์” ต้นฉบับของท่านรอซูล, ด้วย คำยืนยันความจริงว่า “และท่านรอซูลมูฮํมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ที่แท้จริง” (วะอัชชะดุอันนะมูฮํมมะดุลรอซูลลุลลอฮิ)


การต่อเติม “ชะฮะดะห์” นี้ ไม่มีข้อเสียหายใดๆ ในแง่ ของผู้มีศรัทธาและ เจตนาที่ถูกต้อง เพราะเป็นการ เอา สิ่งที่เป็นความ แท้จริงซึ่ง มีอยู่ ในอัลกุรอาน มายืนยันเตือนใจเรา เวลาเรา กล่าวคำปฏิญาณ มากล่าวพร้อมๆกันกับ “ชะฮะดะห์” ที่แท้จริงของท่านรอซูล


สิ่งที่เราควรจะต้อง ระมัดระวัง ให้มากก็คือ โดยเฉพาะ บรรดาครูบาอาจารย์ ทางศาสนา และผู้ปกครอง จะต้อง สอน ให้เด็กๆ หรือ ผู้ที่เข้ารับการปฏิญาณ ตัว เป็น มุสลิม เข้า ใจว่า การกล่าว คำปฏิญาณ นั้น มีอยู่สองส่วน คือ

1. ส่วนหนึ่งเป็นคำปฏิญาณและสาบานยืนยันความศรัทธาที่เชื่อมั่นในสภาพคงอยู่ของ “อัลลอฮ์” (ตามที่อธิบายไว้ ข้างต้น)

2. อีกส่วนหนึ่งเป็นการยืนยันว่าเรามีความเชื่อมั่นว่า “ท่านนบีมูฮัมมัดเป็นศาสนทูตที่แท้จริงของอัลลอฮ์”


จะต้องระวังให้มากอย่าให้ผู้ที่กล่าวคำปฏิญาณเข้า ใจผิด ว่า การกล่าวคำปฏิญาณทั้งสองนั้น เราปฏิญาณ ต่อ สภาพการที่แสดงความเท่าเทียมกัน เพราะถ้า เกิด การ เข้า ใจผิด เช่นนั้น เป็นความรับผิดชอบของ ครูผู้สอน ที่ไม่ชี้แจง และ อธิบาย ให้ผู้กล่าวปฏิญาณ เข้า ใจ ก่อน การ ปฏิญาณ และจะตกอยู่ในข่าย ที่หลอกลวงผู้อื่นให้เข้าใจผิด และถือว่าเป็นการสร้างภาคี ต่อพระองค์อัลลออ์


เมื่อผู้ใดกล่าวคำปฎิญาณและสาบานตัวดังกล่าวแล้ว เราไม่ปฏิบัติ ตาม “อัรฺกานุลอีมาน” และ “อัรฺกานุลอิสลาม” อย่างเคร่งครัด โดยละเว้น อย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว ผู้นั้น ถือว่าเป็น “บุคคลที่หน้าไหว้หลังหลอก”


ถาม.....พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก เป็นใคร ? ที่ไหน ?

ตอบ.... พฤติกรรมหน้าไหว้หลังหลอก คือ ผู้ที่ ปฏิญาณว่า

(1) “ข้าฯขอ ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจาก พระองค์อัลลอฮ์ (พระเจ้าผู้เป็นเอก) เท่านั้น”

(2) และ “ท่านนบีมูฮัมมัดเป็นศาสนทูตที่แท้จริงของอัลลอฮ์”


เมื่อปฏิญาณเช่นนี้แล้ว


1. ถ้ายังมีความสงสัยหรือท้าทายความแน่นอนความมีรายละเอียดและความสมบูรณ์ ของอัลกุรอานว่าไม่เพียงพอในการใช้ใน การสอน การเรียน การปฏิบัติศาสนกิจ ในอิสลามแล้ว ถือว่า “ปากว่าเชื่อแต่ยังมีความอวดดีท้าทายว่ายังมีสิ่งอื่นที่มีรายละเอียด ที่จะมาเสริม ความไม่สมบูรณ์ ของอัลกุรอาน เช่น การถามว่า ถ้า มีแต่ “อัลกุรอาน” แล้วจะละหมาดอย่างไร? การถามเช่นนี่ เป็นการถามของ ผู้ที่ไม่เชื่อในความสมบูรณ์ และรายละเอียด ของ “กีตาบุลลอฮ์” โดยขาดความรู้ หรือ ความ เขลา ที่ไม่เข้าใจว่า “อัลกานุรอิสลาม” นั้น ปฏิบัติถ่ายถอดกันมา เรื่อยๆ จากชั่วคนหนึ่ง ๆ จนมาถึงรุ่นเรา ตั้งแต่ ท่านนบีอิรอฮิม


2. ถ้าไปหยิบยกบุคคลหรือสิ่งอื่นใดที่มาเทียบเท่า อัลลออ์ หรือ บัญญัติ ของพระองค์ โดยเอาขึ้น “ทูนหัว” เสมอกัน นั้น ถือ ว่า เป็น “ชิริก” โดยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น โดย เฉพาะ ผู้ ที่ มีความรู้ทางศาสนาในระดับ ครู บาอาจารย์ ถือ ว่าเป็นผู้ ที่ ไม่มีความศรัทธาที่แท้จริง หรือ “มูนะฟิก”


3. ผู้ที่ว่าเชื่อฟังและ ปฏิบัติตาม ซุนนะห์ ของท่านรอซูลล์ แต่ในทางตรงกันข้าม กลับ ไม่เชื่อ ใน อายะ 6-112 ถึง 6-117 แล้ว ก็จัด อยู่ ในข่าย “มูนะฟิก” เช่นกัน
ถ้าบรรดาท่านที่เชื่อว่า “ฮะดีษ ซอเฮียะ” และ อัลกุรอาน นั้น มีความสำคัญเทียบเท่ากัน จะต้องยกเทิดทูลขึ้นเหนือหัว นั้น ท่านเหล่านั้น จะต้อง เชื่อใน “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ข้างล่างนี้ คือ


ฮะดีษ ซอเฮียะ มุสลิม เล่ม 7เลขที่ 2803/1 “ฮัจจฺ” (กีตาบ- อัลขฮัจจฺ) กล่าวถึง คุตอบะฮ์ ครังสุดท้ายของท่าน รอซูลล บรรยายโดย ญาบิรอิบนฺ อับดุลลอฮ์ ว่า

“ท่านรอซูลล........กล่าวว่า “ฉัน(มูฮัมมัด) ทิ้งหนังสือของอัลลอฮ์ (อัลกุรอาน), และถ้าพวกท่านยึดถืออัลกุรอาน(เป็นทางดำเนินชีวิต) อย่างมั้่นคงแล้ว ท่านจะไม่หลงทางอย่างแน่นอน.”


ความเข้าใจที่คุณๆกล่าวว่าผม “ปฎิเสธ” คำสั่งสอนของท่านรอซูล นั้น เป็นการเข้าใจผิด เพราะว่า “คำสั่งสอนของท่านรอซูล นั้น ต่าง กับ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” เพราะว่า ฮะดีษใดๆก็ตาม มีความไม่สมบูรณ์ และสิ่งแปลกปลอมอยู่มาก แม้แต่ที่เรียกว่า“ฮะดีษ ซอเฮียะ” ก็ตาม และ ความ แท้จริง ของ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ไม่เทียบเท่าอัลกุรอาน” บางครั้งทำให้เสีย ภาพพจน์ ของ ท่านศาสดามูฮัมมัดเสียอีก


“ผมปฏิเสธ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นมา ว่า ไม่เทียบเท่ากับอัลกุรอาน และไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องเทอญทูลเหนือเกล้า ควบคู่ไปกับอัลกุรอาน เพราะการทำเช่นนั้น ขัดกับหลักการของอิสลามและถือว่าเป็น “ชิริก” และการปฏิเสธ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” ไม่ถือว่าเป็น “กาเฟร” เพราะการปฏิเสธ การจดบันทึก ของ “อีหม่าม บุคอฮ์รี”, ไม่มีระบุไว้ ในอายะใดๆ ในอัลกุรอาน ให้เชื่อถือ สิ่งที่บันทึกนั้นๆ

แต่ในอัลกุรอานกลับเตือน ให้ ระวัง การปลอมแปลง สอดแทรก บิดเบือน ข้อเท็จจริง ในอัลกุรอาน โดย การกระทำ ของ ซัยฏอน มนุษย์ และ ญิน ที่พยายามที่จะ ทำ สิ่งที่เหมือนกับ อัลกุรอานขึ้นมา


ท่านอีหม่าม ทั้ง สี่ ได้สั่งสอนไว้อย่าง แจ้งชัดว่า จะต้องไตร่ตรองให้แจ้งชัด ก่อน ที่จะเชื่อ หรือ คิดว่า อะไรเป็น “ซุนนะห์” และ “คำกล่าว” ที่แท้จริงของท่านรอซูล


เนื่องจากผมมีความศรัทธาในคำสอนด้วยเหตผล ของอีหม่าม ทั้งสี่ ท่านอธิบายถึงการเชื่อหรือ การกระ หำ ใดๆ ที่เราคิดว่า เป็น “คำกล่าว หรือ การกระทำ ของท่าน รอซูล โดยใช้ “อัลกุรอานเป็นหลัก” ท่านไม่เคยสอนหรือกล่าวว่า ถ้า ใคร ไม่เชื่อ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” แล้วจะกลายหรือ ตก เป็น กาเฟร” แต่ท่านกลับสอนว่า ก่อนจะเชื่อ ให้ตรวจสอบข้อมูล ให้ถูกต้อง เสียก่อน ว่า ขัด หรือ ตรง กัลป์ อัลกุรอาน หรือ ไม่ ท่านอีหม่าม มาลิก กล่าวว่า “ถึงแม้ว่า เราจะมีความรู้ท่วมหัวเกี่ยวกับอะดีษ แต่ไม่รู้จะใช้ปฏิบัติ ก็ไม่เกิดประโยชน์กับสังคมอย่างไร”


คุณทั้งหลาย ลองมาพิจารณา“ฮะดีษ ศอเฮียะห์” บุคอฮ์รี, หมวด 1, เล่ม 6, เลขที่ 299

บรรยายโดย “อับดุรอฮ์มาน บิน อัลอัสวัด:

ท่านหญิง อะอิชะ กล่าวว่า: “เมื่อเวลาใดก็ตาม ที่ท่าน รอซูล มูฮัมมัด ต้องการจะ “โลมเล้า(กอดรัด) ”, คนหนึ่ง คนใด ของพวกเรา(ภรรยาของท่าน) ขณะที่มีประจำเดือน, ท่านเคยสั่งให้นางนั้น นุ่งผ้าเตี่ยว (ผ้าผืนเล็กๆที่ใช้ พัน รอบเอวเหนือตะโพก) และ เริ่มต้น โลมเล้า นาง; ท่านหญิง อะอิชะ กล่าวเสริมว่า, ไม่มีใครในพวกท่านที่สามารถที่จะ ควบคุมอารมณ์ต้องการทางเพศ เหมือนกับ ท่านรอซูล”

ในฮะดีษบทนี้ ผม พยายามคิดและตีความหมายในแง่ Positive เป็นฮะดีษที่ต้องการเล่าถึง ความสามารถในการ ควบคุม (ซุนนะห์) อารมณ์ต้องการทาง เพศ ของ ท่าน รอซูล ที่ มีความอดทนมากกว่า ชายอื่นๆ

แต่เมื่ออ่านพบในอัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ อายะห์ 222 ซึ่ง บัญญัติ ห้าม สามี เข้าใกล้ ภรรยา ซึ่งหมายถึงการสมสู่ จนกว่า นางจะหมดประจำเดือน .......

ถ้า“ฮะดีษ ศอเฮียะห์” บทนี้ เป็นความจริง แสดงให้เห็น ว่า “ซุนนะห์นี้” ชายมุสลิม สามารถที่จะกระทำตามได้ ถ้ามีความอดทนเพียงพอ เช่นท่าน รอซูลล์, แต่ถ้าอ่านจากประโยค ข้างล่างนี้


....... “قُلْ هُوَ أَذًى فَاعْتَزِلُواْ النِّسَاء ”..........

.....จงกล่าว่า มันเป็นอันตรายจงออกห่างจากหญิง(ที่มีประจำเดือน) นั้น....
(ที่ว่าเป็นอันตรายในที่นี้ หมายถึง เป็นอันตรายต่อหญิงที่มีประจำเดือน, เพราะว่า ขณะที่เธอมีประจำเดือนนั้น ผนังของมดลูก มีรอย ฉีกขาด, ซึ่งอาจจะทำให้เกิด การติดเชื้อ ได้ ดังนั้น อัลลอฮ์ จึงมีบัญญัติ ห้าม ชายเข้าใกล้ เพราะ ถ้าไม่มีความอดทน ในความใคร่ ที่แข็ง แรง แล้ว อาจจะสมสู่กับนาง ซึ่งเป็น การฝ่าฝืน บัญญัติ ใน อายะห์ นี้)

แล้วจะเห็นว่า, จากคุณสมบัติของท่านรอซูล, ท่านจะไม่มีทางประพฤติ เช่นที่ “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” บทนี้ กล่าวเลย เพราะ ท่านรอซูล เป็น บุคคลที่ มีคุณธรรมสูงส่ง และได้รับตราประทับ จาก อัลลอฮ์ ให้เป็น รอซูล ของพระองค์, การกล่าวเช่นนี้ เป็นการ แสดงให้เห็นว่าท่าน รอซูล ขัดคำสั่ง ของ พระองค์ อัลลอฮ์, ซึ่ง จะไม่มีทาง เป็นไปได้เลย นอกจากนี้แล้วยังเป็นฮาดีษที่ทำลาย บุคลิกของท่านรอซูลล

ยังมีตัวอย่างอีกมากมายที่เกี่ยวกับ การขัดแย้งของ “ฮะดีษ ซอเฮียะ” และ สิ่งเหลวไหลและแปลกปลอม บรรจุอยู่ในการบันทึกที่ถือว่าเป็นความจริงที่สุด

3. หลักการสอนที่เป็น NEGATIVE ต่อสังคมเป็นอย่างไร และมาจากใคร ? และคุณก็เคยบอกว่าการสอนศาสนา ในทุกวันนี้ เป็นการนำมุสลิมถอยหลังเข้าคลอง ช่วยบอกให้ละเอียดด้วย ถ้าคุณแน่ใจว่าคุณเป็นผู้มีเหตุมีผล ดังที่คุณอ้าง

ข้อนี้ผมขอแยกตอบทีหลังเพราะรายละเอียดมีมาก ผมไม่ต้องการให้คุณรอนาน ขอมะอัฟ ด้วยครับ แต่อยากให้คุณช่วยค้นคว้าด้วย จาก หน้าแรก ข้อเขียน และ บท ความต่างๆ ที่ อยู่ ตามเวบ มุสลิมไทย เพราะผมจะใช้เป้นตัวอย่าง ในคำตอบ ของผม


4. ฮาดิษมาจากรอซูล และที่คุณว่าไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในสมัยนี้ ฮาดิษใหน และคุณจะยืนยันไหม ว่าสิ่งที่มาจาก รอซูลนั้น ใช้ไม่ได้?

ผมไม่เคยบอกว่าผมไม่เชื่อ “ฮาดีษ” ที่มาจากปากของท่านรอซูลโดยตรง เช่น ในอายะ 6-114 ผมบอกว่าผมไม่เชื่อ ในความแท้จริงของ “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” รวมทั้ง “ฮะดีษ” อื่นๆ ด้วย

“ฮะดีษ ศอเฮียะห์” ที่ ท่าน อีหม่าม มุสลิม, บุคอฮ์รี จัดรวบรวมมา พิสูจน์ ไม่ได้ว่า เป็น คำพูด คำสอน ของ ท่าน รอซูลที่แท้จริง ไม่ว่าท่านจะว่าแท้จริงเท่าใด ไม่มีคำรับ รองจาก อัลกุรอาน” การจดจากการบอกเล่า ปากต่อปาก ว่า เป็น คำกล่าว ของท่าน รอซูล ไม่ใช่ “วะฮีย์" ” อัลกุรอานเท่านั้น ที่เป้น วะฮีย์ จาก อัลลอฮ์ อาจจะเป็นคำพูดเพ้อเจ้อ จาก ผู้เล่า หรือ จาก ความฝัน ของ บุคคล ต่างๆ ของผู้เล่าก็ได้

คุณ เคยได้ยินเรื่องเล่าเช่นนี้ไหม? และจาก “ฮะดีษอะไร?

เรื่องมีอยู่ว่า “ท่านนบีอีซา อาบน้ำอยู่ในลำธาร แห่งหนึ่ง ถอดเสื้อผ้า วางไว้ บน โขดหิน ข้าง ลำ ธาร ขณะที่ท่าน กำลังเพลิดเพลินกับการอาบน้ำนั้น ก้อนหินก็ขะโมยเสื้อผ้าของท่านแล้ววิ่งหนีไป, ท่านนบีอีซาขึ้นจากน้ำ(โดยไม่มีเสื้อผ้า)ท่าน ก็วิ่งไล่ตามก้อนหินไป พอไล่ทันก้อนหิน ท่านก็ตีก้อน หิน ด้วย เสื้อผ้า ซึ่งยังมีร่องรอยของหินที่ถูกตี ด้วยเสื้อผ้าของนบีอีซา อยู่จนทุกวันนี้”

สิ่งที่มาจากรอซูล นั้น ถ้าเป็นความจริง ที่มีการ ปฏิบัติ ตกทอด กัน มาเป็น ชั่วคน จากรุ่นหนึ่ง มายัง อีก รุ่น หนึ่ง และมีหลักฐานที่ ยืนยัน และ ตรง กับ บัญญัติ ในอัลกุรอาน นั้น ถือว่า “ใช้ได้” และทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ตกทอดมาจากท่านรอซูลโดยตรงที่เห็น ได้ชัด ก็คือ “อัลกุรอาน” ท่านได้ รับ “วะฮีย์”จาก อัลลอฮ์ โดยมีพยาน รอบข้าง, อัลกุรอาน สำเร็จสมบูรณ์ ในขณะ ที่ท่านมีชึวิตอยู่, ท่านรอซูล ตรวจทานด้วยตนเอง, และมีการอนุรักษ์ และปกป้อง ติดต่อกันมา จนถึงทุกวันนี้

สำหรับท่านครูชื่ออะไร? อยู่ที่ไหน? นั้น ผมคิดว่าท่านครูเหล่านั้น คงทราบเอง
ถ้าเขากล่าว “ชะฮะดะห์” แล้วไม่ทำตาม, หรือเคยแนะนำ สอนลูกศิษย์ ว่า “ถ้าผู้ใดไม่เชื่อ “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” ของบุคอฮ์รี, มุสลิม ฯลฯ แล้วเป็น “กาเฟร” หรือ ผู้ที่แนะนำว่า “ฮะดีษ ศอเฮียะห์” ของบุคอฮ์รี, มุสลิม ฯลฯ และ “อัลกุรอาน” เป็นของสองสิ่งที่จะต้องเทอญทูล เหนือหัว
วัสลาม

แมทท์
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> ลัทธิ-นิกาย ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 5, 6, 7 ... 21, 22, 23  ถัดไป
หน้า 6 จากทั้งหมด 23

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.26 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004
เธ‚เธญเน€เธ„เธฃเธ”เธดเธ•เธŸเธฃเธตเธซเธ™เนˆเธญเธขเธ„เธฃเธฑเธšเธชเธกเธฑเธ„เธฃเธ›เธธเนŠเธšเธฃเธฑเธšเธ›เธฑเนŠเธšเน„เธกเนˆเธ•เน‰เธญเธ‡เธเธฒเธ เธชเธฅเน‡เธญเธ•เธญเธญเธ™เน„เธฅเธ™เนŒ เน€เธ„เธฃเธ”เธดเธ•เน‚เธšเธ™เธฑเธชเน„เธ”เน‰เน€เธ‡เธดเธ™เธˆเธฃเธดเธ‡ slot938 เธชเธฅเน‡เธญเธ• เธชเธฅเน‡เธญเธ•เธญเธญเธ™เน„เธฅเธ™เนŒ thaicasinobin เนเธˆเธเน€เธ„เธฃเธ”เธดเธ•เธŸเธฃเธต เธชเธฅเน‡เธญเธ• เธšเธฒเธ„เธฒเธฃเนˆเธฒ เธ„เธฒเธชเธดเน‚เธ™เธญเธญเธ™เน„เธฅเธ™เนŒ JQK41 เธชเธฅเน‡เธญเธ• เน€เธ„เธฃเธ”เธดเธ•เธŸเธฃเธต เน„เธ—เธขเธ„เธฒเธชเธดเน‚เธ™เธญเธญเธ™เน„เธฅเธ™เนŒ thaibet55 kubet เน„เธ—เธขเธ„เธฒเธชเธดเน‚เธ™เธญเธญเธ™เน„เธฅเธ™เนŒ เนเธ—เธ‡เธšเธญเธฅ เธ‹เธญเธ„เน€เธเธญเธฃเนŒเธฅเธตเธ เธ„เธฐเนเธ™เธ™เธŸเธธเธ•เธšเธญเธฅ เน€เธงเน‡เธšเธžเธ™เธฑเธ™เธญเธฑเธ™เธ”เธฑเธš1 HUC99 เน€เธงเน‡เธšเธ•เธฃเธ‡ เน„เธกเนˆเธœเนˆเธฒเธ™เน€เธญเน€เธขเนˆเธ™เธ•เนŒ