ยินดีต้อนรับสู่ Moradokislam.org!
Homeหน้าแรก     Forumsกระดานข่าว     Your Accountสำหรับสมาชิก     Downloadsดาวน์โหลด     Submit Newsเผยแพร่ข่าวสาร     Topicsหัวข้อเรื่อง     Select Thai LangaugeThai Langauge   
อนุรักษ์มรดกอิสลาม :: ดูกระทู้ - รวบรวมสาระความรู้ที่โพสต์ในเฟสบุคของอะสัน หมัดอะดั้ม
อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก อนุรักษ์มรดกอิสลาม  
  เพื่อการอนุรักษ์มรดกอิสลาม      คำถามถามบ่อยของกระดานข่าว      ค้นหา      รายนามสมาชิก  
  · เข้าระบบ ข้อมูลส่วนตัว · เข้าระบบเพื่อตรวจข่าวสารส่วนตัวของคุณ · กลุ่มผู้ใช้งาน  
รวบรวมสาระความรู้ที่โพสต์ในเฟสบุคของอะสัน หมัดอะดั้ม
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 9, 10, 11 ... 17, 18, 19  ถัดไป
 
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ
ดูกระทู้ก่อนนี้ :: ดูกระทู้ถัดไป  
ผู้ส่ง ข้อความ
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Apr 22, 2013 3:21 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เพิ่มเติม

เช่น เรื่อง การเยี่ยมกุบูร ที่ศาสนได้กล่าวเอาไว้กว้างๆ แต่มีการไปจำกัดวันนัั้นวันนี้ จนเป็นธรรมเนียมประเพณี แบบนี้ ขัดต่อหลักของตัวบทที่เป็นรูปแบบมุฏลัก การกระทำเช่นนี้เป็นบิดอะฮ ดังที่เช็คอิบนุอุษัยมีน ได้ฟัตวาว่า

ليس له أصل , فتخصيص زيارة المقابر في يوم العيد واعتقاد أن ذلك مشروع يعتبر من البدع لأن ذلك
لم يرد عن النبي ولا أعلم أحدا من أهل العلم قـــــال بــه .

ไม่มีที่มาสำหรับมัน ดังนั้น การเจาะจง(ตัคศิศ)การเยี่ยมกุบูรในวันอีด และเชื่อว่าดังกล่าวนั้น เป็นสิ่งที่ถูกบัญญัติไว้ มันถูกพิจารณาว่า เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาบิดอะฮ เพราะดังกล่าวนั้น ไม่ปรากฏรายงานมาจากนบี และข้าพเจ้าไม่รู้ นักวิชาการคนใด กล่าวด้วยมัน" - ดู อัลบิดอุวัลมุหดะษาต วะมาลาอัศลาละฮู หน้า 297 สำนักพิมพ์ ดารอิบนิคุซัยมะฮ

อบูชามะฮ กล่าวว่า

"ولا ينبغي تخصيص العبادات بأوقات لم يخصصها بها الشرع ، بل يكون جميع أفعال البر مرسلة في جميع الأزمان ليس لبعضها على بعض فضل ، إلا ما فضله الشرع وخصه بنوع من العبادة ، فإن كان ذلك ، اختص بتلك الفضيلة تلك العبادة دون غيرها

ไม่สมควรเจาะจงอิบาดะฮ ด้วยบรรดาเวลา ซึ่ง ศาสนบัญญัติไม่ได้เฉพาะเจาะจงด้วยมัน แต่ทว่า บรรดาการกระทำความดีทั้งหมด ถูกปล่อยให้อยู่ในบรรดาเวลา โดยที่ส่วนหนึ่งไม่ได้มีความประเสริฐเหนื่ออีกส่วนหนึ่ง เว้นแต่ สิ่งที่ ศาสนบัญญัติได้ระบุความประเสริฐมันและได้เฉพาะเจาะจงมัน ด้วยชนิดอิบาดะฮ เพราะถ้าหากได้ปรากฏดังกล่าวนั้น อิบาดะฮดังกล่าวนั้นก็ได้ถูกเจาะจง ด้วยความประเสริฐดังกล่าว โดยไม่ได้เจาะจงอิบาดะฮอื่นจากมัน- الباعث لإنكار อัลบาอิษ ลิอิงการิลบิดอิ วัลหะวาดิษ หน้า 48).......

และ เรื่องอิบาดะฮนั้น ต้องดูที่คำสั่ง เมื่อมีคำสังจากอัลลอฮหรือรอซูล กล่าวไว้กว้างๆไม่จำกัดเฉพาะเจาะจง หากจะจำกัดเฉพาะเจาะจง ก็ต้องดูที่คำสั่งของอัลลอฮและรอซูล ในเมื่อไม่มีคำสังมาจำกัดเฉพาะ แล้วไปจำกัดเฉพาะ ก็ถื่อว่า ทำผิดบัญญัติ โดยอาศัยหลักนิติศาสตร์อิสลามที่ว่า
وَالأَصْلُ فِي الْعِبَادَاتِ الْمَنْعُ؛ فَلاَ يُشْرَعُ مِنْهَا إِلاَّ مَا شَرَعَ اللَّهُ وَرَسُولُهُ

และรากฐานในเรื่องอิบาดะฮนั้น ห้ามไม่ให้ทำ ดังนั้นจะไม่ถูกบัญญัติจากมัน นอกจากสิ่งที่อัลลอฮและรอซูลของพระองค์ได้บัญญัติไว้

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Apr 22, 2013 3:23 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เพิ่มเติม

ท่นครูคนหนึ่งอ้างว่า ทำไมท่านอิหม่ามอะห์มัดถึงละหมาดสุนัตเจาะจงคืนละ 300 ร็อกอะฮ์ โดยที่ท่านไม่เคยคิดว่าสิ่งดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำเกินนะบีย์
9 เมษายน เวลา 17:05 น. • ที่ถูกแก้ไข • 14

ตอบ
ไม่น่าเชื่อว่า ท่านครูไม่เข้าใจคำว่า “นัฟลุลมุฏลัก” ดังนั้นผม ขอเรียนท่านโต๊ะครูว่า ละหมาดสุนัต นอกจากละหมาดสุนัตที่ควบคู่ไปกับละหมาดฟัรดู หรือ ที่เรียกว่า “รอวาติบ”เช่น ละหมาดสุนัตก่อน-หลังละหมาดฟัรดู แล้ว ก็มีละหมาดสุนัต ถูกจำกัดเวลาและสาเหตุ เช่น ละหมาดอีด ละหมาดขอฝน เป็นต้น และมีสุนัตอีกประเภทหนึ่ง เรียกกันว่า สุนัตมุฏลัก หรือ นัฟลุ้ลมุฏลัก คือ การละหมาดสุนัต ที่ไม่ได้จำกัดจำนวนและเวลา ยกเว้น ห้ามทำในเวลาที่ต้องห้าม เราจะทำจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ โดยไม่ผูกมัดตัวเองและ จำกัดเวลา ในโอกาสนั้น โอกาสนี้ ดังนิยามว่า

النفل المطلق وهو النفل الذي يقوم صاحبه ليتطوع به فقط

นัฟลุ้ลมุฏลัก คือ นัฟลุ้ลที่ เจ้าของของมัน กระทำขึ้น เพื่อให้เป็นความ สมัครใจ ด้วยมันเท่านั้น มาดูหะดิษเกี่ยวกับเรื่องนี้
ท่านนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า

( الصلاة خير موضوع ، فمن استطاع أن يستكثر فليستكثر )

การละหมาด เป็นสิ่งที่ถูกวางไว้ที่ดี ดังนั้น ผู้ใดสามารถเพิ่มให้มากได้ ก็จงเพิ่มให้มากเถิด – รายงานโดย อัฏฏอ็บรอนีย์ และอัลบานีย์ ระบุไว้ใน เศาะเหียะญามุอัศเศาะฆัยร หะดิษหมายเลข 3870 ว่า เป็นหะดิษหะซัน

ورواه أيضا الطبراني عن أبي ذر بلفظ الصلاة خير موضوع من شاء أقل، ومن شاء أكثر،
ورواه أحمد وابن حبان والحاكم وصححه عن أبي ذر

และอัฏฏอ็บรอนีย์ ได้รายงานจากอบีซัรรินอีก ด้วนสำนวน ที่ว่า “การละหมาด เป็นสิ่งที่ถูกวางไว้ที่ดี ผู้ใดประสงค์จะทำน้อยก็ได้ ผู้ใดประสงค์จะทำมากก็ได้ – รายงานโดยอะหมัด อิบนุหิบบาน และอัลหากิม และเขาระบุว่า เป็นหะดิษเศาะเฮียะ จาก อบีซัรริน
..............

ท่านอิหม่ามอะหมัด ละหมาดสุนัตมุฏลักด้วยความสมัครใจ ท่านจะทำมากน้อยเท่าไหร่ก็ได้ และท่านไม่ได้สอนคนอื่นว่า ต้องจำกัดเท่านั้น เท่านี้

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Apr 22, 2013 3:24 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

โต๊ะครูท่านหนึ่ง ท่าน อะบูฮุร็อยเราะฮ์ ทำการกล่าวตัสบีห์เจาะจง 1000 ครั้งก่อนนอน โดยที่ท่านอะบูฮุร็อยเราะฮ์ไม่เคยคิดว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำ เกินนะบีย์
............
ตอบ
การตัสเบียะ เป็นส่วนตัว เราจะกล่าวสักล้านครั้งก็ได้ จะเวลาใหน ก็ได้ไม่จำกัด แต่ถ้าไปจำกัด เวลาและสถานที่ โดยเชื่อว่า ดีกว่า ประเสริฐกว่า โดยไม่มีหลักฐานมายืนยัน นี่คือบิดอะฮ

ส่วนหะดิษข้างต้นที่โต๊ะครู นำมาอ้าง ก็เป็นหะดิษเฏาะอีฟอีกด้วย ดังรายละเอียดดังต่อไปนี้
وَكَانَ لِأَبِىْ هُرَيْرَةَ رَضِىَ اللهُ عَنْهُ خَيْطٌ فِيْهِ أَلْفُ عُقْدَةٍ لاَ يَنَامُ حَتَّى يُسَبِّحُ بِهِ

"ท่านอบูหุรอยเราะฮ์(ร.ฏ.) มีเชื่อกที่มีหนึ่งพันปุ่ม เขาจะไม่นอน จนกว่าจะทำการตัสบีห์ด้วยกับมัน(พันครั้ง)" ดู หนังสือ อัลหุลยะฮ์ เล่ม 1 หน้า 383
วิจารณ์หะดิษข้างต้น
ศาสตราจารย์ ดอ็กเตอร์ บักรฺ บิน อับดุลลอฮ อบูเซด(بكر بن عبد الله أبو زيد) ได้กล่าวว่า

وأما الأثر عن أبي هريرة – رضي الله عنه الذي أسنده عبد الله بن الإِمام أحمد في ((زوائد الزهد)) ومن طريق أبو نعيم في: ((الحلية)), وكلاهما: من طريق نعيم بن محرر بن أبي هريرة,عن جده أبي هريرة: ((أنه كان له خيط فيه ألفا عقدة فلا ينام حتى يُسبح به)). فنعيم مجهول, لذا فلا يصح

และสำหรับหะดิษรายงานจากอบีฮุรัยเราะฮ เราะฏิยัลลอฮุอันฮู ซึ่ง อับดุลลอฮ บิน อิหม่ามอะหมัดได้อ้างอิง ใน(ซะวาอิดุดซะฮดิ) และจากสายรายงานของอบูนะอีม ใน(อัลหุลลียะฮ ) โดยที่ทังสองหะดิษ มาจากสายรายงานของนะอีม บิน มะหัรเราะริน บิน อบีฮุรัยเราะฮ จากปู่ของเขา คือ อบูฮุรัยเราะฮ ระบุว่า (เขา(ท่านอบูหุรอยเราะฮ์(ร.ฏ.)) มีเชื่อกที่มีหนึ่งพันปุ่ม เขาจะไม่นอน จนกว่าจะทำการตัสบีห์ด้วยกับมัน ) เพราะว่า นะอีม (นะอีม บิน มะหัรเราะริน ) นั้น มัจญฮูล(ไม่มีใครรู้จักประวัติความเป็นมาของเขา) เพราะเหตุนี้ จึงไม่ถูกต้อง (เศาะเฮียะ) –ดู ซุบหะฮ ตาริคุฮา วาหุกมุฮา หน้า 26
………
หะดิษข้างต้นนำมาเป็นหลักฐานไม่ได้

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Apr 22, 2013 3:26 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เพิ่มเติม

ท่านครูคนหนึ่งอ้างว่า

ท่าน อับดุลลอฮ์ บิน ร่อวาหะ์ ทำการเจาะจงละหมาด 2 ร็อกอะฮ์ก่อนออกจากบ้าน และทำการเจาะจงละหมาด 2 ร็อกอะฮ์เมื่อเข้าบ้าน โดยทำตลอดไม่เคยทิ้งเลย โดยที่ท่านอิบนุร่อวาะห์ไม่เคยคิดว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำเกิน นะบีย์
9 เมษายน เวลา 17:13 น. • 17

ตอบ
มาดูหะดิษที่ท่านครูอ้างคือ
وَقَالَ مَعْمَرٌ عَنْ ثَابِتٍ، عَنْ عَبْدِ الرَّحْمَنِ بْنِ أَبِي لَيْلَى قَالَ: تَزَوَّجَ رَجُلٌ امْرَأَةَ عَبْدِ اللَّهِ بْنِ رَوَاحَةَ فَقَالَ لَهَا: هَلْ تَدْرِينَ لِمَ تَزَوَّجْتُكِ؟
قَالَتْ: لا. قَالَ: لِتُخْبِرِينِي عَنْ صَنِيعِ عَبْدِ اللَّهِ فِي بَيْتِهِ. فَذَكَرَتْ لَهُ شَيْئًا لا أَحْفُظُهُ، غَيْرَ أَنَّهَا قَالَتْ: كَانَ إِذَا أَرَادَ أَنْ يَخْرُجَ مِنْ بَيْتِهِ صَلَّى رَكْعَتَيْنِ، وَإِذَا دَخَلَ بَيْتَهُ صَلَّى رَكْعَتَيْنِ، لا يَدَعُ ذَلِكَ أَبَدًا
มะอฺมัร กล่าว ว่า รายงานจากษาบีต (อัลบุนนานีย์) จากอับดุรเราะหมาน บิน อบีลัยลา เขากล่าวว่า ชายคนหนึ่ง ได้แต่งงาน กับ ภรรยาของอับดุลลอฮ บิน เราวาหะฮ แล้วเขาได้กล่าวกับนางว่า “ เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันแต่งงานกับเธอ ?
ก็เพื่อที่จะให้เธอบอกฉันเกี่ยวกับการกระทำของอับดุลลอฮ บิน เราวาหะฮ (เวลาเขาอยู่) ในบ้านของเขา แล้วนางก็ได้บอกเขา สิ่งหนึ่ง ซึ่งฉันไม่จำ มัน นอกจากที่นางได้กล่าวว่า “เขา(อับดุลลอฮ บิน เราะวาหะฮ) นั้นเมื่อเขาต้องการจะออกจากบ้านของเขา เขาจะละหมาด สองเราะกาอัต และเมื่อเขาเข้าบ้านของเขา เขาได้ละหมาดสองเราะกาอัต เขาไม่ได้ทิ้งดังกล่าวนั้น ตลอดมา (คือทำเป็นประจำตลอดมา) – ดู หนังสือ อัซ-ซุฮดฺ ของอับดุลลอฮ บิน อัลมุบารอ็ก หะดิษหมายเลข 1283
.............
หะดิษข้างต้น ท่านครู อ้างว่า ท่าน อับดุลลอฮ บิน เราะวาหะฮ ทำเกินที่นบี ศอ็ลฯ ทำ เป็นการอ้างที่ไม่ถูกต้อง เพราะมีหะดิษจากนบี ศอ็ล ฯ มาสนับสนุนหะดิษข้างต้นคือ
عَنْ أَبِي سَلَمَةَ، عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ، عَنِ النَّبِيِّ صَلّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ: " إِذَا دَخَلْتَ مَنْزِلَكَ فَصَلِّ رَكْعَتَيْنِ تَمْنَعَانِكَ مَدْخَلَ السُّوءِ، فَإِذَا خَرَجْتَ مِنْ مَنْزِلِكَ فَصَلِّ رَكْعَتَيْنِ تَمْنَعَانِكَ مَخْرَجَ السُّوءِ "
รายงานจากอบี สะละมะฮ จากอบีฮุรัยเราะฮ จาก นบี ศอ็ลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า
เมื่อท่านเข้าไปในบ้านของท่าน ท่านจงละหมาด สองรอกาอัต มันทั้งสองก็จะยับยั้งท่าน ซึ่งสถานที่เข้าของความชั่วร่าย แล้ว เมื่อท่านออกจากบ้านของท่าน ท่านจงละหมาดสองเราะกะอัต มันทั้งสองก็จะยับยั้งท่าน ซึ่งสถานที่ออก ของความชั่วร้าย – อัลบัยฮะกี ใน ชุอฺบุลอีหม่าน หะดิษหมายเลข 2814 – ดู อัสสิลสิละฮ อัศเศาะฮีหะฮ ของอัลบานีย์ เล่ม 3 หน้า 315
..............
จึงเรียนว่า ท่านอับดุลลอฮ บิน รอวาหะฮ ได้ทำตามสุนนะฮ ไม่ใช่ทำเกินจากที่นบีศอลฯทำ หรือที่นบีศอ็ลฯไม่ได้สอนตามที่ท่านโต๊ะครู อ้าง

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม


แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย asan เมื่อ Mon Apr 22, 2013 3:29 pm, แก้ไขทั้งหมด 1 ครั้ง
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Apr 22, 2013 3:28 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เพิ่มเติม

โต๊ะครู อ้างว่า

ท่าน อิหม่ามชาฟิอีย์ำทำการเชือดกุรบานโดยมีการศ่อลาวาตนะบีย์ด้วย โดยที่ท่านอิหม่ามชาฟิอีย์ไม่เคยคิดว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำ เกินนะบีย์
9 เมษายน เวลา 17:13 น. • 13
....................
ตอบ
มาดู ที่ท่านครูอ้าง
قال الشافعي رحمه الله والتسمية على الذبيحة بسم الله فإن زاد بعد ذلك شيئا من ذكر الله فالزيادة خير، ولا أكره مع تسميته على الذبيحة أن يقول صلى الله على رسول الله بل أحبه له وأحب إلي أن يكثر الصلاة عليه فصلى الله عليه في كل الحالات؛ لأن ذكر الله والصلاة عليه إيمان بالله وعبادة له يؤجر عليها إن شاء الله من قالها
อัชชาฟิอี (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน) ได้กล่าวว่า “ และกล่าวพระนาม บนการเชือด ด้วยคำว่า “บิสมิลละฮ” แล้วถ้าหาก เพิ่มเติมสิ่งใดจากการซิกริลละฮ หลังจากดังกล่าวนั้น เพราะการเพิ่มนั้น เป็นสิ่งที่ดี และ ข้าพเจ้าไม่ถือว่าเป็นการน่ารังเกียจ(มักรูฮ) ต่อการที่จะกล่าวเศาะวาตนบี ศอลฯ พร้อมกับการกล่าวพระนามของพระองค์ บนการเชือดนั้น แต่ในทางกลับกัน ข้าพเจ้าชอบมัน และข้าพเจ้า ชอบที่จะให้กล่าวเศาะวาตนบี ศอลฯ ให้มากในทุกๆโอกาส เพราะแท้จริง การกล่าวซิกริลละฮ และเศาะวาตแก่นบี นั้น คือ การศรัทธา ต่ออัลลอฮ และเป็นการอิบาดะฮ ต่อพระองค์ ผู้ที่กล่าวมัน จะได้รับผลตอบแทน(ผลบุญ) บนมัน อินชาอัลลอฮ – ดู สุนัน อัลบัยฮะกีย์ อัลกุบรอ เล่ม 9 หน้า 285 เรื่อง เศาะวาตนบี ขณะเชือดอุฎฮียะฮ
…..
ท่านครูครับ ความเห็นของอิหม่ามชาฟิอีข้างต้น ไม่ใช่หลักฐานที่มาอ้างว่า อนุญาตหรือสามารถเพิ่มเติมจากสิ่งที่นบี ศอลฯ สอนได้ และไม่หมายถึง อิหม่ามชาฟิอี ส่งเสริมให้ทำบิดอะฮ หรืออุตริ คำสอนเพิ่มเติมจากสิ่งที่เป็นสุนนะฮ เพราะมันคือ ความเห็นหนึ่งจากอิหม่ามมุจญตะฮิด มีผิดมีถูก
อาลี บิน สุลฏอน มุหัมหมัด อัลกอรี
ثُمَّ الْجُمْهُورُ عَلَى أَنَّهُ تُكْرَهُ الصَّلَاةُ عَلَى النَّبِيِّ - صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ - عِنْدَ الذَّبْحِ ، وَخَالَفَهُمُ الشَّافِعِيُّ ، وَقَالَ : إِنَّهُ يُسَنُّ
ต่อมาบรรดานักวิชาการส่วนใหญ่(ญุมฮูร) มีทัศนะว่า การกล่าวเศาะวาตนบี (ศอ็ลฯ) ขณะเชื่อดนั้น เป็นมักรูฮ(น่ารังเกียจ) และอัชชาฟิอี เห็นต่างกับพวกเขา และเขากล่าวว่า แท้จริง มันเป็นสุนัต -มัรกอตุลมะศอเบียะ ชัรหุอัลมิชกาติลมะศอเบียะ เล่ม 3 หน้า 1078 บาบุ ฟิลอุฎฮียะฮ

มุหัมหมัด บิน มุหัมหมัด บิน อับดุรเราะหมาน อัลหะฏอ็บ กล่าวว่า
ذَكَرَ ابْنُ نَاجِي فِي شَرْحِ الْمُدَوَّنَةِ فِي كِتَابِ الذَّبَائِحِ أَنَّ الصَّلَاةَ عَلَى النَّبِيِّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ تُكْرَهُ عِنْدَ الذَّبْحِ وَعِنْدَ الْعُطَاسِ وَالْجِمَاعِ
อิบนุนาญีย์ ได้ระบุใน หนังสือ อัลมุเดาวะนะฮ เรื่อง การเชือด ว่า แท้จริง การเศาะวาตนบี ศอ็ลฯ ถูกถือว่าเป็นมักรูฮ ในขณะเชือด ,ขณะ จาม ,ขณะร่วมเพศ......ดู มะวาฮิบุลญะลีล เล่ม 1 หน้า 19
และมีหะดิษเศาะเฮียะระบุว่า
عَنْ أَنَسٍ - رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ - قَالَ : ضَحَّى رَسُولُ اللَّهِ - صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ - بِكَبْشَيْنِ أَمْلَحَيْنِ أَقْرَنَيْنِ ، ذَبَحَهُمَا بِيَدِهِ وَسَمَّى وَكَبَّرَ ، قَالَ : رَأَيْتُهُ وَاضِعًا قَدَمَهُ عَلَى صِفَاحِهِمَا وَيَقُولُ : بِسْمِ اللَّهِ ، وَاللَّهُ أَكْبَرُ . مُتَّفَقٌ عَلَيْهِ .
รายงานจากอะนัส (ร.ฎ) เขากล่าวว่า “ท่านนบี(ศอลฯ) ได้เชือดสัตว์อุดฮียะห์(สัตว์กรุบาน) เป็นแกะสองตัวสีเทามีเขา ท่านได้เชือดมันทั้งสองด้วยมือของท่านเอง ท่านได้กล่าวบิสมิ้ลลาห์ฯ และกล่าวตักบีร และเขา(อะนัส)กล่าวว่าฉันเห็น ท่านได้วางเท้าของท่านลงบนข้างต้นคอของมันทั้งสอง โดยกล่าวว่า “บิสมิลละฮ วัลลอฮุอักบัร - ...-มุตตะฟักอะลัยฮิ
อิหม่ามนะวาวีย (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า

صَحَّ عَنْ الشَّافِعِيِّ - رَحِمَهُ اللَّهُ - أَنَّهُ قَالَ : إذَا وَجَدْتُمْ فِي كِتَابِي خِلَافَ سُنَّةِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فَقُولُوا بِسُنَّةِ رَسُولِ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ وَدَعُوا قَوْلِي ، وَرُوِيَ عَنْهُ : إذَا صَحَّ الْحَدِيثُ خِلَافَ قَوْلِي فَاعْمَلُوا بِالْحَدِيثِ وَاتْرُكُوا قَوْلِي
มีรายงานเศาะเฮียะจากอัชชาฟิอี (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)ว่า เขาได้กล่าวว่า “ความว่า "เมื่อพวกท่านพบในตำราของฉันแตกต่างกับสุนนะฮฺของท่านรสูลุลลอฮฺ ศอ็ลฯ ดังนั้นพวกท่านจงปฏิบัติตาม สุนนะฮฺของรสูลุลลอฮฺ ศอ็ลฯ เถิด และจงทิ้งสิ่งที่ฉันพูด และมีรายงานจากเขา(ชาฟิอี) ว่า “เมื่อหะดิษเศาะเฮียะ ขัดแย้งคำพูดของข้าพเจ้า ดังนั้นพวกท่านจงปฏิบัติด้วยหะดิษ และจงทิ้งคำพูดของข้าพเจ้า...มัจญมัวะ เล่ม 1 หน้า 160
............
เพราะฉะนั้น ถ้าท่านโต๊ะครู จะตามอิหม่ามชาฟิอี ท่านจะต้องตามแบบอย่าง(สุนนะฮ)นบี ศอ็ลฯ ไม่ใช่อ้างความเห็นของอิหม่ามชาฟิอี มาเป็นหลักฐานอุตริบิดอะฮ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Apr 22, 2013 10:53 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

คำถามจากเฟสบุคต่อ

โต๊ะครูท่านหนึ่งอ้างว่า
ท่าน นะบีย์ ได้กล่าวว่า ผู้ที่หลงไหลในการซิกรุลลอฮ์นั้น คือผู้ที่นำหน้า(ชนแถวหน้า)(รายงานโดยอัตติรมีซ๊ย์) ซึ่งนะบีย์ไม่ได้บอกว่า ผู้ใดที่หลงไหลดื่มด่ำในการซิกรุลลอฮ์ คือผู้ที่ล้ำหน้าหรือเกินหน้าฉัน
9 เมษายน เวลา 17:17 น. • 16
……………….

โต๊ะครูอ้างว่า
คำว่า “ซึ่งนะบีย์ไม่ได้บอกว่า ผู้ใดที่หลงไหลดื่มด่ำในการซิกรุลลอฮ์ คือผู้ที่ล้ำหน้าหรือเกินหน้าฉัน “
ขอชี้แจงว่า
ข้างต้นท่านครูพูดเดาสุ่มไปเอง เพราะหะดิษไม่ได้มีนัยยะว่า “ ผู้ที่ปฏิบัติในสิ่งที่ฉันไม่ปฏิบัติ นั้นคือ ชนแนวหน้า”
มาดูหะดิษที่โต๊ะครูอ้างคือ
ท่านร่อซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

سَبَقَ الْمُفْرِدُونَ قَالُوا وَمَا الْمُفْرِدُونَ يَا رَسُولَ اللَّهِ قَالَ الْمُسْتَهْتَرُونَ فِي ذِكْرِ اللَّهِ يَضَعُ الذِّكْرُ عَنْهُمْ أَثْقَالَهُمْ فَيَأْتُونَ يَوْمَ الْقِيَامَةِ خِفَافًا

“บรรดามุฟริดูนนั้นจะนำหน้า บรรดาซอฮาบะฮ์กล่าวถามว่า อะไรคือบรรดาคนมุฟริดูน? ท่านร่อซูลุลลอฮ์ตอบว่า ก็คือบรรดาผู้ที่ดื่มด่ำกับการซิกรุลลอฮ์ ซึ่งการซิกรุลลอฮ์นั้นจะทำให้บาปของพวกเขาหายไป แล้วพวกเขาก็จะมาในวันกิยามะฮ์โดยเบาบาป” รายงานโดยอัตติรมีซีย์, ฮะดีษเลขที่ 3596, และอัตติรมีซีย์กล่าวว่า ฮะดีษนี้ฮะซัน.
หะดิษข้างต้น สอนเรื่อง ความประเสริฐของผู้ซิกริลละฮ ไม่ได้บอกว่า ผู้ที่ทำเกินจากสิ่งที่นบีทำ นั้น คือ ผู้ที่ประเสริฐ
และท่านร่อซูลุลลอฮ์ ได้กล่าวเช่นกัน ว่า

سَبَقَ الْمُفَرِّدُونَ قَالُوا وَمَا الْمُفَرِّدُونَ يَا رَسُولَ اللَّهِ قَالَ الذَّاكِرُونَ اللَّهَ كَثِيرًا وَالذَّاكِرَاتُ

“บรรดาคนมุฟัรริดูนนั้นจะนำหน้า บรรดาซอฮาบะฮ์กล่าวถามว่า โอ้ ท่านร่อซูลุลลอฮ์ อะไรคือบรรดาคนมุฟัรริดูน ท่านร่อซูลุลลอฮ์อบว่า ก็คือบรรดาผู้ชายและผู้หญิงที่ทำการซิกรุลลอฮ์อย่างมากมาย” รายงานโดยมุสลิม, ฮะดีษลำดับที่ 2676.
……………..
ท่านครูยกหะดิษมาอ้าง ผิดที่ เพราะมันไม่เกี่ยวกันเลยที่จะมาสนับสนุนหลักการของท่าน ที่ว่า การทำสิ่งที่เกินนบีทำ หรือ ทำในสิ่งที่นบีไม่ทำนั้น เป็นสิ่งที่อนุญาต
มาดูเรื่อง ที่เกี่ยวกับ การล้ำหน้าอัลลอฮ และรอซูล ตรงประเด็นจริงๆข้างล่าง
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تُقَدِّمُوا بَيْنَ يَدَيِ اللَّهِ وَرَسُولِهِ ۖ وَاتَّقُوا اللَّهَ ۚ إِنَّ اللَّهَ سَمِيعٌ عَلِيمٌ )
โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย ! พวกเจ้าอย่าได้ล้ำหน้า อัลลอฮฺ และร่อซูลของพระองค์ พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้
อิบนุกะษีร กล่าวว่า
قَالَ عَلِيُّ بْنُ أَبِي طَلْحَةَ ، عَنِ ابْنِ عَبَّاسٍ : ( لَا تُقَدِّمُوا بَيْنَ يَدَيِ اللَّهِ وَرَسُولِهِ ) : لَا تَقُولُوا خِلَافَ الْكِتَابِ وَالسُّنَّةِ

อาลี บิน อบี ฏอ็ลหะฮ ได้กล่าวว่ารายงานจาก อิบนุอับบาส เกี่ยวกับอายะฮที่ว่า(พวกเจ้าอย่าได้ล้ำหน้า อัลลอฮและร่อซูลของพระองค์) หมายถึง พวกเจ้าอย่าพูดขัดแย้งกับอัลกุรอ่านและอัสสุนะฮ “- ดู ตัฟสีรอิบนุกะษีร เล่ม 7 หน้า 364 อรรถาธิบาย อายะฮที่ 1 ซุเราะฮ อัลหุญรอต

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Mon Apr 22, 2013 11:05 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

หลักการในเรื่องอิบาดะฮ

ท่านอิบนุตัยมียะฮจึงถามให้คิดว่า
، وَالْعِبَادَةُ لَا بُدَّ أَنْ تَكُونَ مَأْمُورًا بِهَا ، فَمَا لَمْ يَثْبُتْ أَنَّهُ مَأْمُورٌ كَيْفَ يُحْكَمُ عَلَيْهِ بِأَنَّهُ عِبَادَةٌ ؟
และอิบาดะฮนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่ถูกสั่งด้วยมัน ดังนั้น สิ่งที่ไม่ได้รับการยืนยันว่า มันเป็นเป็นสิ่งที่ถูกสั่ง จะถูกหุกุมว่าเป็นอิบาดะฮ ได้อย่างไร ? ..ดูมัจญมัวะอัลฟะตาวา เล่ม 29 หน้า 16-17

ท่านอิบนุตัยมียะฮ กล่าวอีกว่า

وَلِهَذَا كَانَ أَحْمَدَ وَغَيْرِهِ مِنْ فُقَهَاءِ الْحَدِيثِ يقُولُون : إَنَّ الْأَصْلَ فِي الْعِبَادَاتِ التَّوْقِيفُ ، فَلَا يُشْرَعُ مِنْهَا إلَّا مَا شَرَعَهُ اللَّهُ تَعَالَى

และเพราะเหตุนี้แหละ ปรากฏว่า อะหมัดและคนอื่นจากเขา จากนักกฎหมายอิสลามที่เป็นนักหะดิษ พวกเขากล่าวว่า แท้จริงรากฐานในเรื่อง อิบาดะฮนั้น คือการหยุดรอคำสั่ง ดังนั้นมันจะไม่ถูกบัญญัติจาก มัน นอกจากสิ่งที่อัลลอฮตะอาลาได้บัญญัติมันไว้เท่านั้น - ดูมัจญมัวะอัลฟะตาวา เล่ม 29 หน้า 16-17

إَنَّ الْأَصْلَ فِي الْعِبَادَاتِ التَّوْقِيفُ ، فَلَا يُشْرَعُ مِنْهَا إلَّا مَا شَرَعَهُ اللَّهُ تَعَالَى وَإِلَّا دَخَلْنَا فِي مَعْنَى قَوْلِهِ : ( أَمْ لَهُمْ شُرَكَاءُ شَرَعُوا لَهُمْ مِنْ الدِّينِ مَا لَمْ يَأْذَنْ بِهِ اللَّهُ

แท้จริงรากฐานในเรื่องอิบาดะฮนั้น คือ การหยุดรอคำสั่ง ดังนั้นมันจะไม่ถูกบัญญัติ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮตะอาลาได้บัญญัติมัน และถ้าไม่เช่นนั้นเราก็จะเข้าอยู่ในความหมายของคำตรัสพระองค์ที่ว่า “หรือพวกเขามีบรรดาภาคี บัญญัติศาสนาให้แก่พวกเขาสิ่งซึ่งอัลลอฮมิได้ทรงอนุญาตด้วยมัน – มัจญมัวะฟะตาวา เล่ม 29 หน้า 16

وَالْعَادَاتُ اْلأَصْلُ فِيْهَا الْعَفْوُ، فَلاَ يُحْظَرُمِنْهَا إِلاَّ مَا حَرَّمَهُ، وَإِلاَّ دَخَلْنَا فِىْ مَعْنَى قَوْلِهِ : قُلْ أَرَأَيْتُمْ مَا أَنْزَلَ اللهُ لَكُمْ مِنْ رِزْقٍ فَجَعَلْتُمْ مِنْهُ حَرَامًا وَحَلاَلاً .. (سورة يونس 59)
ส่วนเรื่อง “อาดะฮ์” (สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันของมนุษย์) นั้น พื้นฐานของมันก็คือ การอนุโลม (ให้ปฏิบัติได้) .. ดังนั้น จึงไม่มีสิ่งใดต้องห้าม นอกจากสิ่งที่พระองค์อัลลอฮ์ ซ.บ. “ทรงห้าม”มันเท่านั้น, มิฉะนั้น (ก็เท่ากับ) เราได้ล่วงล้ำเข้าไปสู่ความหมายของโองการที่ว่า .. “จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ว่า พวกท่านเห็นแล้วมิใช่หรือว่า สิ่งซึ่งอัลลอฮ์ทรงประทานเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกท่านนั้น พวกท่าน (กลับ) ทำให้บางส่วนเป็นที่ต้องห้าม และบางส่วน เป็นที่อนุมัติ ?” .. ซูเราะฮ์ยูนุส อายะฮ์ที่ 59 ...ดูมัจญมัวะอัลฟะตาวา เล่ม 29 หน้า 16-17
………………………………….
นี่คือข้อแตกต่างใน “โครงสร้างพื้นฐาน” ระหว่าง “อิบาดะฮ์” กับ “อาดะฮ์

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Thu Apr 25, 2013 10:17 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ความผิดพลาดของอิหม่าม ส่งผลต่อการละหมาดมะมูม หรือไม่


عن أبي هريرة
أن رسول الله صلى الله عليه وسلم قال يصلون لكم فإن أصابوا فلكم وإن أخطئوا فلكم وعليهم
จากอบีฮุรัยเราะฮ ว่า “แท้จริงรซูล ศอ็ลฯ กล่าวว่า "พวกเขานำละหมาดแก่พวกท่าน ดังนั้น หากพวกเขาถูก ก็ได้แก่พวกท่านและพวกเขา และหากพวกเขาผิดพลาด ก็ได้แก่พวกท่านและความผิดตกอยู่บนพวกเขา" - รายงานโดย บุคอรี - ดู ฟัตหุ้ลบารีย เล่ม 2 หน้า 329
หาฟิซ อิบนุหะญัร (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน) กล่าวว่า
وَقَالَ الْبَغَوِيُّ فِي شَرْحِ السُّنَّةِ : فِيهِ دَلِيل عَلَى أَنَّهُ إِذَا صَلَّى بِقَوْمٍ مُحْدِثًا أَنَّهُ تَصِحّ صَلَاة الْمَأْمُومِينَ وَعَلَيْهِ الْإِعَادَة . وَ
اسْتَدَلَّ بِهِ غَيْره عَلَى أَعَمَّ مِنْ ذَلِكَ وَهُوَ صِحَّة الِائْتِمَام بِمَنْ يُخِلُّ بِشَيْءٍ مِنْ الصَّلَاة رُكْنًا كَانَ أَوْ غَيْرَهُ إِذَا أَتَمَّ الْمَأْمُوم , وَهُوَ عِنْدَ الشَّافِعِيَّة بِشَرْطِ أَنْ يَكُون الْإِمَام هُوَ الْخَلِيفَة أَوْ نَائِبَهُ , وَالْأَصَحّ عِنْدَهُمْ صِحَّة الِاقْتِدَاء بِمَنْ عَلِمَ أَنَّهُ تَرَكَ وَاجِبًا . وَمِنْهُمْ مَنْ اِسْتَدَلَّ بِهِ عَلَى الْجَوَاز مُطْلَقًا بِنَاءً عَلَى أَنَّ الْمُرَاد بِالْخَطَأِ مَا يُقَابِلُ الْعَمْد

อัลบัฆวีย์ ได้กล่าวไว้ในชัรหุอัสสุนนะฮว่า “ในมัน(ในหะดิษนี้) เป็นหลักฐานแสดงบอกว่า เมื่อ เขาละหมาด นำกลุ่มชนใด ในสภาพที่เขามีหะดัษ แท้จริง การละหมาด ของบรรดามะมูมใช้ได้ และจำเป็นแก่เขา(อิหม่าม)ต้องละหมาดใหม่ , และคนอื่นจากเขาได้อ้างมัน(หะดิษนี้) เป็นหลักฐานครอบคลุม จากดังกล่าว คือ การให้ผู้ที่ทำให้บกพรอง สิ่งใดๆ จากละหมาด นำละหมาด(เป็นอิหม่าม) ไม่ว่าจะเป็นรุกน หรืออื่นจากมัน ถือว่า ใช้ได้(เศาะห) เมื่อมะมูมปฏิบัติครบถ้วนสมบูรณ์ และมันคือ ทัศนะของนักวิชาการมัซฮับชาฟิอี โดยมีเงื่อนไขว่าอิหม่ามเป็นเคาะลิฟะฮ หรือ ตัวแทนเขา และที่ถูกต้องที่สุด ในทัศนะของพวกเขาคือ การตามผู้ที่เขารู้ว่าทิ้งสิ่งที่เป็นวาญิบ ก็ถือว่าใช้ได้(เศาะ) และส่วนหนึ่งจากพวกเขา คือ ผู้ที่อ้างมันเป็นหลักฐาน ว่า อนุญาต โดยไม่มีเงื่อนไข โดยถือว่า ความหมายคำว่า ผิดนั้น คือ สิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำว่า" เจตนา -ดู ฟัตหุ้ลบารีย เล่ม 2 หน้า 329
.............
เพราะฉะนั้น รายละเอียดข้างต้น แสดงให้เห็นชัดเจนว่า มันไม่มีผลต่อมะมูมในความผิดพลาดของอิหม่าม

عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ قَالَ يُصَلُّونَ لَكُمْ فَإِنْ أَصَابُوا فَلَكُمْ وَإِنْ أَخْطَئُوا فَلَكُمْ وَعَلَيْهِمْ

รายงานจากอบีฮุรัยเราะฮ ว่าแท้จริง รซูลุลลอฮ ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “พวกเขานำละหมาดแก่พวกท่าน ดังนั้น หากพวกเขาถูก ก็ได้แก่พวกท่านและพวกเขา และหากพวกเขาผิดพลาด ก็ได้แก่พวกท่านและความผิดตกอยู่บนพวกเขา" - รายงานโดย บุคอรี
ในฟัตหุลบารีย์ ของหาฟิซ อิบนุหะญัร เล่ม 2 หน้า 188 ว่


قَالَ ابْنُ الْمُنْذِرِ : هَذَا الْحَدِيثُ يَرُدُّ عَلَى مَنْ زَعَمَ أَنَّ صَلَاةَ الْإِمَامِ إِذَا فَسَدَتْ فَسَدَتْ صَلَاةُ مَنْ خَلْفَهُ .
อิบนุอันมุนซีร กล่าวว่า หะดิษนี้ ได้ตอบโต้ ผู้ที่เข้าใจว่า การละหมาดอิหม่าม เมื่อมันเสีย การละหมาดของผู้ที่ตามหลังเขาเสียไปด้วย
........
ชัดเจนว่า การผิดพลาดของอิหม่ามไม่มีผลต่อละหมาดมะอมูม


เพิ่มเติม
อิบนุเราะญับ ได้กล่าวไว้ใน ฟัตหุลบารีย์ ฉบับของท่าน เล่ม 4 หน้า 178
ว่า وقد استدل البخاري بهذا الحَدِيْث عَلَى أن من صلى خلف من لا يتم صلاته فأتم صلاته ، فإن صلاته صحيحة
อัลบุคอรี ได้อ้างหลักฐานด้วยหะดิษนี้ ว่า ผู้ใดละหมาดตามหลัง ผู้ที่การละหมาดของพวกเขาไม่สมบูรณ์ เขาก็จงทำละหมาดของเขาให้สมบูรณ์ เพราะแท้จริงละหมาดของเขานั้น ใช้ได้(เศาะหฺ)

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Thu Apr 25, 2013 10:19 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

เมื่ออิหม่ามอ่านผิด หรือกระทำผิดในละหมาด มะอฺมูมต้องเตือน

เมื่อเห็นว่า อิหม่าม อ่านผิดพลาด ผู้เป็นมะฮมูมก็ต้องเตือน อิหม่าม
عَنْ مِسْوَرِ بْنِ يَزِيدَ الْأَسَدِيِّ قَالَ : شَهِدْتُ رَسُولَ اللَّهِ - صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ - يَقْرَأُ فِي الصَّلَاةِ فَتَرَكَ شَيْئًا لَمْ يَقْرَأَهُ ؛ فَقَالَ لَهُ رَجُلٌ : يَا رَسُولَ اللَّهِ تَرَكْتَ آيَةَ كَذَا وَكَذَا قَالَ - يَعْنِي رَسُولَ اللَّهِ - صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ : " فَهَلَاَّ أَذْكَرْتَنِيهَا إِذًا " قَالَ : كُنْتُ أُرَاهَا نُسِخَتْ . أَخْرَجَهُ أَبُو دَاوُدَ فِي كِتَابِ السُّنَنِ .
รายงานจากมิรวัร บิน ยะซีด อัลอะสะดี กล่าวว่า ข้าพได้อยู่ในเหตุการณ์ ที่ รซูลลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ละทิ้งสิ่งหนึ่ง ซึ่งท่านไม่ได้อ่านมัน แล้วมีชายคนหนึ่ง กล่าวแก่ท่านรซูลว่า “โอ้รซูลุลลอฮ ท่านได้ละทิ้ง(ไม่ได้อ่าน) อายัตนั้น อะยัตนั้น...รซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงได้ กล่าวว่า “ เพราะเหตุใด ท่านไม่เตือนมัน แก่ฉัน เกี่ยวกับอายัตนั้นล่ะ เขา กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเข้าใจว่า มัน(อายัตนั้น)ได้ถูกยกเลิก – บันทึกโดย อบูดาวูด หมายเลข 907
หรือ เมื่ออิหม่ามนึกไม่ออก หรือเกิดสับสน ก็ให้ทวนซ้ำ ให้อิหม่ามได้รู้ ดังหะดิษ
وعن عبد الله بن عمر رضي الله عنهما ، أن النبي صلى الله عليه وسلم صلى صلاة ، فالتبس عليه ، فلما فرغ قال لأُبي : " أشهدت معنا ؟ " قال: نعم، قال: " فما منعك أن تفتحها علي ؟ " [ أخرجه أبو داود وابن حبان وصححه الألباني
รายงานจากอับดุลลอฮ บิน อุมัร (ร.ฎ)ว่าแท้จริง นบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ละหมาดละหมาดหนึ่ง แล้วท่านได้เกิดความสับสนบนมัน (สบสนในการอ่าน) แล้วเมื่อท่านได้ละหมาดเสร็จ ท่านนบี ได้กล่าวแก่อุบัย (บิน กะอับ)ว่า ท่าน อยู่ในเหตการณ์พร้อมกับเราใช่ไหม? เขากล่าวว่า “ครับ “ ท่านนบี กล่าวว่า “ สิ่งใดหรือมายัยยั้งท่าน ไม่ให้อ่านทวนซ้ำ ให้แก่ฉัน – บันทึกโดยอบูดาวูด และอิบนุหิบบาน และอัลบานย์กล่าวว่าเป็นหะดิษเศาะเฮียะ-
ชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮ กล่าวว่า
وَأَمَّا الْإِمَامُ فَلَوْ أَخْطَأَ أَوْ نَسِيَ لَمْ يُؤَاخَذْ بِذَلِكَ الْمَأْمُومُ ، وَهَذَا مَذْهَبُ جُمْهُورِ الْعُلَمَاءِ
และสำหรับ อิหม่าม หากเขาผิดพลาด หรือลืม ,มะมูม ก็จะไม่ถูกเอาผิด ด้วยดังกล่าว และนี้คือ มัซฮับส่วนใหญ่ของนักวิชาการ- ดู มัจญมัวะอัลฟะตาวา เล่ม 23หน้า 352

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Fri May 17, 2013 10:57 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อัลอิจญมาอฺ คืออะไร

บาชีร บิน นัศรุน ท่านอิบนุกุดามะฮ์กล่าอีกว่า

وأنه إجماع المسلمين ; فإنهم في كل عصر ومصر يجتمعون ويقرءون القرآن , ويهدون ثوابه إلى موتاهم من غير نكير

" แท้จริง มันเป็นมติของบรรดามุสลิมีน เนื่องจากแท้จริง พวกเขาเหล่านั้น ในทุกสมัยและทุกเมือง ได้รวมตัวกัน และทำการอ่านอัลกุรอานกัน และทำการฮาดิยะฮ์ผลบุญการอ่านอัลกุรอาน ให้แก่บรรดาผู้ตายของพวกเขา โดยที่ไม่มีการปฏิเสธแต่อย่างใดเลย" ดู หนังสือ อัลมุฆนีย์ เล่ม 3 หน้า 373
……….
ตอบ

คำว่า “มติของบรรดามุสลิมมีน” นั้นเป็นการอ้างเดาสุ่ม เพราะเรื่องนี้มีการคิลาฟ แล้วจะเป็นมติอย่างไร
มาดูความหมายคำว่า “อัลอิจญมาอฺ
فَهُوَ اتِّفَاقُ مُجْتَهَدِي أُمَّةِ مُحَمَّدٍ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَآلِهِ وَسَلَّمَ بَعْدَ وَفَاتِهِ فِي عَصْرٍ مِنَ الْأَعْصَارِ عَلَى أَمْرٍ مِنَ الْأُمُورِ .

คือ มติเห็นฟ้องของบรรดามุจญตะฮิด จากอุมมะฮของนบีมุหัมหมัด ศอ็ลฯหลังจากท่านนบีได้เสียชีวิต ในยุคหนึ่ง จากบรรดายุคสมัย บนเรื่องใดๆจากบรรดาเรื่องต่างๆ – ดู อิรชาดุลฟุหูล เล่ม 1 หน้า 234
وَيَخْرُجُ بِقَوْلِهِ ( مُجْتَهَدِي أُمَّةِ مُحَمَّدٍ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَآلِهِ وَسَلَّمَ ) اتِّفَاقُ الْعَوَامِّ ، فَإِنَّهُ لَا عِبْرَةَ بِوِفَاقِهِمْ وَلَا بِخِلَافِهِمْ .
และมติเห็นฟ้องของบรรดาคนทั่วไป ไม่เข้าอยู่ในความหมายคำพูดที่ว่า (บรรดามุจญตะฮิด จากอุมมะฮของนบีมุหัมหมัด ศอ็ลฯ) เพราะแท้จริง มันไม่มีการพิจารณา ด้วยมติเห็นฟ้องของพวกเขาและไม่มีการพิจารณา ด้วยการเห็นต่างของพวกเขา
وَيَخْرُجُ مِنْهُ أَيْضًا : اتِّفَاقُ بَعْضِ الْمُجْتَهِدِينَ .
การเห็นฟ้องของบรรดามุจญตะฮิดบางส่วน ก็ออกจากมัน(หมายถึงไม่เข้าอยู่ในความหมายคำพูดนั้น)อีกเช่นกัน – อ้างอิงแล้ว
...........
เพราะฉะนั้นจึงเสียเวลาที่จะเอาหลักฐานข้างต้น มาอ้าง

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Tue May 21, 2013 9:48 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

การลูบศีรษะบางส่วนในการอาบน้ำละหมาด
อิบนุอับดุลบัร (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า
" اختلف الفقهاء فيمن مسح بعض الرأس ، فقال مالك : الفرض مسح جميع الرأس ، وإن ترك شيئا منه كان كمن ترك غسل شيء من وجهه ، هذا هو المعروف من مذهب مالك ، وهو قول ابن علية ، قال ابن علية : قد أمر الله بمسح الرأس في الوضوء كما أمر مسح الوجه في التيمم ، وأمر بغسله في الوضوء ، وقد أجمعوا أنه لا يجوز غسل بعض الوجه في الوضوء ولا مسح بعضه في التيمم ، فكذلك مسح الرأس " انتهى .
บรรดานักนิติศาสตร์อิสลาม(ฟุเกาะฮาอฺ) ได้เห็นต่างกัน เกี่ยวกับผู้ที่ลูบศีรษะบางส่วน
แล้วมาลิก กล่าวว่า “ ฟัรดู ให้ลูบศีรษะทั้งหมด และหากละทิ้งสิ่งใดๆจากมัน ก็เหมือนกับผู้ที่ละทิ้งการล้างสิ่งใดจากใบหน้าของเขา นี้คือ เป็นที่รู้กันจากมัซฮับมาลิก และมันคือ ทัศนะของอิบนุอะลียะฮ ,อิบนุอะลียะฮ กล่าวว่า “ แท้จริง อัลลอฮ ทรงสั่งให้ลูบศีรษะ ในการอาบน้ำละหมาด ดังเช่นที่ได้สั่งให้ลูบหน้าในการตะยัมมุม และสั่งให้ล้างมันในการอาบน้ำละหมาด และแท้จริง พวกเขาได้มีมติว่า ไม่อนุญาตให้ล้างบางส่วนของใบหน้า ในการอาบน้าละหมาด และไม่อนุญาตให้ลูบบางส่วนของมันในการตะยัมมุม ดังกล่าวนั้น เช่นเดียวกับการลูบศีรษะ – ดู อัตตัมฮีด เล่ม 20 หน้า 114
........เพราะฉะนั้นที่ปลอดภัยและไม่คิลาฟ คือ ลูบศีรษะตามแบบอย่างนบี ศอ็ลฯ

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Tue May 21, 2013 9:49 pm    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อิบนุกอ็ยยิม (ขออัลลอฮเมตตาต่อท่าน)กล่าวว่า
لَمْ يَصِحَّ عَنْهُ صلى الله عليه وسلم فِي حَدِيثٍ وَاحِدٍ أَنَّهُ اقْتَصَرَ عَلَى مَسْحِ بَعْضِ رَأْسِهِ أَلْبَتَّةَ , وَلَكِنْ كَانَ إذَا مَسَحَ بِنَاصِيَتِهِ أَكْمَلَ عَلَى الْعِمَامَةِ
ไม่มีรายงานเศาะเฮียะจากนบี ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แม้แต่หะดิษเดียว ว่า ท่านนบีจำกัดการลูบบางส่วนของศีรษะของท่าน แต่ปรากฏว่าท่านนบี เมื่อท่านได้ลูบผมด้านหน้า ของท่าน ท่านก็จะให้สมบูรณ์ด้วยการลูบบนผ้าโพกศีรษะ – ดู ซาดุลมะอาด เล่ม 1 หน้า 193

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed May 22, 2013 9:07 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

อิจญมาอฺคืออะไร

บาชีร บิน นัศรุน ท่านอิบนุกุดามะฮ์กล่าอีกว่า

وأنه إجماع المسلمين ; فإنهم في كل عصر ومصر يجتمعون ويقرءون القرآن , ويهدون ثوابه إلى موتاهم من غير نكير

" แท้จริง มันเป็นมติของบรรดามุสลิมีน เนื่องจากแท้จริง พวกเขาเหล่านั้น ในทุกสมัยและทุกเมือง ได้รวมตัวกัน และทำการอ่านอัลกุรอานกัน และทำการฮาดิยะฮ์ผลบุญการอ่านอัลกุรอาน ให้แก่บรรดาผู้ตายของพวกเขา โดยที่ไม่มีการปฏิเสธแต่อย่างใดเลย" ดู หนังสือ อัลมุฆนีย์ เล่ม 3 หน้า 373
http://www.sunnahstudent.com/forum/index.php?topic=73.0
……….

ชี้แจง

คำว่า “มติของบรรดามุสลิมมีน” นั้นเป็นการอ้างเดาสุ่ม เพราะเรื่องนี้มีการคิลาฟ แล้วจะเป็นมติอย่างไร
มาดูความหมายคำว่า “อัลอิจญมาอฺ
فَهُوَ اتِّفَاقُ مُجْتَهَدِي أُمَّةِ مُحَمَّدٍ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَآلِهِ وَسَلَّمَ بَعْدَ وَفَاتِهِ فِي عَصْرٍ مِنَ الْأَعْصَارِ عَلَى أَمْرٍ مِنَ الْأُمُورِ .

คือ มติเห็นฟ้องของบรรดามุจญตะฮิด จากอุมมะฮของนบีมุหัมหมัด ศอ็ลฯหลังจากท่านนบีได้เสียชีวิต ในยุคหนึ่ง จากบรรดายุคสมัย บนเรื่องใดๆจากบรรดาเรื่องต่างๆ – ดู อิรชาดุลฟุหูล เล่ม 1 หน้า 234
وَيَخْرُجُ بِقَوْلِهِ ( مُجْتَهَدِي أُمَّةِ مُحَمَّدٍ صَلَّى اللَّهُ عَلَيْهِ وَآلِهِ وَسَلَّمَ ) اتِّفَاقُ الْعَوَامِّ ، فَإِنَّهُ لَا عِبْرَةَ بِوِفَاقِهِمْ وَلَا بِخِلَافِهِمْ .
และมติเห็นฟ้องของบรรดาคนทั่วไป ไม่เข้าอยู่ในความหมายคำพูดที่ว่า (บรรดามุจญตะฮิด จากอุมมะฮของนบีมุหัมหมัด ศอ็ลฯ) เพราะแท้จริง มันไม่มีการพิจารณา ด้วยมติเห็นฟ้องของพวกเขาและไม่มีการพิจารณา ด้วยการเห็นต่างของพวกเขา
وَيَخْرُجُ مِنْهُ أَيْضًا : اتِّفَاقُ بَعْضِ الْمُجْتَهِدِينَ .
การเห็นฟ้องของบรรดามุจญตะฮิดบางส่วน ก็ออกจากมัน(หมายถึงไม่เข้าอยู่ในความหมายคำพูดนั้น)อีกเช่นกัน – อ้างอิงแล้ว
...........
เพราะฉะนั้น การอ้างอิจญมาอฺข้างต้น ย่อมไม่มีน้ำหนักแม้แต่น้อย

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed May 22, 2013 9:14 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ในสุนันอัตติรมิซีย์ หะดิษหมายเลข 3009 เล่ม 5 หน้า 288 กิตาบุตตัฟสีร ซูเราะฮฮูด

قلتُ : يا رسولَ اللهِ، أين كان ربُّنا قبل أن يَخْلُقَ خَلْقَهُ ؟ قال : كان في عَمَاءٍ، ما تحته هواءٌ، وما فوقه هواءٌ، وخلق عَرْشَه على الماءِ
الراوي: أبو رزين العقيلي لقيط بن عامر المحدث الترمذي - المصدر: سنن الترمذي - الصفحة أو الرقم 3109
خلاصة حكم المحدث: حسن

และมาดูคำอธิบายของ ท่านมุบาเราะกะฟูรีย์ ดังนี้

قُلْتُ : إِنْ صَحَّتِ الرِّوَايَةُ " عَمًى " بِالْقَصْرِ فَلَا إِشْكَالَ فِي هَذَا الْحَدِيثِ ، وَهُوَ حِينَئِذٍ فِي مَعْنَى حَدِيثِ : كَانَ اللَّهُ وَلَمْ يَكُنْ شَيْءٌ غَيْرُهُ وَكَانَ عَرْشُهُ عَلَى الْمَاءِ رَوَاهُ الْبُخَارِيُّ وَغَيْرُهُ عَنْ عِمْرَانَ بْنِ حُصَيْنٍ ، وَإِنْ صَحَّتِ الرِّوَايَةُ " عَمَاءً " بِالْمَدِّ ، فَلَا حَاجَةَ إِلَى تَأْوِيلٍ بَلْ يُقَالُ نَحْنُ نُؤْمِنُ بِهِ وَلَا نُكَيِّفُهُ بِصِفَةٍ ، أَيْ نُجْرِي اللَّفْظَ عَلَى مَا جَاءَ عَلَيْهِ مِنْ غَيْرِ تَأْوِيلٍ كَمَا قَالَ الْأَزْهَرِيُّ ( وَخَلَقَ عَرْشَهُ عَلَى الْمَاءِ ) وَفِي رِوَايَةِ أَحْمَدَ : ثُمَّ خَلَقَ عَرْشَهُ عَلَى الْمَاءِ .
ข้าพเจ้ากล่าวว่า “ หากรายงานงานนั้นถูกต้อง โดยคำว่า อะมัน ด้วยการอ่านสั้น ดังนั้นไม่มีการสงสัย ในหะดิษนี้ และ ขณะนั้น มันก็อยู่ในความหมายหะดิษที่ว่า “ อัลอฮทรงมีอยู่แล้ว และไม่มีสิ่งใดอื่นจากพระองค์ และ อะรัชของพระองค์ อยู่เหนือน้ำ รายงานโดย บุคอรีและอื่นจากเขา จากอิมรอน บิน หุศอ็ยนฺ และถ้าหากรายงานนั้น ถูกต้อง(เศาะฮียะ) โดยคำว่า “อะมาอัน” ด้วยการอ่านยาว ก็ไม่จำเป็นจะต้องตีความ(ตะวีล) แต่ทว่า มันจะถูกกล่าวว่า “ เราศรัทธาด้วยมัน และเราะจะไม่พรรณนารูปแบบมัน ด้วยคุณลักษณะใดๆ กล่าวคือ เราจะให้คำนั้น เป็นไปตามสิ่งที่ได้มีมาบนมัน โดยไม่มีการตีความ ดังสิ่งที่ อัลอัซฮารีย์ ได้กล่าวว่า (และทรงสร้างอะรัชของพระองค์ เหนือน้ำ ) และในรายงานหนึ่งของอะหมัด ว่า “หลังจากนั้น พระองค์ทรงสร้างอะรัชของพระองค์ อยู่เหนือน้ำ – ตุหฟะตุลอะหวะซีย์ กิตาบุตตัฟสีร เรื่อง ซูเราะฮฮูด
ยังมี ท่านอื่นๆเช่น

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
asan
ผู้ดูแลกระดานเสวนา
ผู้ดูแลกระดานเสวนา


เข้าร่วมเมื่อ: 21/03/2005
ตอบ: 3165


ตอบตอบ: Wed May 22, 2013 9:17 am    ชื่อกระทู้: ตอบกระทู้ด้วยเครื่องหมายคำพูด(quote)

ท่านอิบนุญะรีร อธิบายว่า
وأولى القولين في ذلك عندي بالصواب ، قول من قال : إن الله تبارك وتعالى خلق الماء قبل العرش ، لصحة الخبر الذي ذكرت قبل عن أبي رزين العقيلي ، عن رسول الله صلى الله عليه وسلم ، أنه قال , حين سئل : أين كان ربنا عز وجل قبل أن يخلق خلقه ؟ قال : كان في عماء ما تحته هواء ، وما فوقه هواء ، ثم خلق عرشه على الماء

ในทัศนะของข้าพเจ้า ทัศนะที่ถูกต้องยิ่งกว่าจากสองทัศนะในเรื่องดังกล่าวนั้น คือ ทัศนะของ ผู้ที่กล่าวว่า อัลลอฮผู้ทรงบริสุทธิ์ และสูงส่ง ได้ทรงสร้าง น้ำ ก่อนอะรัช เพราะ มีหะดิษเศาะเฮียะ ซึ่งข้าพเจ้าได้ระบุมาก่อนหน้าแล้ว จากอบีเราะซัยนฺ อัลอะกอ็ยลีย์ จากเราะซูลุลลอฮ ศอ็ลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าแท้จริง ท่านได้ล่าวเมื่อมีผู้ถามว่า “ เดิมนั้น พระผู้อภิบาลของเรา ผู้ทรงสูงส่ง ทรงเลิศยิ่ง อยู่ที่ใหน ก่อนที่พระองค์ ทรงสร้างมัคลูคของพระองค์ ? ท่านนบีกล่าวตอบว่า “ ทรงอยู่ ทรงอยู่ในเมฆหมอกอันหนาทึบ ซึ่งใต้หมอกควัน นี้คือฮะวา(อากาศ)และเหนือหมอกควัน คือฮะวา (อากาศ) หลังจากนั้นทรง สร้างอะรัชของพระองค์ ให้อยู่บนน้ำ – ดูตาริค อัฏฏอ็บรีย์ เล่ม 1 หน้า 32

_________________
จะยืนหยัดอยู่บนความจริง แม้ว่าจะขมขื่นเพียงใดก็ตาม
กลับไปข้างบน
แสดงข้อมูลส่วนตัวของสมาชิก ส่งข่าวสารส่วนตัว
แสดงการตอบก่อนนี้:   
ตั้งกระทู้ใหม่   ตอบกระทู้    อนุรักษ์มรดกอิสลาม หน้ากระดานข่าวหลัก -> หลักความเชื่อ ปรับเวลา GMT + 7 ชั่วโมง
ไปที่หน้า ก่อนนี้  1, 2, 3 ... 9, 10, 11 ... 17, 18, 19  ถัดไป
หน้า 10 จากทั้งหมด 19

 
ไปยัง:  
คุณ ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ตอบกระทู้ในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ แก้ไขการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลบการตอบกระทู้ของคุณในกระดานนี้
คุณ ไม่สามารถ ลงคะแนนในแบบสำรวจในกระดานนี้
คุณ สามารถ แนบไฟล์ในกระดานข่าวนี้
คุณ สามารถ ดาวน์โหลดไฟล์ในกระดานข่าวนี้


Powered by phpBB ฉ 2001, 2002 phpBB Group







ที่ตั้งมูลนิธิ


สำนักงาน มูลนิธิ อนุรักษ์มรดกอิสลาม
เลขที่ 27/5 หมู่ที่ 2 ถนนเลียบวารี แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพฯ
ติดต่อ : 02-956-9860, 02-956-9958
E-mail : moradokislam@hotmail.com
ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ในการนำไปเผยแพร่ในหนทางที่ถูกต้อง และควรระบุแหล่งที่มาของข้อมูล

PHP-Nuke Copyright © 2005 by Francisco Burzi. This is free software, and you may redistribute it under the GPL. PHP-Nuke comes with absolutely no warranty, for details, see the license.
การสร้างหน้าเอกสาร: 0.33 วินาที
IPBNukeRed theme by HOLBROOKau and
PHP-Nuke Thailand ©2004
เธ‚เธญเน€เธ„เธฃเธ”เธดเธ•เธŸเธฃเธตเธซเธ™เนˆเธญเธขเธ„เธฃเธฑเธšเธชเธกเธฑเธ„เธฃเธ›เธธเนŠเธšเธฃเธฑเธšเธ›เธฑเนŠเธšเน„เธกเนˆเธ•เน‰เธญเธ‡เธเธฒเธ เธชเธฅเน‡เธญเธ•เธญเธญเธ™เน„เธฅเธ™เนŒ เน€เธ„เธฃเธ”เธดเธ•เน‚เธšเธ™เธฑเธชเน„เธ”เน‰เน€เธ‡เธดเธ™เธˆเธฃเธดเธ‡ slot938 เธชเธฅเน‡เธญเธ• เธชเธฅเน‡เธญเธ•เธญเธญเธ™เน„เธฅเธ™เนŒ thaicasinobin เนเธˆเธเน€เธ„เธฃเธ”เธดเธ•เธŸเธฃเธต เธชเธฅเน‡เธญเธ• เธšเธฒเธ„เธฒเธฃเนˆเธฒ เธ„เธฒเธชเธดเน‚เธ™เธญเธญเธ™เน„เธฅเธ™เนŒ JQK41 เธชเธฅเน‡เธญเธ• เน€เธ„เธฃเธ”เธดเธ•เธŸเธฃเธต เน„เธ—เธขเธ„เธฒเธชเธดเน‚เธ™เธญเธญเธ™เน„เธฅเธ™เนŒ thaibet55 kubet เน„เธ—เธขเธ„เธฒเธชเธดเน‚เธ™เธญเธญเธ™เน„เธฅเธ™เนŒ เนเธ—เธ‡เธšเธญเธฅ เธ‹เธญเธ„เน€เธเธญเธฃเนŒเธฅเธตเธ เธ„เธฐเนเธ™เธ™เธŸเธธเธ•เธšเธญเธฅ เน€เธงเน‡เธšเธžเธ™เธฑเธ™เธญเธฑเธ™เธ”เธฑเธš1 HUC99 เน€เธงเน‡เธšเธ•เธฃเธ‡ เน„เธกเนˆเธœเนˆเธฒเธ™เน€เธญเน€เธขเนˆเธ™เธ•เนŒ